Fundamentalism กับขันติธรรมในคริสตศาสนา


Fundamentalism กับขันติธรรมในคริสตศาสนา
[*]

รศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์

            การศึกษาเรื่อง Fundamentalism กับขันติธรรมในศาสนาคริสต์เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน  เนื่องจากคำทุกคำในหัวข้อเป็นคำที่มีความหมายหลากหลายและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “คริสต์ศาสนา”  “Fundamentalism”  หรือ “ขันติธรรม” (tolerance)  การบรรยายเรื่องนี้จะกล่าวถึงประเด็นที่สำคัญเพียงบางประเด็น  ดังนี้

            ๑.  ความยากลำบากของการศึกษาเรื่องขันติธรรมเมื่อมองจากศาสนาคริสต์ในแง่ประวัติศาสตร์

            ๒.  การพิจารณาว่าหลักทั่วไปของศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยม (Monotheism) เอื้อต่อการมีขันติธรรมมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับศาสนาพุทธ

            ๓.   ความแตกต่างระหว่างการมองโลกแบบศาสนากับการมองโลกด้วยแนวคิดแบบสมัยใหม่ (Modernism)

            ๔.   ลักษณะร่วมของกลุ่ม Fundamentalist กลุ่มต่างๆ

            ๕.   ประเด็นที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับโลกสมัยใหม่  Fundamentalism  และขันติธรรม

 

ความหลากหลายของการเข้าใจศาสนาคริสต์ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์

            ในการศึกษาประเด็นเรื่องขันติธรรมในศาสนาคริสต์  ดูเหมือนว่าเราจะต้องเข้าใจศาสนาคริสต์ก่อน  แต่คำว่า “ศาสนาคริสต์” เป็นคำที่มีปัญหามาก  หากเราไม่มีความชัดเจนว่าเราพูดถึงศาสนาคริสต์จากแง่มุมใด  จะถูกโต้แย้งจากผู้ที่มีแนวคิดตรงกันข้ามได้เสมอ  กล่าวคือ  มีนักวิชาการโต้แย้งเกี่ยวกับการศึกษาศาสนาคริสต์ในหลายเรื่อง

            ตัวอย่างแรกคือ  ในหนังสือชื่อ From Jesus to Christ เสนอว่า  เมื่อเราพูดถึงศาสนาคริสต์  จะต้องพยายามแยกระหว่างความเป็นพระเยซูกับความเป็นพระคริสต์  ความเป็นพระเยซูไม่เท่ากับความเป็นพระคริสต์  พระเยซูเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์  มีอารมณ์  เป็นลูกของช่างไม้  ในการเทศน์ก็จะมีลักษณะการใช้บทเปรียบเทียบแบบต่างๆ  เช่น บทเทศนาบนภูเขา  เป็นต้น  แต่เมื่อเราพูดถึงพระคริสต์  จะหมายถึงผู้ได้รับการเจิม  ซึ่งกลายเป็นคำทางเทววิทยาขึ้นมาและมีความเกี่ยวข้องกับทฤษฎีตรีเอกานุภาพอย่างใกล้ชิด  แต่ทฤษฎีนี้ไม่ได้ปรากฏชัดในคัมภีร์พันธะสัญญาใหม่ในยุคสมัยก่อนที่ศาสนาคริสต์จะก่อร่างในประวัติศ่าสตร์  ในสมัยที่พระเยซูทรงมีพระชนม์ชีพ  พระองค์ทรงใช้คำว่า “Abba” เรียกพระเจ้า  คำนี้แปลว่าพ่อหรือบิดา  ส่วนในพระคัมภีร์ก็มีการกล่าวถึงคำว่า “พระจิต” และ “พระเยซู”  แต่คำทั้งสามไม่ได้มีลักษณะเชิงเทววิทยา  หลังจากการก่อร่างของศาสนาคริสต์  คำทั้งสามถูกสร้างขึ้นให้เป็นทฤษฎีทางเทววิทยาคือ ทฤษฎีตรีเอกานุภาพ  ซึ่งกล่าวว่าพระบิดา พระบุตร และพระจิตเป็นสิ่งเดียวกัน[†]  ทฤษฎีนี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นภายหลังโดยนักคิดเพื่อทำให้คำสอนของพระเยซูเป็นระบบขึ้นมา    ดังนั้น  ความเป็นพระคริสต์ได้พัฒนาเป็นศาสตร์เกี่ยวกับพระคริสต์ที่เรียกว่า Christology ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๓  ซึ่งพยายามอธิบายว่าคน ๆ หนึ่งเป็นพระเจ้าและมนุษย์ไปพร้อม ๆ กันหรือมี substance สองลักษณะที่แตกต่างกันได้อย่างไร  นี่คือสิ่งที่ถกเถียงกันในเทววิทยา

            นอกจากนี้  จากพระคริสต์กลายเป็น Christianity ก็เป็นการเคลื่อนที่ไปยังอีกจุดหนึ่งของประวัติศาสตร์ของศาสนา  ชาวคริสต์รุ่นแรกมีข้อถกเถียงบางประเด็นเกี่ยวกับคริสตศาสนา  เซนต์ปีเตอร์มองว่าพระเยซูเป็นชาวยิวที่พยายามปฏิรูปศาสนา  แต่เซนต์ปอลพยายามทำให้กลุ่มปฏิรูปนี้กลายเป็นศาสนาสากล  หากสืบกลับไปในประวัติศาสตร์  เราจะเห็นว่าศาสนาคริสต์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะมีลักษณะแบบเซนต์ปอลมากกว่า

            ศาสนาคริสต์จึงเป็นคำที่มีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน  ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดถึงพระเยซูหรือความเป็นพระคริสต์  พูดถึงชุมชนชาวคริสต์ก่อนกษัตริย์คอนสแตนตินหรือหลัง  หรือกล่าวถึงคริสต์ศาสนจักรยุคกลาง  นอกจากนี้ยังมีคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตน  และคริสตศาสนาในยุโรปยุคกลางที่ยังมีอำนาจรัฐ<!--[if ![‡] เป็นต้น

            อย่างไรก็ตาม  ความคิดของคริสต์ศาสนาในยุโรปยุคกลางประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องขันติธรรม คือ ความเชื่อว่า “นอกศาสนจักรไม่มีความรอด”  มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแนวคิดนี้ตั้งแต่การสังคายนาของวาติกันครั้งที่ ๒  ช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐  และพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันพยายามทำให้ศาสนาคริสต์เปิดกว้างกับศาสนาอื่นมากขึ้น

            ที่กล่าวมาเพื่อให้เห็นว่า  การพูดว่าศาสนาคริสต์คืออะไรเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก  หากพิจารณาเรื่องขันติธรรมโดยโยงกับประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ในแต่ละช่วงคงเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินขอบเขตการบรรยายครั้งนี้  เพราะฉะนั้น  จะพิจารณาปัญหาเรื่องขันติธรรมโดยโยงกับหลักการทั่วไปของศาสนาคริสต์ในฐานะที่เป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยมหรือ Monotheism เท่านั้น

 

ศาสนาแบบเอกเทวนิยมกับขันติธรรม

            หากพิจารณาเชิงหลักการทั่วไป  รากแก้วของศาสนาแบบเอกเทวนิยม  ซึ่งรวมศาสนายิวและศาสนาอิสลามด้วย  ก็คือความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว  คำถามก็คือ  ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวนี้เอื้อต่อการมีขันติธรรมเพียงใด  หากพิจารณาจากหลักทั่วไป  น่าจะมีประเด็นที่จะพูดถึงเรื่องขันติธรรมใน ๓ แง่มุม คือ

            ๑.  Ontology หรือ Ontological truth หรือ ความจริงทางภววิทยา

            ๒.  Temporality หรือ มองในเชิงมิติของเวลา

            ๓.  Ethics หรือ ประเด็นเชิงจริยศาสตร์

 

            ความหมายของขันติธรรม

            ก่อนที่จะพิจารณาว่าศาสนาแบบเอกเทวนิยมเอื้อต่อการพัฒนาขันติธรรมมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพุทธศาสนา  เราควรจะรู้ความหมายของคำว่า “ขันติธรรม” อย่างกว้าง ๆ เสียก่อน

            ขันติธรรมคืออะไร  นักปรัชญาชาวรัสเซียกล่าวว่า  คือความอดทนต่อความต่างที่ไม่ทำให้       อัตลักษณ์ของตนเสียไป  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  ขันติธรรมหมายถึง  ระบบปฏิบัติหรือระบบคิดหนึ่งยอม   อดทนต่อความต่างภายในระบบนั้น  โดยที่ไม่กระทบต่ออัตลักษณ์ของระบบ  เมื่อใดที่ความต่างกระทบต่ออัตลักษณ์ของระบบ  คนในกลุ่มจะผลักความต่างออกนอกระบบ  หรือทำลายความต่างนั้นจากภายใน

            ขันติธรรมมีหลายระดับ คือ (ก) ความอดทนเฉยๆ  ยอมอดทนให้เขาอยู่  แม้ว่าจะเห็นความต่าง  แต่ไม่เคยเรียนรู้จากผู้ที่ต่างจากตน  (ข)  ความเคารพหรือความชื่นชอบความต่าง  ซึ่งอาจจะเกิดจากการเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ (ค) การทำ dialogue  ซึ่งอาจนำไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์และมีการปรับ         อัตลักษณ์  อย่างไรก็ตาม  Fundamentalism จะพยายามผลักความต่างออกจากตน  เพราะกลัวสูญเสียอัตลักษณ์

 

            ภววิทยาของศาสนาแบบเอกเทวนิยมกับการเอื้อต่อขันติธรรม

            หากมองเชิงภววิทยา  ศาสนาที่เป็นแบบเอกเทวนิยมต่างอ้างความจริงที่เป็นหนึ่งเดียว  เป็นความจริงที่เด็ดขาดสมบูรณ์  และเป็นความจริงที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสและการใช้เหตุผลของมนุษย์  ศาสนาแบบเอกเทวนิยมถือว่าคัมภีร์ทางศาสนาของตนเป็นการเผยความจริงจากพระผู้เป็นเจ้า  ตัวคัมภีร์นั้นมนุษย์เป็นผู้บันทึก  ไม่ใช่ผู้แต่ง  สิ่งปรากฏในตัวคัมภีร์ไม่ใช่บันทึกเรื่องราวของผู้เขียน  แต่มนุษย์เป็นเพียงผู้บันทึกสิ่งที่มนุษย์ได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้า  ประเด็นนี้สำคัญมาก  เพราะกลุ่ม Fundamentalist กลุ่มแรกคิดว่าเขาพยายามปกป้องพระคัมภีร์จากการที่วิทยาศาสตร์ทำให้คัมภีร์ของพวกเขาไม่น่าเชื่อถือ  เราต้องจินตนาการว่าพวกเขากำลังปกป้องความจริงที่อยู่เหนือสิ่งที่มนุษย์ทั้งหมดจะเข้าถึงได้  เพราะฉะนั้นกลุ่ม Fundamentalist น่าจะเข้าใจคัมภีร์ของพวกเขาแตกต่างจากการที่ชาวพุทธเข้าใจคัมภีร์พระไตรปิฎก  พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ที่บันทึกประสบการณ์การเข้าถึงความจริงของพระพุทธเจ้า  แต่คัมภีร์ของศาสนาคริสต์มีสถานภาพอีกแบบหนึ่ง

            ในศาสนาคริสต์  มีคำพูดของพระเยซูที่ว่า “เราคือหนทาง ความจริง และชีวิต”  คำว่า “ความจริง” ในคำกล่าวนี้เท่ากับมีความหมายว่าไม่มีความจริงอื่นหรือเปล่า  และการไปสู่ความจริงนี้ต้องผ่านพระเยซูเท่านั้นหรือไม่  คำกล่าวนี้ถูกพัฒนาไปเป็นคำกล่าวในเทววิทยาว่า “นอกศาสนจักรไม่มีความรอด”  ซึ่งมีปัญหาในเรื่องขันติธรรมมาตลอด  เราเห็นได้จากการมีศาลศาสนาในยุโรปยุคกลางที่ก่อให้เกิดปัญหามากมาย

            หากเราเปรียบเทียบกับพุทธศาสนา  อาจเห็นชัดว่าศาสนาแบบเอกเทวนิยมเอื้อต่อการมีขันติธรรมยากกว่าศาสนาพุทธในแง่มุมของความจริงทางภววิทยา  ศาสนาพุทธอธิบายความจริงของโลกด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท  ไม่ใช่ด้วยพระเจ้า   การใช้หลักนี้ในการอธิบายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น  หลักนี้บอกว่าสิ่งหนึ่งมีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นเป็นที่ประชุมขององค์ประกอบอื่น  เช่น  ห้องไม่มีตัวตน  แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของเพดาน  ประตู  หน้าต่าง  ฯลฯ  คนก็เป็นที่ประชุมขององค์ประกอบต่างๆ เช่นกัน  หากอธิบายเช่นนี้ก็หมายความว่าการเข้าใจอัตลักษณ์ของสิ่งหนึ่ง  ต้องผนวกความต่างเข้าไปในสิ่งที่เป็น    อัตลักษณ์ของสิ่งนั้น  หากคิดแบบนี้  ในการแบ่งในแบ่งนอกหรือการแบ่งพวกเขาพวกเรา  เส้นแบ่งต้องยืดหยุ่น (หรือเป็นเส้นประ)  ไม่ใช่เส้นแบ่งที่ชัดเจน (หรือเส้นทึบ)  เพราะไม่มีอะไรที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง  แต่วิธีอธิบายแบบนี้ไม่ใช่วิธีอธิบายเด่นของศาสนาแบบเอกเทวนิยม   ซึ่งโดยประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์รับเอาปรัชญากรีก  และรับตรรกวิทยาของอริสโตเติลซึ่งเชื่อว่าสิ่งหนึ่งต้องเป็นสิ่งหนึ่งและไม่ใช่สิ่งอื่นในเวลาเดียวกัน  พิจารณาในแง่นี้  ขันติธรรมพัฒนาในพุทธศาสนาได้ง่ายกว่าศาสนาแบบเอกเทวนิยมที่เชื่อว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว  เด็ดขาดสมบูรณ์  และยังรับวิธีอธิบายโลกที่แตกต่างออกไป  สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเชิงหลักการ  แต่ความเป็นจริงในประวัติอาจเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

            การมองมิติของเวลาของศาสนาแบบเอกเทวนิยมกับการเอื้อต่อขันติธรรม

            สำหรับผู้นับถือศาสนาแบบเอกเทวนิยม  เวลาอ่านคัมภีร์ไบเบิลบทที่ ๑  จะเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาลและของมนุษยชาติทั้งหมด  เวลาจะเดินผ่านไปคล้ายเส้นตรง  ในคัมภีร์พันธะสัญญาเก่า  เวลาจะผ่านไปตั้งแต่อาดัมกับอีฟ  ผ่านอับราฮัม  พระเยซู  จนถึงชาวคริสต์ปัจจุบัน  เมื่อชาวคริสต์ปัจจุบันไปประกอบพิธีมิซซาในวันอาทิตย์  เขากำลังผูกชีวิตของพวกเขาเข้ากับประวัติศาสตร์แห่ง   ความรอดซึ่งเริ่มที่คัมภีร์ไบเบิลบทที่ ๑  ในแง่นี้  กรอบของเวลาจะเริ่มต้นด้วยเวลาที่ชัดเจนและจบลงที่เวลาที่ชัดเจน  เวลาที่ศาสนาอิสลามเชื่อในชีวิตหน้า  เข้าใจว่าชีวิตหน้าของศาสนาเอกเทวนิยมเป็นชีวิตเดิมของคนเดิม  แต่ในสภาพใหม่  แต่ชีวิตหน้าของชาวพุทธเป็นชีวิตใหม่  ซึ่งมีพลังกรรมของชีวิตเก่า  แต่เป็นคนละชีวิตกัน  ดังนั้น  มีคนบอกว่าวิธีคิดถึงเวลาของชาวพุทธเป็นวงกลม  แต่วิธีคิดของศาสนาเอกเทวนิยมค่อนข้างเป็นแบบมีจุดเริ่มต้น  เดินทางไป  และมีจุดจบที่ชัดเจน  ในกรอบเวลาแบบนี้  การพัฒนาความอดทนค่อนข้างลำบาก  เพราะแต่ละคนมีชีวิตเดียว มีโอกาสเดียว  หากพลาดจะไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่  มองในแง่ดี  การคิดเช่นนี้ทำให้คนในศาสนาเอกเทวนิยมค่อนข้างจริงจังกับเรื่องจริยธรรม  เพราะไม่มีโอกาสแก้ตัว  ในขณะที่ชาวพุทธไม่ต้องจริงจังกับจริยธรรมมากนัก  เพราะมีโอกาสแก้ตัว  ชีวิตนี้พลาด  ชีวิตหน้ายังแก้ตัวได้  เนื่องจากมีหลายภพหลายชาติ  แต่มองในแง่ขันติธรรม  การมองมิติเวลาแบบพุทธเอื้อต่อการพัฒนาขันติธรรมมากกว่า  เนื่องจากเวลายาวมาก  ในพระสูตรมีการเทียบเวลาที่ยืนยาวของวัฏสงสารไว้หลายเรื่อง  เช่น  หากเอากิ่งไม้ทั้งทวีปมาผูกรวมกันก็ยังหมดก่อนความยืดยาวของชีวิตคนที่เคยเกิดมา  หรือน้ำตาของเราในช่วงเวลาที่เราเคยเกิดมายังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก  ภาพเหล่านี้ทำให้เห็นว่าพุทธศาสนามองเวลาอย่างไร  การคิดเชิงเวลาเช่นนี้ทำให้ชีวิตปัจจุบันถูกอธิบายโดยชีวิตในอดีต  กล่าวคือ  เราเป็นเช่นนี้ในปัจจุบันเพราะในอดีตเราเคยเป็นเช่นนั้น  ทุกครั้งที่เห็นปัจจุบันมีอดีตเป็นเงาที่คอยอธิบายปัจจุบันอยู่เสมอ  ในขณะที่แนวคิดแบบเอกเทวนิยมไม่สามารถเอาอดีตมาอธิบาย  มนุษย์มีโอกาสอยู่จำกัด  และจะถูกพระเจ้าตัดสิน  และคำตัดสินจะเป็นเด็ดขาด

 

            แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมของศาสนาแบบเอกเทวนิยมกับการเอื้อต่อขันติธรรม

            ประเด็นสุดท้าย คือ การพิจารณาในแง่จริยธรรม  พุทธศาสนาอธิบายปัญหาของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องของอวิชชานั้น  สามารถแปลต่อไปว่าปัญหาเบื้องต้นที่สุดของมนุษยชาติไม่ใช่เรื่องของความชั่วร้ายหรือเรื่องบาป  แต่เป็นเรื่องของความไม่รู้  กล่าวคือมนุษย์ขาดวุฒิภาวะ  ไม่ใช่มนุษย์ชั่วร้าย  เราไม่ต้องประณามคนที่เขาทำผิด  เราเพียงรู้สึกว่าเขายังเป็นเด็ก  รอให้เขาเกิดอีกหลายภพชาติ  เขาจะรู้เองและเข้าใกล้สัจธรรมมากขึ้น  แต่ในศาสนาแบบเอกเทวนิยมยากที่จะคิดเช่นนี้  เพราะคำอธิบายปัญหาพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เป็นปัญหาเรื่องบาปและผูกพันกับประเด็นเรื่องความชั่วร้าย  ภาพของซาตานในศาสนาแบบเอกเทวนิยมเด่นชัดกว่าภาพของพญามารในศาสนาพุทธมาก  นอกจากนี้  นรกสวรรค์ในศาสนาแบบเอกเทวนิยมเป็นนิรันดร์  ส่วนนรกสวรรค์ของศาสนาพุทธเป็นที่ชดใช้บุญหรือกรรม  เมื่อชดใช้หมดสิ้นแล้วสามารถเกิดใหม่ได้

            แม้ศาสนาคริสต์จะมีเรื่องคุณธรรมความรักและการอภัย  ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าศาสนาคริสต์มีขันติธรรม  แต่ศาสนาพุทธก็มีเรื่องเมตตาเช่นกัน

            ดังนั้น  การมองจากทั้งสามด้าน  ซึ่งเป็นการมองในเชิงหลักการ  ศาสนาแบบเอกเทวนิยมเอื้อต่อการพัฒนาขันติธรรมน้อยกว่าศาสนาพุทธ  อย่างไรก็ตาม  หากมองในแง่ประวัติศาสตร์  ศาสนิกชนในแต่ละช่วงเวลา  แต่ละสถานที่มีการปฏิบัติในแง่ขันติธรรมแตกต่างกันไป

 

การมองโลกแบบศาสนากับการมองโลกด้วยแนวคิดแบบสมัยใหม่

            ปัจจุบันถือได้ว่ามีการมองโลกที่แตกต่างกัน ๒ แบบใหญ่ ๆ คือ การมองโลกแบบศาสนาและการมองโลกด้วยแนวคิดแบบสมัยใหม่  การมองโลกที่แตกต่างกันนี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการเกิด Fundamentalism  ความแตกต่างระหว่างการมองโลกทั้งสองแบบมีดังต่อไปนี้

            ๑.  ในเรื่องของการเลือกของปัจเจก  ศาสนามักไม่เปิดโอกาสให้มีการเลือกมากนัก  แต่โลกสมัยใหม่เปิดโอกาสให้ปัจเจกแต่ละคนเลือกทางเลือกของตน

            ๒.  โลกสมัยใหม่เห็นว่าความอยากมีด้านที่เป็นเชิงบวกได้  ดังนั้น  เราควรสร้างสถาบันเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันได้  ไม่ใช่ไปลดความอยากแบบศาสนา

            ๓.  โลกสมัยใหม่แยกศาสนาออกจากพื้นที่ทางการเมือง  ในขณะที่แต่เดิม  ศาสนาไม่ได้ถูกแยกออกจากพื้นที่ทางการเมือง

            ๔.  ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับแนวคิดแบบสมัยใหม่ (Modernism)  เราต้องแยกระหว่างโลกสมัยใหม่ (Modernity) กับแนวคิดแบบสมัยใหม่ (Modernism)  คำว่า “แนวคิดแบบสมัยใหม่” คือการยึดความเชื่อเกี่ยวกับโลกสมัยใหม่ (Modernity)  กล่าวอีกนัยหนึ่ง Modernism จะแรงกว่า Modernity ซึ่งเป็นคำบรรยายสภาพการณ์มากกว่า  การยึดแนวคิดแบบสมัยใหม่ก่อให้เกิดผลตามมาดังต่อไปนี้ 

               ๔.๑  มีนักวิชาการที่วิเคราะห์ว่าโลกสมัยใหม่ทำให้ชีวิตแบ่งเป็นส่วนเสี้ยว  ศาสนาอิสลามและศาสนายิวครอบคลุมทุกมิติของชีวิต  ตั้งแต่การแต่งงาน  การกิน  การแต่งตัว ฯลฯ  คริสต์ศาสนาอาจไม่ชัดเช่นนั้น  เพราะไม่เคยมีอำนาจรัฐในสมัยของท่านศาสดา  อย่างไรก็ตาม  โลกสมัยใหม่แบ่งชีวิตเป็นส่วนๆ  ความเป็นชุมชนถูกลดพลังลง  อัตราการเคลื่อนย้ายมีมากขึ้น  ต้องพบกับคนแปลกหน้ามากขึ้น  ในชุมชนสมัยก่อน  คนที่เรารู้จักอาจจะรู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย  แต่วิถีชีวิตสมัยใหม่  คนที่เรารู้จัก  ไม่ว่าจะเป็นแบบคุ้นเคยหรือแบบแปลกหน้า  เรามีโอกาสพบทุกวันตั้งแต่เกิดจนตายมีน้อยลง  วิถีชีวิตไม่เป็นเนื้อเดียวกัน  ตัวคำสอนทางศาสนา  ตัวความเชื่อของเรา  การทำงานของเรา  มีการแบ่งหน้าที่  แบ่งบทบาท  ในแง่นี้ชีวิตถูกทำให้เป็นส่วนเสี้ยวมากขึ้น (fragmented)

              ๔.๒  โลกสมัยใหม่เป็น Secularism และ instrumental rationality  ตัวรัฐกับสังคมเป็นกติกาเชิงกระบวนการให้คนอยู่ร่วมกันได้  แต่ไม่ใช่คำตอบเชิงเนื้อหาของอุดมการณ์ของชีวิต  ลองเปรียบเทียบธรรมราชากับรัฐสมัยใหม่  ธรรมราชาคือกษัตริย์ที่มีคุณลักษณะบางอย่างซึ่งสืบทอดสัจธรรมศักดิ์สิทธิ์บางอย่างซึ่งคนในสังคมนั้นเห็นพ้องกันว่ามีคุณค่า  หรือสังคมมุสลิมคือสังคมที่คนเชื่อร่วมกันว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่อยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน  มีคำตอบเชิงเนื้อหาว่าชีวิตที่ดีคืออะไร  แล้วเราสมาทานอุดมการณ์เดียวกัน  แล้วใช้ชีวิตในทุกมิติอยู่ในกรอบเดียวกัน  นี่คือวิธีคิดถึงรัฐ  สังคม  และมนุษย์แบบศาสนา  แต่รัฐในสมัยใหม่เป็นแบบโลกวิสัย (secular)  ซึ่งไม่ได้ให้คำตอบว่าชีวิตที่ดีคืออะไรสำหรับสมาชิก  สมาชิกแต่ละคนต้องหาชีวิตที่ดีเอง  แต่รัฐมีกติกาว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร  การศึกษาก็ไม่เคยบอกว่าชีวิตที่ดีคืออะไร  จะให้เพียงความรู้บางอย่าง  ให้ทักษะบางอย่างในการดำรงชีพและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น  ตรรกที่ใช้ในชีวิตคือตรรกแห่งประสิทธิภาพ  ซึ่งคำนวณได้  มองเชิงกำไรขาดทุน  มองเชิงตัวเลขได้  การ     ขาดทุนคือสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

              ๔.๓  เรื่องโลกสาธารณะ  เมื่อมองประวัติศาสตร์ในบางแง่มุม  มีความจำเป็นที่โลกสาธารณะต้องแยกออกจากโลกส่วนตัว  แต่ในสังคมจารีต  โลกส่วนตัวกับโลกสาธารณะไม่ได้แยกอย่างชัดเจนเหมือนโลกสมัยใหม่  ตัวอย่างเช่น  ในสมัยก่อน  สำนักงานจะอยู่ในบ้านของขุนนาง  แต่ปัจจุบันต้องแยกระหว่างบ้านกับสำนักงาน  แต่ประเด็นสำคัญคือโลกสาธารณะต้องเป็นกลาง  ส่วนเรื่องศาสนา  คุณค่า  วัฒนธรรม  และความศรัทธาถูกผลักให้ไปอยู่โลกส่วนตัว  ในแง่หนึ่ง  การทำเช่นนี้เป็นเรื่องจำเป็น  แต่บ่อยครั้งการแยกเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหา  เช่น  ความรุนแรงในครอบครัว  มีการพบว่าเมื่อภรรยาถูกสามีทำร้าย  และไปสถานพยาบาล  หมอจะบันทึกว่าแผลถูกของมีคม  ไม่บันทึกว่าสามีเป็นคนทำร้ายร่างกาย  กล่าวคือไม่ใช่หน้าที่ของหมอ  เพราะถือว่าผู้หญิงจะพูดจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้  หมอต้องพยายามที่จะเป็นแบบวัตถุวิสัย (objective)  เมื่อภรรยาไปแจ้งตำรวจ  ก็จะได้ยินคำกล่าวว่าสามีภรรยาเหมือนลิ้นกับฟัน  ย่อมมีการกระทบกระทั่ง  แล้วก็กลับมาคืนดีกันเอง  ดังนั้น  เรามีคำตอบทางวัฒนธรรมผ่านสถาบันกฎหมาย  ผู้หญิงก็ต้องกลับไปอยู่บ้านเหมือนเดิมและถูกทุบตีต่อไป  ในระดับนโยบาย  เมื่อไม่มีใครจดว่าใครเป็นผู้ทำร้าย  สังคมไทยจึงไม่มีข้อมูลของการที่สามีทำร้ายภรรยาในครอบครัว  นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการแยกโลกสาธารณะและโลกส่วนตัวออกจากกัน  และรัฐจัดการเฉพาะโลกสาธารณะ  ช่องว่างบางอย่างของบางปัญหาเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้  เพราะไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในฐานะความรู้  หรือมีการห้ามหญิงมุสลิมแต่งกายตามหลักศาสนาในโรงเรียนในประเทศฝรั่งเศส  เพราะถือว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่สาธารณะ  ส่วนการแต่งกายดังกล่าวเป็นศรัทธาซึ่งสะท้อนโลกส่วนตัว  คนที่เชื่อในศาสนาอย่างยึดมั่นบางกลุ่มเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดและไม่เข้าใจว่าทำไมจึงแสดงออกเช่นนี้ในพื้นที่สาธารณะนั้นไม่ได้

            สิ่งที่กล่าวมานี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากกลุ่มศาสนา  ซึ่งจะขอกล่าวถึง Fundamentalism ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น  พบว่า Fundamentalism แบ่งเป็น ๓ ช่วง คือ

            ก.  ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๒๐  กลุ่มชนชั้นล่างประชุมกันและพิมพ์สิ่งที่เรียกว่า Fundamental  และเรียกตนเองว่า Fundamentalist  กลุ่มนี้หมดพลังไปอย่างรวดเร็ว  และหายไปนานเกือบ ๕๐ ปี

            ข.  ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐  ในปี ๑๙๗๙  เกิดกลุ่มที่เรียกว่า moral majority ซึ่งพยายามสร้างชุมชนของตนเอง  พวกนี้เป็นชนชั้นกลางที่ระดมทุนได้เอง  สามารถออกรายการวิทยุ  ตั้งโรงเรียนได้เอง  ออกค่ายกิจกรรม  มีบริษัทที่สามารถรับสมาชิกในกลุ่มตนเข้าทำงาน

            ค.  ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ เป็นช่วงที่กลุ่ม Fundamentalist กลายเป็นพลังฝ่ายขวา  สามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อพรรครีพับลิกัน  สนับสนุนพวกฝ่ายขวา  จะเห็นว่า  Fundamentalist พยายามปกป้อง 

อัตลักษณ์ของตน  ในขณะเดียวกันก็ไม่อยู่เฉย  พยายามเข้าไปมีบทบาทในด้านต่างๆ

 

ลักษณะร่วมของ Fundamentalism

            ลักษณะร่วมของ Fundamentalism มีดังต่อไปนี้

            ๑.  การอ้างขนบจารีต (Rhetoric of Tradition)  พิจารณาจากตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา  กลุ่มนี้จะพยายามอ้างขนบจารีตที่มีมาแต่อดีต  นักมานุษยวิทยาชื่อ Clifford Geetze กล่าวว่า  มีความต่างระหว่างความเชื่อ ๒ ชนิด คือ (ก) ความเชื่อชนิดที่เรามีตั้งแต่เกิด (being held by belief)  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  เมื่อเกิดมา  เราก็อยู่ในความเชื่อชนิดนั้น  และ (ข) ความเชื่อที่เราต้องประกาศว่าเชื่อเช่นนั้น (holding belief)  สำหรับศาสนิกชน  หากความเชื่อของเขาไม่ได้ถูกท้าทายหรือไม่ได้ถูกกระทบ  ก็จะปฏิบัติตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่เกิด  แต่เมื่อความเชื่อนั้นถูกท้าทายหรือถูกกระทบ         ศาสนิกชนเหล่านั้นก็จะประกาศความเชื่อนั้นออกมา  ตัวอย่างเช่น  มุสลิมหญิงเคยห่มฮิญาบเป็นปกติในโรงเรียนโดยไม่ได้ตระหนัก  แต่ต่อมาเมื่อถูกห้ามแต่งกายเช่นนี้  ก็จะรู้ว่าถูกท้าทายและหันมาประกาศยืนยันการแต่งกายเช่นนี้  โดยนัยนี้ก็คือการประกาศความเชื่อของตนเอง  การทำเช่นนี้  ความเชื่อกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาตระหนักหรือสำนึก (conscious) และเป็นอุดมการณ์  Fundamentaltist มีปฏิกิริยาเช่นนี้เมื่อความเชื่อของพวกเขาถูกกระทบ

            ๒.  การสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจน (Rhetoric of Clear Boundaries)  Fundamentalism สร้างเส้นแบ่งหรือขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างตนเองกับผู้อื่น  บ่อยครั้งไม่เพียงมองคนอื่นเป็นเพียงคนอื่น  แต่เป็นศัตรู  หรือสร้างเส้นแบ่งระหว่างพวกที่อยู่ข้างในกับพวกที่อยู่ข้างนอก  ตัวอย่างเช่น  มุสลิมภาคใต้บางกลุ่มใช้ความเป็นมลายูเป็นเครื่องแบ่งระหว่างพวกเขากับพวกที่ไม่ใช่มลายู  หรือในสมัยก่อน  มุสลิมหญิงไทยสมัยก่อนห่มฮิญาบเป็นสีต่างๆ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แต่ต่อมา  หญิงเหล่านี้พากันแต่งฮิญาบสีขาวหรือดำเพราะเกิดการสำนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา  นี่เป็นการสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนขึ้นมาระหว่างพวกเรากับคนอื่น  เป็นการลากเส้นที่ชัดในทุกเรื่องตั้งแต่การแต่งตัว  การพูด  เป็นสัญญาณแห่งวัฒนธรรมและศาสนาในทุกมิติของชีวิต

            ๓.  ความเชื่อในการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (Rhetoric of drastic or dramatic transformation)  Fundamentalism เน้นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและเข้มข้น  กลุ่มนี้มักสอนว่าในไม่ช้าจะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่  ในไม่ช้าพระเจ้าของพวกเขาจะเสด็จมา  หรือพวกเขาจะไปหาพระเจ้า  ดังนั้น  การกำหนดอดีตที่เคยรุ่งเรืองของกลุ่มและพูดถึงอนาคตที่รุ่งเรืองที่จะมาโดยเร็ว  ทำให้เกิดการบีบเวลาให้ต้องรีบเร่งในการปฏิบัติบางอย่างในปัจจุบัน  วิธีการที่ใช้ในการทำให้คนที่มีความเชื่อร่วมกันออกมามีพลังร่วมกันเกิดจากการสร้างภาพว่าอนาคตที่รุ่งเรืองกำลังใกล้จะมาถึงแล้ว  ดังนั้น  เราต้องทำอะไรร่วมกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จ  ตัวอย่างเช่น  เมื่อไม่นานมานี้  ชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่ต้องการฆ่าตัวตายพร้อมกัน  โดยเชื่อว่าจะมียานอวกาศมารับ  นี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะบีบเวลาให้กระชั้น

            ๔.  การยืนยันความเป็นศูนย์กลางของเพศชาย (Rhetoric of male-centered sexuality)  ไม่มี Fundamentalist กลุ่มใดที่เห็นด้วยกับสตรีนิยม  รากแก้วอย่างหนึ่งของพวก Fundamentalist คือการผลักผู้หญิงให้กลับเข้าไปในครอบครัวหรือพื้นที่ส่วนตัว  ไม่ต้องการให้ผู้หญิงอยู่ในโลกสาธารณะ  ไม่ยอมให้มีการหย่าร้าง  การรักร่วมเพศ  หรือการสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน  ยังไม่เคยเห็นกลุ่ม Fundamentalist กลุ่มใดที่ไม่มีลักษณะนี้  การไม่ให้เสรีภาพแก่สตรีจึงเป็นรากแก้วประการหนึ่งของความเชื่อแบบ Fundamentalist

            ๕.  การยอมรับในการใช้ความรุนแรงเมื่อจำเป็น (Rhetoric of radical change with violence if necessary)  ประเด็นเรื่องความรุนแรงนี้จำเป็นต้องให้ความยุติธรรมแก่กลุ่ม Fundamentalist  กล่าวคือ ไม่ใช่ Fundamentalist ทุกกลุ่มจะใช้ความรุนแรง  แต่กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงมักจะเป็นกลุ่มที่ปรากฏในสื่อมวลชนโลก  คำว่า Fundamentalist จึงมีนัยในเชิงลบขึ้นมา  จริงๆ แล้วบางกลุ่มประกาศชัดเจนว่าไม่ใช้ความรุนแรง  บางกลุ่มหัวหน้าไม่ใช้ความรุนแรง  แต่ลูกน้องใช้ความรุนแรง

            เมื่อพิจารณากลุ่ม Fundamentalist ในคริสต์ศาสนา  โดยพิจารณาเฉพาะกลุ่ม Protestant ในประเทศสหรัฐอเมริกา  กับประเด็นเรื่องขันติธรรมทางศาสนา  เราสามารถมองได้หลายมุม  ดังนี้

            ๑.  พวกนี้จะค่อนข้างไม่อดทนกับความต่างของกลุ่มอื่น  และยังค่อนข้างไม่อดทนกับความต่างของพวกตนเองด้วย  ค่อนข้างบังคับอย่างเคร่งครัดให้ทุกคนเหมือนกันหมด  จะอึดอัดกับคนอื่นที่แตกต่าง  เพราะความอึดอัดนั่นเองที่ทำให้เกิดกลุ่ม  เพราะฉะนั้น  ขันติธรรมต่อกลุ่มอื่นจะค่อนข้างต่ำ  และขันติธรรมภายในกลุ่มก็ค่อนข้างต่ำ  หรือแทบจะไม่มีเลย

            ๒.  หากมองจากภายนอกเข้ามาในกลุ่มเหล่านี้  สังคมภายนอกจะไม่ค่อยชอบกลุ่ม Fundamentalist  เนื่องจากเกิดความกลัวความคับแคบ  และหากมีความรุนแรงด้วยก็จะยิ่งไม่ชอบ  อย่างไรก็ตาม  ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีปฏิกิริยาต่อกลุ่ม Fundamentalist อีกแบบหนึ่งคือ  ถึงแม้สังคมจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคนกลุ่มนี้  แต่สังคมก็มีขันติธรรมต่อกลุ่มนี้  เพราะเห็นว่าเป็นคนกลุ่มน้อย  เคารพกลุ่มนี้ในฐานะของการเป็นคนกลุ่มน้อย  หากพิจารณาการต่อสู้ของกลุ่ม moral majority จะพบว่า  มีการเรียนรู้  กล่าวคือ  ในการต่อสู้เริ่มแรกจะใช้ agenda ของตนเอง  แต่เมื่อพบว่าไม่สำเร็จ  ก็มีการเปลี่ยน agenda  ตัวอย่างเช่น  ในการต่อสู้ให้มีการสวดมนตร์ในโรงเรียน  เริ่มแรก  กลุ่มนี้จะใช้ความพยายามโน้มน้าวให้นักกฎหมายเห็นว่าการสวดมนตร์นี้ดีอย่างไร เช่น ทำให้นักเรียนเป็นคนดี  จิตใจอ่อนโยน เป็นต้น  แต่นักกฎหมายหรือนักการเมืองจะไม่รับฟัง  ต่อมา  จึงเปลี่ยนคำพูดหรือเหตุผลที่ใช้ในการโน้มน้าว คือ อ้างว่าเป็นสิทธิของคนกลุ่มน้อย  ซึ่งทำให้ประสบความสำเร็จ  โรงเรียนบางแห่งอนุญาตให้สวดมนตร์  การเปลี่ยนการอ้างเหตุผลเช่นนี้เพราะกลุ่มนี้เข้าใจขันติธรรมของคนอเมริกัน  กล่าวคือ  มีพื้นที่ให้คนกลุ่มน้อยที่แตกต่าง  แต่ต้องไม่ใช้ภาษาศาสนา

 

ประเด็นเกี่ยวกับโลกสมัยใหม่  Fundamentalism  และขันติธรรมที่น่าพิจารณา

            มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องโลกสมัยใหม่  Fundamentalism  และขันติธรรมที่ควรพิจารณา  ดังนี้

            ๑.  เรื่องพื้นที่สาธารณะที่เป็นกลางกับชุมชนและโลกส่วนตัว  สำหรับโลกสมัยใหม่  พื้นที่นี้ต้องไม่มีองค์ประกอบของศาสนา  และในพื้นที่นี้จะไม่มีคุณค่าร่วมกัน  ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐเสรีนิยมที่จะบอกว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี  หรือคุณค่าร่วมกันของสังคมคืออะไร  พื้นที่สาธารณะเป็นเพียงกระบวนการที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้  โดยการยอมรับกิเลสตัณหาความอยากความชั่วร้ายของมนุษย์  นี่เป็นวิธีคิดถึงเรื่องพื้นที่สาธารณะหรือบทบาทของรัฐที่แตกต่างกันระหว่างเสรีนิยมกับศาสนา  ศาสนาเชื่อว่าพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่จะชี้นำไปสู่เป้าหมายร่วมกัน  แต่สำหรับรัฐเสรีนิยม  พื้นที่สาธารณะคือกระบวนการหรือกลไกที่ทำให้อยู่ร่วมกันได้  ไม่ต้องตกลงกันว่าชีวิตที่ดีคืออะไร  อุดมการณ์สูงสุดคืออะไร

            ในรัฐที่เป็น secular หรือแบบโลกวิสัยที่ถือว่าตนเองเป็นกลาง  หากมองจากมุมของศาสนาก็ถูกวิจารณ์ว่า  จริงๆ แล้วมันเป็นกลางจริงหรือไม่  บางคนมองว่าลัทธิบริโภคนิยมเป็นศาสนาอย่างยิ่ง  นักวิชาการทางศาสนาหลายคนกล่าวว่า  ตลาดนั่นเองเป็นศาสนาสมัยใหม่  แต่ยังมีความขัดแย้งในเรื่องที่ว่า  รัฐที่เป็น secular และเป็นกลางควรจะเข้าไปก้าวก่ายการปฏิบัติตนของคนกลุ่มน้อยเพียงใด  ตัวอย่างเช่น  อินเดียปัจจุบันมีการออกกฎหมายห้ามประกอบพิธีสัตตี  แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่าสตรีหม้ายคนหนึ่งประกาศว่าจะกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี  และอ้างว่าเป็นสิทธิของตนในฐานะสมาชิกของ    ชุมชน  และไม่สนใจกฎหมายแห่งรัฐของอินเดีย

            ดังนั้น  มีการพูดคุยในระหว่างนักสิทธิมนุษยชนสากลว่า  ความพอดีหรือความสมดุลของการใช้เหตุผลสากลในการจัดการกับการใช้สิทธิของคนกลุ่มน้อยในทางศาสนาและวัฒนธรรมอยู่ตรงไหน  บางกรณีไม่น่าจะยอมรับได้ใช่หรือไม่  เช่น  หากมีการใช้มนุษย์เป็นเครื่องบูชา (โดยการนำมนุษย์ไปเผา)  มนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีเหตุผลระดับหนึ่งยอมให้คนกลุ่มน้อยทำสิ่งนี้ได้หรือไม่ในนามของสิทธิของชนกลุ่มน้อย  นักสิทธิมนุษยชนบางคนกล่าวเราต้องไม่ยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น  แต่หากเป็นกรณีอื่นเช่น การทำแท้ง  การมีภรรยาหลายคน ฯลฯ จะยอมให้เป็นสิทธิของชนกลุ่มน้อยได้หรือไม่  ดังนั้น  ยังคงถกเถียงกันอยู่ว่ารัฐในนามของความเป็นกลางและมีเหตุผลระดับหนึ่ง (ซึ่งบางคนถึงกับใช้คำว่า “เหตุผลสากล”) จะเข้าไปจัดการกับประเด็นเหล่านี้อย่างไร

            ๒.  ประเด็นที่ต้องพิจารณาอีกเรื่องหนึ่งคือ  Fundamentalism กับพวกอนุรักษนิยมแตกต่างกันหรือไม่  อย่างไร  แบ่งได้เพียงใด  หากเราเข้าใจกลุ่ม Fundamentalist มากขึ้นอาจตอบปัญหานี้ได้ดีขึ้น  บางกลุ่มอาจจะแยกยาก  แต่บางกลุ่มอาจแยกได้ระดับหนึ่ง  พวกอนุรักษนิยม (Conservative) ส่วนมากอิงกับสถาบันเดิมหรืออำนาจรัฐ  หากเป็นเช่นนี้จะไม่ค่อยเป็น Fundamentalist  เพราะพวก Fundamentalist ส่วนใหญ่แยกออกจากกระแสหลัก

            ยังมีประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่น่าจะได้รับการพิจารณา  ดังนี้

            - เราควรมีท่าทีต่อ Fundamentalist ที่ใช้ความรุนแรงและไม่ใช้ความรุนแรงแตกต่างกันอย่างไร

            - พวกนี้มักอ้างความจริงที่ไม่ผิดพลาด  ไม่ยอมรับการตีความ  เราจะมีท่าทีอย่างไร  เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่คนนอกรับได้ยาก

            - เราควรมีความเห็นอย่างไรต่อความเห็นของกลุ่ม Fundamentalist ต่อเพศสภาวะ

            - มีขันติธรรมบางอย่างที่เราไม่ควรยอมรับหรือไม่  หรือขันติธรรมเป็นสิ่งที่ดีเสมอ

            - ข้อจำกัดของเสรีนิยมมีหรือไม่


 

[*] บรรยายในการอบรมวิชาการประจำปี ๒๕๔๘ ของสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย  ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  เรื่อง Fundamentalism กับการสอนศาสนา  วันที่ ๑๙-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘  ณ ห้องประชุม ๒๑๐๘  สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน  มหาวิทยาลัยมหิดล  ศาลายา  นครปฐม

[†] ทุกครั้งที่เราเห็นชาวคริสต์ทำเครื่องหมายสำคัญมหากางเขนเวลาที่เข้าโบสถ์  นั่นหมายถึงการยืนยันเทววิทยาแห่งหลักตรีเอกานุภาพ คือ พระบิดา พระบุตร พระจิต

[‡] ประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับอำนาจรัฐนี้  แต่ละศาสนาจะมีความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐต่างกัน  สำหรับศาสนาอิสลาม  ศาสนาเข้าไปมีอำนาจรัฐตั้งแต่สมัยศาสดามุฮัมมัด  ศาสนาคริสต์นั้นเข้าไปมีอำนาจครอบคลุมอำนาจรัฐหลังจากสมัยพระเยซู  แต่ศาสนาพุทธจะวางระยะห่างกับอำนาจรัฐให้พอดีๆ  วิธีการสัมพันธ์กับอำนาจรัฐต่างกัน  ทำให้พัฒนาการของศาสนาต่างกันด้วย