|
หมวดที่ 1 ความทั่วไป |
หมวดที่ 2 สมาชิก |
หมวดที่ 3 การดำเนินกิจการสมาคม
หมวดที่ 4 การประชุมใหญ่ |
หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน |
หมวดที่ 6
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
|
หมวดที่
7 บทเฉพาะกาล
ข้อ 1.
สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย
- ชื่อย่อ ส.ป.ศ.ท
- ชื่อภาษาอังกฤษ PHILOSOPHY AND
RELIGION SOCIETY OF THAILAND
- ชื่อย่อ P.A.R.S.T
ข้อ 2.
เครื่องหมายของสมาคม มีลักษณะรูปวงกลม มีช่อฟ้าอยู่ตรงกลาง
รูปดวงอาทิตย์ และรูปนกสองตัว
รูปของเครื่องหมายสมาคม :

ข้อ 3.
สำนักงานของสมาคม ตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยพายัพ
วิทยาเขตแก้วนวรัฐ อ. เมือง จ. เชียงใหม่
ข้อ 4.
วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ
4.1) ส่งเสริมการศึกษา การเรียนการสอน
การค้นคว้าวิจัย
และการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในวิชาปรัชญาและศาสนา
4.2) เผยแพร่ความรู้ทางปรัชญาและศาสนาแก่สังคม
4.3) ส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีและวิถีชีวิตที่ดีในสังคมไทย
4.4) เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในวงการปรัชญาและศาสนา
4.5)
เป็นศูนย์กลางในการติดต่อและประสานงานทางวิชาการในสาขาปรัชญาและศาสนา
ภายในประเทศและระหว่างประเทศ
4.6) สมาคมจะไม่จัดตั้งโต๊ะบิลเลียด
หรือเล่นการพนันทุกชนิดในสมาคมอย่างเด็ดขาด
4.7) สมาคมจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ข้อ 5.
สมาชิกของสมาคมมี 3 ประเภท คือ
5.1)
สมาชิกสามัญรายปีและสมาชิกสามัญตลอดชีพ ได้แก่
ผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
ซึ่งได้แสดงความจำนงสมัครเข้าเป็นสมาชิกและคณะกรรมการบริหารสมาคมมีมติรับเป็นสมาชิก
ก.
ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาปรัชญาและศาสนา หรือ
ข. ผู้สอนวิชาปรัชญาและศาสนาในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย
โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ หรือ
ค.
ผู้มีอาชีพหรือตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิชาปรัชญาและศาสนา
หรือ
ง. ผู้มีผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนา หรือ
จ.
นักวิชาการในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิชาปรัชญาและศาสนาอย่างใกล้ชิด
5.2) สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่
บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ
หรือผู้มีอุปการะคุณแก่สมาคม
ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
2 ใน 3
5.3) สมาชิกสมทบ ได้แก่
ผู้สนใจในวิชาปรัชญาและศาสนาหรือสถาบันการศึกษา (นิติบุคคล)
ที่คณะกรรมการบริหารสมาคมพิจารณารับเป็นสมาชิกสมทบ
ข้อ 6.
สมาชิกที่เป็นบุคคลจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
6.1) เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
6.2) เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
6.3) ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
6.4)
ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย
หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ
การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว
จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก
หรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น
ข้อ 7.
ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม
7.1)
สมาชิกสามัญรายปีจะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท
และค่าบำรุงเป็นรายปีๆ ละ 200 บาท
7.2) สมาชิกสามัญตลอดชีพ เสียค่าบำรุง 5,000 บาทขึ้นไป
7.3) สมาชิกกิตติมศักดิ์
มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
7.4) สมาชิกสมทบที่เป็นบุคคล
จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100 บาท และค่าบำรุงรายปีๆ
ละ 200 บาท
7.5) สมาชิกสมทบที่เป็นสถาบันการศึกษา ( นิติบุคคล )
ค่าบำรุงเป็นรายปีๆ ละ 2,000 บาทขึ้นไป
ข้อ 8.
การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขานุการ
โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 1 คน
และให้เลขานุการติดประกาศรายชื่อไว้ ณ สำนักงานของสมาคม
เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆ
ของสมาคมจะได้คัดค้านการสมัครนั้น
เมื่อครบกำหนดประกาศแล้วให้เลขานุการนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก
( ถ้ามี )
เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใด
ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
ข้อ 9.
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก
ก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน
30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ
และสมาชิกภาพของผู้สมัคร
ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด
ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
ข้อ 10.
สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์
ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมได้มาถึงยังสมาคม
ข้อ 11.
สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
11.1)
ตายหรือสิ้นสุดการเป็นสถาบันการศึกษา (นิติบุคคล)
11.2) ลาออก
โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ
และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ
และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
11.3) ขาดคุณสมบัติสมาชิก ค้างค่าสมาชิกเกินกว่า 2 ปี
11.4) ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
หรือคณะกรรมการได้พิจาณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนเพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
11.5) ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสมาคม
และคณะกรรมการบริหารมีมติให้ออกจากสมาชิกภาพด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ของกรรมการที่มาประชุม
ให้นายกสมาคมแจ้งเรื่องการที่จะมีการพิจารณาให้ออกจากสมาชิกภาพเป็นหนังสือต่อสมาชิกผู้นั้นก่อนหน้ามีการประชุมนั้นอย่างน้อย
10 วัน เพื่อให้สมาชิกผู้นั้นมีโอกาสชี้แจงต่อคณะกรรมการ
11.6) มีความประพฤติเสียหายอย่างร้ายแรง
ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติให้ลาออกจากสมาชิกภาพด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ของสมาชิกผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่มาประชุม
ข้อ 12.
สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
12.1)
มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
12.2)
มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ
12.3) มีสิทธิได้รับสวัสดิ์การต่างๆ
ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.4) มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
12.5) สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง
หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม
และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1
คะแนนเสียง
12.6) มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ
เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
12.7) มีสิทธิเข้าชื่อรวมกันอย่างน้อย 1 ใน 5
ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน
ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
12.8) มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ
และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
12.9)
มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
12.10)
มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ
ของสมาคม
12.11) มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.12)
มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
12.13) มีสิทธิเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ
ฟังการอภิปรายหรือปาฐกถาและร่วมในการสัมมนาหรือการประชุมทางวิชาการที่สมาคมจัดขึ้น
12.14) มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่
อภิปรายในปัญหาหรือญัตติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมาคม
12.15) เฉพาะสมาชิกสามัญ
มีสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการของสมาคม
12.16) มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการของสมาคม
ไต่ถามหรือขอดูหลักฐานและบัญชีการเงินต่างๆ ของสมาคม
12.17)
มีสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนของสมาคมไปร่วมประชุมทางวิชาการ
ตามที่คณะกรรมการบริหารสมาคมเห็นชอบและอนุมัติ
12.18)
มีสิทธิได้รับเอกสารทางวิชาการของสมาคมและบริการอื่นๆ
ที่สมาคมอำนวยให้
ข้อ 13.
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม
มีจำนวนอย่างน้อย 8 คน อย่างมากไม่เกิน 15 คน คณะกรรมการนี้
ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
และให้ผู้ที่ได้เลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่
เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม 1 คน และอุปนายก 1 คน
สำหรับตำแหน่งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ
ให้นายกเป็นผู้แต่งตั้งผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ
ของสมาคมตามที่ได้กำหนดไว้
ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้
13.1) นายกสมาคม
ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม
เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก
และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ของสมาคม
13.2) อุปนายก
ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจกรรมสมาคม
ปฏิบัติตามหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมาย
และทำหน้าที่แทนนายกสมาคมเมื่อนายกสมาคมไม่อยู่
หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้
แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่ง
เป็นผู้กระทำการแทน
13.3 ) เลขานุการ
ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด
เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคม
และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม
ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.4 ) เหรัญญิก
มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม
เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม
และเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ
13.5 ) ปฏิคม
มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม
เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม
และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.6 ) นายทะเบียน
มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม
ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
13.7 ) ประชาสัมพันธ์
มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
13.8 ) กรรมการตำแหน่งอื่นๆ
ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดขึ้น
โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้ว
จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง
- คณะกรรมการชุดแรก
ให้ผู้เริ่มการจัดตั้งสมาคมเป็นผู้เลือกตั้ง
ประกอบด้วยนายกสมาคมและกรรมการอื่นๆ
ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับของสมาคม
ข้อ 14.
คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี
และเมื่อคณะกรรมการอยู่ตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว
แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน
จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน
90 วัน
นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ข้อ 15.
ตำแหน่งกรรมการสมาคม
ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควร
เข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น
แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น
ข้อ 16.
กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง
ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ
16.1) ตาย
16.2) ลาออก
16.3) ขาดจากสมาชิกภาพ
16.4) ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
ข้อ 17.
กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ
และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก
ข้อ 18.
อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
18.1) มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ
เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ
โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
18.2) มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
18.3) มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้
แต่กรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการ
จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
18.4) มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี
และประชุมใหญ่วิสามัญ
18.5) มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ
ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
18.6) มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม
เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ
ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
18.7) มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน
และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
18.8) มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ
ตามที่สมาชิกสามัญจำนวน 1 ใน 3
ของสมาชิกทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น
ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30
วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
18.9) มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ
ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน
และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคม
ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
18.10) จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคม
เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ
18.11) มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
ข้อ 19.
คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อย 4
เดือนครั้ง โดยให้จัดขึ้นภายในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ 4
ข้อ 20.
การประชุมคณะกรรมการ
จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
มติของที่ประชุมคณะกรรมการ
ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ก็ให้ถือคะแนนเสียงมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่านั้น
ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 21.
ในการประชุมคณะกรรมการ
ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม
หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง
เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
ข้อ 22.
การประชุมใหญ่ของสมาคม 2 ชนิด คือ
22.1) ประชุมใหญ่สามัญ
22.2) ประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ 23.
คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีๆ ละ 1 ครั้ง
ภายในเดือนตุลาคม ของทุกๆ ปี
ข้อ 24.
การประชุมใหญ่วิสามัญ
อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น
หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน
5 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน
ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น
ข้อ 25.
การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่
ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ
และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา
และสถานที่ให้ชัดเจน
โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน
และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ
สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน
ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่
ข้อ 26.
การประชุมใหญ่สามัญประจำปี
จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
26.1) แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
26.2) แถลงบัญชีรายรับรายจ่าย
และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมา ให้สมาชิกรับทราบ
26.3) เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ
26.4) เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
26.5) เรื่องอื่นๆ ถ้ามี
ข้อ 27.
ในการประชุมสามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญ
จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ให้คณะกรรมการของสมาคมเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14
วันนับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก
สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้
ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด
ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม
ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก
ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
กรณีสมาชิกสามัญท่านใดไม่สามารถเข้าร่วมประชุมดังกล่าวในวรรคหนึ่งได้
สมาชิกท่านนั้นสามารถมอบฉันทะให้สมาชิกอื่นที่เข้าร่วมประชุมลงคะแนนแทนได้
โดยเสมือนว่าผู้มอบฉันทะนั้นเข้าร่วมประชุมด้วย
ข้อ 28.
การลงมติต่างๆ ในที่ประชุม
ถ้าข้อบังคับได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์
แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน
ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 29.
ในการประชุมใหญ่ของสมาคม
ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม
หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้
ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
ข้อ 30.
การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาย่อยแมคคอร์มิค
ข้อ 31.
การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม
จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม
หรือผู้ทำการแทนนามร่วมกับเหรัญญิก หรือเลขานุการ
พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้
ข้อ 32.
ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน
10,000 บาท ( หนึ่งหมื่นบาทถ้วน )
ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ
และคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 (
สองหมื่นบาทถ้วน ) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้
ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
ข้อ 33.
ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 5,000
บาท ( ห้าพันบาทถ้วน ) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้
จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้
ข้อ 34.
เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีงบดุล
ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง
จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน
พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง
ข้อ 35.
ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม
และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต
ข้อ 36.
ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงิน
และทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และสามารถจะเชิญกรรมการ
หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้
ข้อ 37.
คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี
เมื่อได้รับการร้องขอ
ข้อ 38.
ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น
และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด
มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ
จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3
ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ข้อ 39.
การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย
มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด
ข้อ 40.
เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม
ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ให้ตกเป็นของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เพื่อเป็นกองทุนส่งเสริมนักศึกษาหรือผู้ทำวิจัยด้านปรัชญาและศาสนา
ข้อ 41.
ข้อบังคับฉบับนี้นั้นให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป
ข้อ 42.
เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ
ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ
|