ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

อัชฌัตติกญาณนิยมเชิงจริยศาสตร์
Ethical Intuitionism

 

1. บทนำ
2. อัชฌัตติกญาณนิยม
แบบจารีต
3. ทุตรรกบทแบบอธรรมชาตินิยม
4. ความหลากหลายของ
อัชฌัตติกญาณนิยม
    4.1 เนื้อหา
    4.2 ขอบเขต
    4.3 ลักษณะของอัชฌัตติกญาณ
    4.4 เงื่อนไขการเป็นหลักฐานสนับสนุน
    4.5 ระดับน้ำหนักของหลักฐานสนับสนุน
5. ข้อวิจารณ์
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง



1. บทนำ

ประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันในสาขาอภิจริยศาสตร์ได้แก่ความจริงของการตัดสินทางจริยธรรม (moral judgement)  ในภาพกว้างมีกลุ่มทฤษฎีเกี่ยวกับประเด็นนี้สองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เห็นว่าการตัดสินทางจริยธรรมว่าการกระทำหนึ่งๆ ถูกหรือผิดนั้นให้ความรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับโลกและกลุ่มที่เห็นต่างโดยเชื่อว่าการตัดสินทางจริยธรรมเป็นเพียงการแสดงออกทางอารมณ์หรือความปรารถนาเท่านั้น กลุ่มแรกเรียกว่า พุทธิปัญญานิยม” (cognitivism) และกลุ่มหลังเรียกว่า อพุทธิปัญญานิยม” (non-cognitivism) ทฤษฎีที่เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มหลัง ได้แก่ อารมณ์นิยม” (emotivism) ซึ่งเห็นว่าการตัดสินทางจริยธรรมเป็นเพียงการแสดงอารมณ์ชอบใจหรือขุ่นเคือง (ทัศนคติเชิงจริยธรรม) และ บัญญัตินิยม” (prescriptivism) ซึ่งเห็นว่าการตัดสินทางจริยธรรมเป็น การออกคำสั่ง” (สร้างอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้อื่น) ว่าให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไร

ทฤษฎีกลุ่มพุทธิปัญญานิยมยังแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มธรรมชาตินิยม (naturalism) และ กลุ่มอธรรมชาตินิยม (non-naturalism) กลุ่มแรกเห็นว่าคำว่า ถูก” “ผิด” “ดี” “เลวอันเป็น ภาคแสดง” (predicate) ที่ใช้แสดงคุณสมบัติของการกระทำหลังกระบวนการตัดสินนั้นอ้างถึงสิ่งที่มีอยู่จริงในโลกธรรมชาติซึ่งเข้าถึงได้ด้วยประสาทสัมผัส สิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นทัศนคติส่วนบุคคล ความเชื่อของสังคม หรือความรู้สึกสุขทุกข์ จะเห็นได้ว่าการตัดสินทางจริยธรรมบนพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ให้ความรู้บางอย่างเกี่ยวกับโลกและสามารถยืนยันความจริงได้ด้วยประสาทสัมผัส(empirically verifiable) เช่น ถ้าเชื่อว่า ถูกคือ ฉันชอบ” (ทัศนคติส่วนบุคคล) และตัดสินว่า การรักษาสัญญาเป็นการกระทำที่ถูกเราก็จะรู้ได้ว่า (ก) ผู้ตัดสินชอบการกระทำที่เรียกว่า รักษาสัญญาและ (ข) วิธีตรวจสอบว่าการตัดสินนี้ถูกต้องหรือไม่กระทำด้วยการตรวจสอบว่าผู้ตัดสินมีทัศนคติเช่นนั้นจริงหรือไม่ เช่น สังเกตพฤติกรรม หรือถ้าเชื่อว่า ดีคือ สุขและตัดสินว่า การทำทานเป็นสิ่งที่ดีเราก็จะรู้ได้ว่า (ก) ผู้ตัดสินเห็นว่าการกระทำที่เรียกว่า ทำทานนำมาซึ่งความสุข และ (ข) วิธีตรวจสอบว่าการตัดสินนี้ถูกต้องหรือไม่กระทำด้วยการพิจารณาว่า การทำทาน นำมาซึ่งความสุขหรือไม่

ทั้งนี้มีการจำแนกว่าทฤษฎีที่อยู่กลุ่มซึ่งเห็นว่าคุณสมบัติทางจริยธรรมอ้างถึงทัศนคติส่วนบุคคลหรือความเชื่อของสังคม จะจัดเป็นประเภท อัตวิสัย” (subjective) เนื่องจากความจริงของการตัดสินจะผันแปรไปตามบุคคลและสังคม แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มที่เห็นว่าคุณสมบัติทางจริยธรรมอ้างถึงความสุขทุกข์ จะจัดเป็นประเภท ภววิสัย” (objective) เนื่องจากความจริงขึ้นอยู่กับความสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นในฐานะข้อเท็จจริง

ทฤษฎีในกลุ่มอธรรมชาตินิยมเห็นว่าคุณสมบัติที่ใช้ตัดสินการกระทำนั้นไม่ได้อ้างถึงสิ่งที่มีในธรรมชาติ แต่อ้างถึงคุณสมบัตินามธรรมที่ต้องใช้อินทรีย์ (faculty) พิเศษบางอย่างเพื่อเข้าถึง เช่น ผัสสะทางจริยธรรม (moral sense)  หรือ มโนธรรม โดยคุณสมบัติเหล่านี้มีอยู่อย่างภววิสัย ตามทฤษฎีนี้ ดีอ้างถึง ความดี” “ถูกอ้างถึง ความถูกต้องเป็นต้น ดังนั้น ถ้าเราตัดสินว่า การรักษาสัญญาเป็นการกระทำที่ถูก ก็จะหมายความว่าในตัวของการกระทำที่เรียกว่า รักษาสัญญานั้น มีคุณสมบัติทางจริยธรรมที่เรียกว่า ความถูกต้องอยู่ด้วย ทฤษฎีหนึ่งในกลุ่มนี้เชื่อว่าคุณสมบัติเหล่านี้สามารถรับรู้ได้โดยตรงเฉกเช่นการใช้ตารับรู้สีของวัตถุ ใช้ลิ้นรับรู้รสผลไม้ บ้างก็ว่าคุณสมบัติเหล่านี้ หยั่งรู้ได้เหมือนกับที่เรารู้ได้ทันทีว่า วงกลมไม่มีเหลี่ยม ความสามารถในการรับรู้หรือหยั่งรู้สิ่งนามธรรมอันเป็นภววิสัยได้โดยตรงเช่นนี้เรียกว่า อัชฌัตติกญาณจึงเรียกทฤษฎีนี้ว่า อัชฌัตติกญาณนิยม”  ทั้งนี้บางทีจะอธิบาย อธรรมชาตินิยม ว่าหมายถึงทฤษฎีที่เห็นว่าคุณสมบัติทางจริยธรรมไม่อาจทอนลงเป็นคุณสมบัติทางธรรมชาติได้ เช่น ไม่อาจทอน ดีลงเป็น สุขได้

อย่างไรก็ตาม บางทัศนะไม่เห็นด้วยที่จะเรียกทฤษฎีข้างต้นว่า อัชฌัตติกญาณนิยมโดยให้เรียกเพียงว่า อธรรมชาตินิยมเนื่องจากยังมีทฤษฎีที่เรียกว่า อัชฌัตติกญาณนิยมมาก่อนในจริยศาสตร์ อาจเรียกทฤษฎีนี้ว่า  อัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีต” (traditional intuitionism) ซึ่งเป็นเรื่องของการให้หลักฐานสนับสนุน (justification-ทั้งนี้ปกติคำนี้แปลว่า การให้เหตุผลสนับสนุนแต่ในที่นี้แปลว่า การให้หลักฐานสนับสนุนเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน) แก่ความเชื่อทางจริยธรรม มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการรับรู้ สิ่งทางจริยธรรม ทฤษฎีนี้เห็นว่าการให้หลักฐานสนับสนุนความเชื่อทางจริยธรรมไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการอนุมาน แต่สามารถอ้างถึงอัชฌัตติกญาณเพื่อสนับสนุนได้ นั่นคือ ความเชื่อทางจริยธรรมเป็นที่เชื่อถือได้ทันที ถ้าความเชื่อนั้นได้มาจากอัชฌัตติกญาณ

ทั้งนี้มีข้อสังเกตอยู่สองสามประการ (ก) บางทัศนะไม่เห็นด้วยกับการเรียก อัชฌัตติกญาณนิยมแบบแรกว่า อธรรมชาตินิยม เนื่องจากทฤษฎีในกลุ่มอธรรมชาตินิยมมีมากไปกว่า อัชฌัตติกญาณนิยมเช่น บางทัศนะเห็นว่าการวิเคราะห์ในระดับอภิจริยศาสตร์จะจัดทฤษฎีของค้านท์อยู่ในกลุ่มอธรรมชาตินิยมได้ (ข)  แม้อัชฌัตติกญาณนิยมแบบแรกและแบบที่สองจะคล้ายคลึงกัน แต่อันที่จริงผู้ที่ยอมรับอัชฌัตติกญาณนิยมที่เกี่ยวกับการเข้าถึงสิ่งทางจริยธรรม ไม่จำเป็นต้องยอมรับอัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีต เช่น คนเหล่านี้อาจเห็นว่าแม้คุณสมบัติทางจริยธรรมจะเข้าถึงได้โดยตรงผ่านอัชฌัตติกญาณ แต่การจะให้หลักฐานสนับสนุนแก่ความเชื่อทางจริยธรรมนั้น การอ้างถึงคุณสมบัติดังกล่าวไม่นับว่าเพียงพอ บุคคลต้องอาศัยการอนุมานเพื่อแสดงเหตุผลประกอบด้วย (ค) ในทางตรงข้าม ผู้ที่ยอมรับ อัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีตต้องยอมรับอัชฌัตติกญาณนิยมแบบแรก นั่นคือ ต้องยอมรับว่าสามารถเข้าถึงสิ่งทางจริยธรรมที่ไม่อาจทอนเป็นสิ่งธรรมชาติได้ ความคาบเกี่ยวอย่างเช่นที่กล่าวในข้อ (ค) นี้ทำให้การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัชฌัตติกญาณนิยมมีความซับซ้อน


2. อัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีต

อัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีตเห็นว่ามีความเชื่อทางจริยธรรมที่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว จึงมิได้มุ่งที่จะแสดงว่ามีสิ่งดังกล่าว แต่พยายามแสดงว่าเราให้หลักฐานสนับสนุนความเชื่อทางจริยธรรมเหล่านี้กันอย่างไร ทั้งนี้มีฐานคติสำคัญสามประการที่นักอัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีตใช้ ได้แก่ สัจนิยมเชิงจริยศาสตร์ (moral realism) ความเป็นเอกเทศของจริยศาสตร์ และ มูลฐานนิยม (foundationalism) สัจนิยมเชิงจริยศาสตร์เชื่อว่ามีข้อเท็จจริงหรือคุณสมบัติทางจริยธรรมที่ดำรงอยู่เองแบบภววิสัย เป็นอิสระจากความคิดของมนุษย์ ความเป็นเอกเทศของจริยศาสตร์คือทัศนะที่ว่าจริยศาสตร์ศึกษาข้อเท็จจริงทางจริยธรรมที่ไม่สามารถลดทอนลงเป็นข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ใช่จริยธรรม เช่น "ดี" ไม่สามารถทอนลงเป็น "เป็นที่ปรารถนา" ได้ และมูลฐานนิยมเป็นทฤษฎีเชิงญาณวิทยาเกี่ยวกับการให้หลักฐานสนับสนุนความเชื่อ ทฤษฎีนี้เห็นว่าความเชื่อประกอบด้วยสองประเภทคือ ที่เป็นมูลฐานและที่สร้างขึ้นจากความเชื่อมูลฐานนั้น ความเชื่อประเภทแรกไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานสนับสนุน หรือนัยหนึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นหลักฐานให้แก่ตนเอง ในขณะที่ความเชื่ออื่นที่สร้างจากความเชื่อมูลฐานต้องอาศัยความเชื่อมูลฐานเหล่านี้เป็นหลักฐานสนับสนุน

ถ้าเราเชื่อว่ามีความเชื่อทางจริยธรรมที่น่าเชื่อถือและเชื่อว่าความเชื่อทางจริยธรรมนั้นแสดงถึงสิ่งที่ดำรงอยู่จริงในโลก อันเป็นสิ่งทางจริยธรรมโดยเฉพาะ ไม่อาจทอนเป็นสิ่งธรรมชาติอื่นได้ ในที่สุดเราก็จะต้องเชื่อในมูลฐานนิยม นั่นคือ เมื่อเราอธิบายให้หลักฐานสนับสนุนความเชื่อทางจริยธรรมเหล่านี้ ในที่สุดเราก็น่าจะไปถึงจุดสิ้นสุดบางอย่าง อันได้แก่ความเชื่อทางจริยธรรมมูลฐาน มิฉะนั้น การอธิบายก็จะถดถอยไปอย่างไม่มีสิ้นสุด (infinite regress) ถ้าเราต้องยอมรับการมีอยู่ของความเชื่อทางจริยธรรมมูลฐาน ก็หมายความว่าต้องมีความเชื่อทางจริยธรรมบางอย่างที่เป็นหลักฐานให้ตนเอง และความเชื่อทางจริยธรรมที่มีความแน่ชัดโดยไม่ต้องสงสัยนี้ก็มีทางเข้าถึงได้วิธีเดียว คือ ผ่านอัชฌัตติกญาณ อย่าลืมว่าความเชื่อทางจริยธรรมนี้เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่อาจลดทอนลงเป็นสิ่งธรรมชาติอื่นๆ ได้ ดังนั้น จึงไม่อาจแสวงหาความเชื่อมูลฐานด้วยประสาทสัมผัสซึ่งเป็นอินทรีย์ที่ใช้รับรู้สิ่งธรรมชาติ

การโต้แย้งอัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีตกระทำได้โดยโจมตีที่หนึ่งในสามฐานคติ ยกตัวอย่างเช่น อาจโต้แย้งสัจนิยมเชิงจริยศาสตร์โดยชี้ว่าความเข้าใจโลกในปัจจุบันอันมีพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญนั้นไม่มีที่อยู่ให้แก่ คุณค่า ในฐานะสิ่งที่ดำรงอยู่แบบภววิสัย ทั้งนี้การปฏิเสธฐานคตินี้ไม่จำเป็นต้องนำสู่การปฏิเสธฐานคติเรื่องความเป็นเอกเทศของจริยศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีอารมณ์นิยม ซึ่งเชื่อในความเข้าใจโลกในลักษณะดังกล่าว แต่ยังยอมรับว่ามีบางสิ่งที่เป็นวัตถุแห่งการพิจารณาของจริยศาสตร์โดยเฉพาะ ได้แก่ การแสดงออกซึ่งทัศนคติเฉพาะประเภทหนึ่ง เรียกว่า ทัศนคติเชิงจริยธรรม

ในขณะเดียวกัน มีทฤษฎีที่ยอมรับสัจนิยมเชิงจริยศาสตร์แต่ปฏิเสธความเป็นเอกเทศของจริยศาสตร์ นั่นก็คือ ทฤษฎีกลุ่มธรรมชาตินิยม แม้จะไปด้วยกันได้ดีกับการมองโลก แบบวิทยาศาสตร์ แต่ทฤษฎีกลุ่มนี้ก็ไม่เชิงจะปฏิเสธสัจนิยมเชิงจริยศาสตร์ ความไปด้วยกันได้ของการมองโลกและสัจนิยมนี้เป็นไปได้ก็เพราะทฤษฎีกลุ่มธรรมชาตินิยมปฏิเสธความเป็นเอกเทศของจริยศาสตร์ โดยทอนคุณสมบัติทางจริยธรรมลงเป็นคุณสมบัติทางธรรมชาติ ทำให้กล่าวได้ว่ามี คุณค่าทางจริยธรรมดำรงอยู่ เนื่องจากคุณสมบัติทางธรรมชาติที่คุณค่าทางจริยธรรมทอนมาสู่นั้นเชื่อได้ไม่ยากว่าดำรงอยู่จริง เช่น ความสุข หรืออีกนัยหนึ่ง  เรายังกล่าวได้ว่าทฤษฎีกลุ่มธรรมชาตินิยมยึดถือสัจนิยมเชิงจริยศาสตร์เนื่องจากทฤษฎีเหล่านี้ยืนยันว่าคุณค่าทางจริยธรรมอ้างถึงคุณสมบัติทางธรรมชาติที่ดำรงอยู่จริงในโลก

อันที่จริง กล่าวได้ว่าความได้เปรียบจากความเข้ากันได้กับโลกทัศน์ แบบวิทยาศาสตร์ ของทฤษฎีกลุ่มอพุทธิปัญญานิยมและธรรมชาตินิยมนี้ ทำให้ทฤษฎีทั้งสองกลุ่มมีอิทธิพลอย่างมากในสมัยหนึ่ง จนกระทั่ง จี. อี. มัวร์ (G. E. Moore) ลุกขึ้นมาโต้แย้ง ทำให้เกิดเป็น อัชฌัตติกญาณนิยม อีกแบบหนึ่งที่ซ้อนกับอัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีต  ในบริบทนี้อาจมองได้ว่าอัชฌัตติกญาณนิยมอีกแบบนี้เป็นผลของการปกป้องบางฐานคติของอัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีต  


3. ทุตรรกบทแบบธรรมชาตินิยม

ปัญหาที่มัวร์สนใจจริงๆ คือ อะไรคือความดี ไม่ใช่ในความหมายที่ว่า ดีบ่งถึงอะไร แต่ในความหมายที่ว่า ดีนิยามได้อย่างไร มัวร์เห็นว่า ดีนี้เป็นคำพื้นฐานที่นิยามไม่ได้ เหมือนกับคำว่า แดงเป็นต้น และในเมื่อคำนี้เป็นคำทางจริยธรรม จึงหมายความว่าไม่สามารถทอนคำนี้ลงเป็นคำในประเภทอื่นได้ นอกจากนี้ เขายังย้ำว่า ดีเป็นคำคุณศัพท์ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นคุณสมบัติ ซึ่งใช้พรรณนาของบางสิ่ง นี่หมายความว่าต้องแยก ดีออกจาก สิ่งที่ดี” (the good) เช่น ความสุข ความสวยงาม ความฉลาด ซึ่งต่างก็พรรณนาได้ว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ตัว ดีเอง 

บนพื้นฐานความคิดเหล่านี้ มัวร์แสดงสิ่งที่เรียกว่า ทุตรรกบทเชิงธรรมชาตินิยม” (naturalistic fallacy) ซึ่งใช้วิจารณ์ความพยายามของนักธรรมชาตินิยมที่จะนิยาม ดี ด้วยคุณสมบัติในธรรมชาติ เช่น สุขหรือ สิ่งที่คนปรารถนาเป็นต้น มัวร์เห็นว่าการนิยามแบบธรรมชาตินิยมเช่นนี้มิอาจทำได้ เนื่องจากเป็นการทอนคำทางจริยธรรมเป็นคำประเภทอื่น นอกจากนี้ ถ้าเรายอมรับการทอน เช่น ดีคือสิ่งที่คนปรารถนา ผลที่ได้ก็จะเป็นการทำลายการแบ่งแยกระหว่าง ดีและ สิ่งที่ดี ทำให้ข้อความทางจริยธรรมที่ได้เป็นประพจน์ซ้ำความ (tautology) ยกตัวอย่าง ดีคือสิ่งที่คนปรารถนา ในกรณีนี้ถ้าความดีเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่คนปรารถนา เราก็จะสามารถนำ สิ่งที่คนปรารถนามาแทนที่ ดีได้ ซึ่งจะทำให้ได้ข้อความว่า สิ่งที่คนปรารถนาคือสิ่งที่คนปรารถนา ข้อความนี้ไม่ได้บอกอะไรให้เรารู้เพิ่มเติม นับว่าไม่ตอบสนองเป้าหมายของการนิยาม แต่ถ้าเราต้องการหลีกเลี่ยงปัญหานี้และยืนยันความแตกต่างระหว่าง ดีและ สิ่งที่ดี เราก็จะพบปัญหาจากการอ้างเหตุผลที่สำคัญอีกอย่างที่รู้จักกันดีของมัวร์ นั่นคือ เราสามารถตั้งคำถามได้ทุกครั้งว่าสิ่งที่นำมานิยาม ดี นั้นดีจริงหรือ ยกตัวอย่างนิยามเดิมว่า ดีคือสิ่งที่คนปรารถนาแต่จากคำนิยามนี้ เราก็ยังถามได้เสมอว่าสิ่งที่คนปรารถนานี้ดีจริงหรือ

ถ้า ดี เป็นคุณสมบัติเชิงเดี่ยวที่ไม่สามารถทอนลงเป็นสิ่งธรรมชาติอื่นๆ ได้ และในขณะเดียวกันเราก็เข้าใจว่า ดีหมายถึงอะไร ก็ต้องหมายความว่าเรามีวิธีเข้าถึงคุณสมบัตินี้ด้วยวิธีนอกเหนือจากที่ใช้เข้าถึงคุณสมบัติทางธรรมชาติอื่นๆ นั่นก็คือ ผ่านอัชฌัตติกญาณ ข้อนี้เองที่ทำให้มัวร์เป็นนักอัชฌัตติกญาณนิยม ที่ยืนยันสัจนิยมเชิงจริยศาสตร์และความเป็นเอกเทศของจริยศาสตร์


4. ความหลากหลายของอัชฌัตติกญาณนิยม

มีตัวแปรหลายอย่างที่กำหนดความแตกต่างในหมู่นักอัชฌัตติกญาณนิยม ( 2 ตัวแปรสุดท้ายเป็นเรื่องของอัชฌัตติกญาณแบบจารีตโดยเฉพาะ)

4.1 เนื้อหา

บ้างก็เห็นว่าสิ่งที่อัชฌัตติกญาณบอกแก่เราก็คือเรื่องที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ดี และบนพื้นฐานนี้ เราจึงอนุมานว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง คนสำคัญที่คิดเช่นนี้ได้แก่มัวร์นั่นเอง แต่ก็มีที่เห็นว่าสิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่เรารู้จากอัชฌัตติกญาณด้วยเช่นกัน หรือไม่ก็เห็นว่าอัชฌัตติกญาณบอกเราแต่ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง เช่น เอช. เอ. พริชาร์ด (H. A. Prichard) และ ดับเบิ้ลยู. ดี. รอส (W. D. Ross)

4.2 ขอบเขต

บ้างก็เห็นว่าสิ่งที่อัชฌัตติกญาณบอกแก่เราเป็นเรื่องเฉพาะ เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง (แต่ในสถานการณ์อื่นจากเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ได้) กลุ่มนี้เรียกว่า อัชฌัตติกญาณแบบเฉพาะ” (particular intuitionism) หรือ อัชฌัตติกญาณแบบปัจเจก” (individual intuitionism) บ้างก็เห็นว่าสิ่งที่บอกคือคุณสมบัติของการกระทำประเภทต่างๆ เช่น การฆ่าเป็นการกระทำที่ผิด” (หรือไม่ก็คุณสมบัติของสิ่งในประเภทต่างๆ เช่น ความจริงเป็นสิ่งที่ดี”) กลุ่มนี้เรียกว่า อัชฌัตติกญาณทั่วไป” (general intuitionism) แต่บ้างก็เห็นว่าสิ่งที่บอกคือความจริงของหลักการทางจริยธรรม ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่าการกระทำเฉพาะและประเภทของการกระทำ เช่น จงอย่าใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือหรือ การทำดีมีค่าเสมอกลุ่มนี้เรียกว่า อัชฌัตติกญาณสากล” (universal intuitionism)

สองกลุ่มหลังอาจคาบเกี่ยวกันได้ เช่น ทฤษฎีจริยศาสตร์ของรอสส์ กล่าวถึงประเภทของการกระทำ (ได้แก่ การพูดความจริง เป็นต้น) และหลักการทางจริยธรรม (เช่น จงตอบแทนความดี”) ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ รอสส์ ยังแสดงความผันแปรอีกประการหนึ่งในทฤษฎีกลุ่มหลังนี้ คือ เขาเห็นว่าคุณสมบัติของการกระทำแต่ละประเภทหรือหลักการทางจริยธรรมที่อัชฌัตติกญาณบอกแก่เรานี้มีความถูกผิด เบื้องต้น” (prima facie) เท่านั้น เมื่อพิจารณารายละเอียดของสถานการณ์จึงจะรู้ค่าทางจริยธรรมที่แท้จริง (actual) เหตุที่มีเงื่อนไขนี้ก็เพราะรอสส์ตระหนักว่าสิ่งที่มีลักษณะทั่วไปไม่อาจตอบสนองสถานการณ์เฉพาะได้เสมอไป ยกตัวอย่างการพูดความจริง ที่แม้จะอยู่ในประเภทของการกระทำที่ถูกต้อง แต่ก็มิได้หมายความว่าการพูดความจริงจะเป็นการกระทำที่ถูกต้องในทุกสถานการณ์ (เช่น เมื่อพูดแล้วมีผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต)

4.3 ลักษณะของอัชฌัตติกญาณ

บ้างก็ว่าอัชฌัตติกญาณมีลักษณะคล้ายอวัยวะในการรับรู้(เช่น ตา) เรียกว่า อัชฌัตติกญาณแบบการรับรู้” (perceptual intuition) หรืออีกชื่อที่นักปรัชญาเช่น พริชาร์ด และ โธมัส เรด (Thomas Reid) ใช้เรียกจนเป็นที่รู้จักกันดีคือ ผัสสะทางจริยธรรม” (moral sense) ในขณะที่บ้างก็ว่าอัชฌัตติกญาณมีลักษณะแบบสติปัญญาที่ หยั่งรู้ ความจริงบางอย่างได้ เรียกว่า อัชฌัตติกญาณแบบสติปัญญา” (intellectual) นักปรัชญากลุ่มนี้มีเช่น มัวร์ และ ริชาร์ด ไพรซ์ (Richard Price)

กลุ่มที่มีทัศนะแบบแรกเห็นว่าสิ่งที่อัชฌัตติกญาณบอกจะเป็นเรื่องของความถูกผิดในสถานการณ์เฉพาะ ในขณะที่กลุ่มที่มีทัศนะแบบหลังเห็นว่าสิ่งที่อัชฌัตติกญาณบอกเป็นเรื่องทั่วไปมากกว่า (ได้แก่ ประเภท หรือ หลักการ) หากเป็นเช่นนี้ กลุ่มแรกก็จะอุปนัยประเภทหรือหลักการทางจริยธรรมจากการกระทำเฉพาะ ในขณะที่กลุ่มหลังจะนิรนัยตัดสินคุณสมบัติของการกระทำเฉพาะบนพื้นฐานประเภทหรือหลักการทั่วไป ความแตกต่างอีกประการคือกลุ่มหลังจะกล่าวว่าคำตอบจากอัชฌัตติกญาณเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถนำมาพิจารณาด้วยเหตุผลได้ ในขณะที่กลุ่มแรกเห็นว่าคำตอบดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาด้วยเหตุผลได้ อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ไม่น่าแปลกใจถ้าพิจารณาเห็นว่ากลุ่มแรกอุปนัยประเภทหรือหลักการทั่วไปมาจากการกระทำเฉพาะอันเป็นสิ่งที่รับรู้ผ่านอัชฌัตติกญาณ ในขณะที่กลุ่มหลังต้องใช้ประเภทหรือหลักการที่หยั่งรู้จากอัชฌัตติกญาณเป็นฐานคล้าย มูลบท สำหรับการนิรนัย

4.4 เงื่อนไขการเป็นหลักฐานสนับสนุน

ดังกล่าวแล้วว่าการตัดสินว่าอะไรถูกผิดหรือดีเลวที่ได้จากอัชฌัตติกญาณจะเป็นความเชื่อที่มีหลักฐานสนับสนุนในตัวเอง นั่นคือ ไม่ต้องอาศัยการอนุมาน ในประเด็นนี้มีความเห็นแตกต่างกันว่าอะไรคือเงื่อนไขที่จะทำให้สิ่งที่ได้จากอัชฌัตติกญาณนี้เป็นความเชื่อที่มีหลักฐานสนับสนุนในลักษณะดังกล่าว

บ้างเห็นว่าการตัดสินทางจริยธรรมที่อัชฌัตติกญาณบอกแก่เราจะเป็นหลักฐานสนับสนุนตนเองในฐานะความเชื่อได้ในกรณีที่บุคคลรู้สึกว่าการตัดสินนั้นมิอาจสงสัยได้ (indubitable) ในความหมายที่ว่าเขาไม่อาจหาเหตุผลเพื่อมาตั้งข้อสงสัยข้อตัดสินนั้นได้ หรือที่เข้มงวดน้อยกว่าก็เห็นว่าบุคคลจะเชื่อในการตัดสินทางจริยธรรมที่อัชฌัตติกญาณบอกได้อย่างมีหลักฐานสนับสนุนในกรณีที่เขาเห็นว่าการตัดสินนั้นยากที่จะตั้งข้อสงสัย หรือมีความรู้สึกว่าการตัดสินนั้นมีความน่าเชื่อถือมาก กลุ่มแรกนี้ให้ความสำคัญกับเงื่อนไขเชิงอัตวิสัย ในขณะเดียวกัน มีอีกกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเงื่อนไขเชิงภววิสัย นั่นคือ เห็นว่าการตัดสินนั้นต้องผิดไม่ได้เชิงภววิสัย (objectively infallible) หรือที่เข้มงวดน้อยกว่าก็เห็นว่าการตัดสินนั้นควรมีความน่าจะเป็นสูงว่าจะถูก นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มที่เรียกร้องทั้งเงื่อนไขเชิงอัตวิสัยและภววิสัย เช่น เห็นว่าการตัดสินทางจริยธรรมที่ได้จากอัชฌัตติกญาณจะเป็นความเชื่อที่มีหลักฐานสนับสนุนในกรณีที่บุคคลไม่อาจสงสัยการตัดสินนั้นได้และในขณะเดียวกันการตัดสินนั้นก็ผิดไม่ได้เชิงภววิสัย

4.5 ระดับน้ำหนักของหลักฐานสนับสนุน 

อัชฌัตติกญาณนิยมรุ่นเก่ามักจะเห็นว่าเพียงเป็นสิ่งที่ได้จากอัชฌัตติกญาณก็ให้หลักฐานสนับสนุนที่มีน้ำหนักเพียงพอแล้วที่ทำให้กล่าวได้ว่าบุคคล รู้ ว่าการตัดสินทางจริยธรรมนั้นจริง แต่ในสมัยหลัง มีนักอัชฌัตติกญาณนิยมที่เห็นว่าแค่นั้นยังไม่ให้น้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้กล่าวได้ว่าบุคคลมีความรู้เกี่ยวกับความถูกผิดของการกระทำหนึ่งๆ โดยเห็นว่าความรู้จะมีได้ในกรณีที่การตัดสินทางจริยธรรมที่อัชฌัตติกญาณบอกนั้น มี สหนัย” (coherence) กับการตัดสินอื่นๆ ที่ได้จากอัชฌัตติกญาณ อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้นักอัชฌัตติกญาณเพียงแต่ยืนยันว่าสหนัยทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับการตัดสินทางจริยธรรมมีหลักฐานสนับสนุนมากขึ้น แต่ไม่ได้ยืนยันว่าสหนัยเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการมีหลักฐานสนับสนุนของความเชื่อ หาไม่แล้วก็จะเป็นการเพิ่มองค์ประกอบเรื่องการไตร่ตรองด้วยเหตุผลเข้ามาในกระบวนการให้หลักฐานสนับสนุนความเชื่อ อันจะเป็นการปฏิเสธอัชฌัตติกญาณนิยม (แบบจารีต) ที่เกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยยืนยันว่าเหตุผลไม่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว


5. ข้อวิจารณ์

นอกจากจะวิจารณ์อัชฌัตติกญาณนิยมแบบจารีตโดยโจมตีที่หนึ่งในสามฐานคติ (ได้แก่ สัจนิยมเชิงจริยศาสตร์ ความเป็นเอกเทศของจริยศาสตร์ และ มูลฐานนิยม) แล้ว ยังมีข้อวิจารณ์อื่นๆ ต่ออัชฌัตติกญาณนิยมที่เป็นที่รู้จักกันดี

ข้อวิจารณ์แรกก็คือความเห็นต่างทางจริยธรรมที่มีมาทุกยุคทุกสมัยและพบได้ในทุกสังคม ถ้าอัชฌัตติกญาณมีจริง ก็ไม่น่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้ คำโต้แย้งที่คล้ายกันคือแม้ในตัวคนๆ เดียวกัน ก็ยังพบว่าอัชฌัตติกญาณดูจะให้คำตอบขัดแย้งกัน เช่น มีกรณีที่เราพบว่าการกระทำในสถานการณ์หนึ่งที่เคยเห็นว่าถูกนั้น ต่อมาเรากลับเห็นว่าผิด 

นักอัชฌัตติกญาณนิยมตอบว่าแม้ทุกคนจะมีอัชฌัตติกญาณ แต่อัชฌัตติกญาณก็เหมือนกับอินทรีย์การรับรู้อื่นๆ หรือเหมือนกับสติปัญญา ที่ต่างก็ต้องพัฒนาเพื่อให้ทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้น ถ้าบุคคลขาดประสบการณ์ ไม่ได้รับการศึกษา มีการไตร่ตรองเกี่ยวกับจริยธรรมไม่มากพอ หรือขาดความเข้มแข็งและความเป็นกลาง อัชฌัตติกญาณของเขาก็จะทำงานได้ไม่ดี นอกจากนี้ ยังอาจมีบุคคลอีกส่วนหนึ่งที่มีอัชฌัตติกญาณที่ไม่อาจทำงานได้ เหมือนกับบุคคลที่ทุพลภาพทางสติปัญญาหรืออวัยวะการรับรู้ ดังนั้น การตัดสินทางจริยธรรมที่น่าเชื่อถึงจึงควรเป็นที่มาจาก ผู้เชี่ยวชาญทางจริยธรรม” (moral expert) หรือ ผู้สังเกตการณ์ทางจริยธรรมที่ปกติ” (normal moral observer) อย่างไรก็ตาม มีปัญหาคือเราไม่สามารถแสวงหาได้ว่าบุคคลใดบ้างที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เพราะว่า การจะบอกว่าใครมีอัชฌัตติกญาณที่ใช้ได้ ต้องอาศัยอีกบุคคลมาช่วยตัดสิน ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีอัชฌัตติกญาณที่ใช้ได้ ดังนั้น การจะหาผู้ตัดสินได้ ก็ต้องหาอีกบุคคลมาเป็นผู้ตัดสิน  ซึ่งก็ต้องมีอัชฌัตติกญาณที่ใช้ได้อีก จึงเกิดการถดถอยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สาเหตุสำคัญของปัญหานี้ก็คือเราไม่มีวิธีระบุตัวผู้ที่มีอัชฌัตติกญาณที่ใช้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยอัชฌัตติกญาณ

นอกจากคำตอบข้างต้น นักอัชฌัตติกญาณนิยมยังอาจตอบว่าความขัดแย้งทางจริยธรรมทั้งหลายที่พบเห็นกันนั้นไม่ใช่ความขัดแย้งทางจริยธรรมที่แท้จริง แต่เป็นความขัดแย้งเรื่องอื่น เช่น ข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างเช่น ในบางวัฒนธรรม คนนำคนเฒ่าคนแก่ไปปล่อยไว้ให้เสียชีวิตในความหนาวเย็น ในขณะที่ในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง คนส่งคนสูงอายุไปอยู่ในความดูแลของสถานพักฟื้น คนในทั้งสองวัฒนธรรมนี้อาจจะมีความเห็นทางจริยธรรมร่วมกันว่าควรให้สิ่งที่ดีแก่ผู้สูงอายุ แต่มีความเห็นแตกต่างกันว่าอะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ปัญหาของคำตอบนี้ก็คือมีความขัดแย้งทางจริยธรรมหลายอย่างที่บุคคลรับทราบข้อเท็จจริงเหมือนกัน แต่มีการตัดสินทางจริยธรรมที่แตกต่างกัน เช่น กรณีการทำแท้ง ซึ่งทุกฝ่ายมีความเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการทางชีววิทยาของการเจริญพันธุ์และวิธีการทำแท้ง แต่ก็ยังเห็นต่างกันว่าการทำแท้งถูกหรือผิดจริยธรรม

ข้อวิจารณ์ที่สำคัญอีกประการมีต่อประเด็นเรื่องการมีหลักฐานสนับสนุนโดยไม่อาศัยการอนุมานของความเชื่อที่ได้จากอัชฌัตติกญาณ โดยมีการโต้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่อาศัยการอนุมาน เมื่อบุคคลรู้ข้อตัดสินทางจริยธรรมเกี่ยวกับการกระทำบางอย่างจากอัชฌัตติกญาณ เขาไม่ได้มีความเชื่อทันทีว่าการกระทำนั้นมีลักษณะตามที่อัชฌัตติกญาณบอก แต่เขาต้องอาศัยการอนุมานจากข้ออ้างว่าสิ่งที่รู้จากอัชฌัตติกญาณเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ก่อน จึงจะสามารถมีความเชื่อได้ว่าข้อตัดสินนั้นน่าเชื่อถือ ดังนั้น ทุกครั้งที่มีความเชื่อเกี่ยวกับการตัดสินทางจริยธรรมตามที่รู้ผ่านอัชฌัตติกญาณ บุคคลก็ต้องมีการอนุมานมาก่อนเสมอ นอกจากนี้ยังมีคำวิจารณ์คล้ายคลึงกัน นั่นคือ ไม่ว่าใครก็ตามที่อ้างว่ารู้ว่าการกระทำหนึ่งถูกหรือผิดด้วยอัชฌัตติกญาณ เขาก็มักจะให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่าทำไมถูกหรือผิดเช่นนั้น การให้เหตุผลเพิ่มเติมเช่นนี้ เป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวเองว่าอัชฌัตติกญาณอย่างเดียวไม่สามารถเป็นพื้นฐานที่เพียงพอได้

นักอัชฌัตติกญาณนิยมตอบว่าแม้อาจเป็นไปได้ที่บุคคลจะอนุมานจากความน่าเชื่อถือของอัชฌัตติกญาณก่อนจะมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งที่อัชฌัตติกญาณบอก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเชื่อจะมีหลักฐานสนับสนุนเฉพาะเมื่อผ่านการอนุมานนั้น เหมือนกรณีความเชื่อที่ได้จากความจำ ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนได้โดยไม่ต้องอนุมานเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของความจำ เช่นเดียวกันแม้บุคคลอาจจะอธิบายความเพิ่มเติมหลังจากอ้างอัชฌัตติกญาณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากขาดเหตุผลเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่รู้ด้วยอัชฌัตติกญาณจะขาดความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม คำตอบทั้งสองนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเชื่อได้ว่าอัชฌัตติกญาณมีความน่าเชื่อถือ แต่ข้อนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ ดังปรากฏในข้อวิจารณ์ข้อแรก

ปกรณ์ สิงห์สุริยา (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

Frazier, R. L. 1998. Intuitionism. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD-Rom Version 1.0].

·

Lillie, W. (1948). An Introduction to Ethics.  London : Methuen.

·

Pojman, L. P. 1997. Ethical Theories: Classical and Contemporary Readings. 3rd Edition. Belmont, CA: Wadsworth Publishing Company.

·

Rich, G. P. 1995. Intuitionist Ethics. In J. K. Roth (ed.). International Encyclopedia of Ethics. London: Fitzroy Dearborn Publishers, pp. 453-454.

·

Russell, B. 1995. Intuition. In Robert Audi (ed.). The Cambridge Dictionary of Philosophy. Cambridge: Cambridge University Press, p. 382.

·

Klemke, E. D. 1995. Moore, G(eorge) E(dward). In Robert Audi (ed.). The Cambridge Dictionary of Philosophy. Cambridge: Cambridge University Press, pp. 506-508.

·

Sinnott-Armstrong, W. 1992. Intuitionism. In L. C. Becker and C. B. Becker (eds.). Encyclopedia of Ethics. New York: Garland Publishing Inc., Vol. II: 628-630.

·

Taylor, P. W. 1975. Principles of Ethics. Belmont, CA: Wadsworth Publishing Company.



เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
 

·

Brody, B. 1970. Intuitions and Objective Moral Knowledge. Monist 62: 446-456. (เป็นการรื้อฟื้นอัชฌัตติกญาณนิยมโดยนำมาพัฒนาเพิ่มเติมด้วยแนวคิดเรื่องสหนัย)

·

Dancy, J. 1983. Ethical Particularism and Morally Relevant Properties. Mind 92: 530-547. (เป็นการรื้อฟื้นอัชฌัตติกญาณนิยม โดยออกข้อถกเถียงปกป้อง)

·

Hudson, W. D. 1967. Ethical Intuitionism. New York: St. Martin's Press. (เป็นงานที่วิพากษ์อัชฌัตติกญาณนิยม)

·

Moore, G. E. 1903. Principia Ethica. Cambridge: Cambridge University Press. (ว่าด้วยแนวคิดแบบอธรรมชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อถกเถียงเกี่ยวกับทุตรรกบทแบบธรรมชาตินิยม)

·

Prichard, H. A. 1968. Moral Obligation. Oxford: Oxford University Press. (เป็นงานดั้งเดิมที่ให้เหตุผลสนับสนุนอัชฌัตติกญาณนิยม)

·

Raphael, D. D. (ed.). 1969. British Moralists: 1650-1800. Oxford: Oxford University Press. (รวมผลงานดั้งเดิมของนักปรัชญาคนสำคัญต่างๆ ครอบคลุมถึงผู้สนับสนุนอัชฌัตติกญาณนิยม)

·

Ross. W. D. 1939. The Foundations of Ethics. Oxford: Oxford University Press.

·

Ross. W. D. 1988. The Right and the Good. Indianapolis: Hackett. ( งานของ Ross เป็นงานดั้งเดิมที่ให้เหตุผลสนับสนุนอัชฌัตติกญาณนิยม)



คำที่เกี่ยวข้อง

อภิจริยศาสตร์
Metaethics


 

 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา

 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ