ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

ความเป็นสาเหตุ
Causation

 

1. บทนำ
2. แนวคิดเรื่องสาเหตุของอริสโตเติล
3. แนวคิดเรื่องความเป็นสาเหตุของเดวิด ฮูม
4. แนวคิดเรื่องความเป็นสาเหตุของค้านต์และมิลล์
5. ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
6. ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่ไม่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
เอกสารอ้างอิง
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

คำที่เกี่ยวข้อง

 

1. บทนำ

มโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุ (causation) อันเกี่ยวกับธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียกว่า สาเหตุ” (cause) และ ผล” (effect) ของปรากฏการณ์ทั้งทางกายภาพ ทางสังคม และทางจิตใจนั้น เป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจของนักปรัชญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักอภิปรัชญา มาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว ดังที่นักญาณวิทยาได้เสนอทฤษฎีว่าด้วยความรู้ (knowledge) การรับรู้ (perception) และ ความทรงจำ (memory) ที่อาศัยความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุเป็นพื้นฐานหลายทฤษฎี หรือนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ก็สนใจเรื่องความเป็นสาเหตุนี้ โดยโยงเข้ากับเรื่องของการอธิบาย (explanation) ปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ ส่วนนักปรัชญาภาษาบางคนคิดว่าการเข้าใจเรื่องความหมายของคำ (meaning) ต้องนำความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุมาใช้อธิบาย อีกทั้งนักปรัชญาจิตก็พูดถึงเรื่องความเป็นสาเหตุทางจิต (mental causation) นักปรัชญาประวัติศาสตร์สนใจความเป็นสาเหตุระหว่างเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ รวมถึงนักปรัชญากฎหมายก็อาจจะต้องสนใจเรื่องสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องด้วยผลของการกระทำและความรับผิดชอบของผู้ที่ทำให้เกิดผลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่มโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุได้รับความสนใจมากในหมู่นักปรัชญานั้น อาจเป็นเพราะเรื่องของสาเหตุและผลนั้นมีอยู่ในการพูดจาในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปอย่างเป็นปกติ ตั้งแต่ที่ว่าเสียงของนาฬิกาปลุกทำให้เราตื่นนอนขึ้นมา จนกระทั่งการที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนนั้น เป็นเหตุให้เราง่วงนอน การแสวงหาความชัดเจนให้กับการพูดจาทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องความเป็นสาเหตุในด้านต่างๆเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่นักปรัชญาสาขาต่างๆ สนใจเข้าไปมีส่วนร่วม ดังปรากฏอย่างชัดเจนในวงการปรัชญาปัจจุบัน

หัวข้อสารานุกรมนี้มีจุดประสงค์ในการให้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นสาเหตุอย่างที่อภิปรายกันอยู่ในวงการปรัชญาอย่างกว้างๆ โดยจะเริ่มต้นด้วยความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุของปรัชญาสมัยโบราณอันมีแนวคิดเรื่องสาเหตุ 4 ประเภทของอริสโตเติล (Aristotle) เป็นหลัก ต่อไปจะกล่าวถึงแนวคิดเรื่องความเป็นสาเหตุของเดวิด ฮูม (David Hume) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการถกเถียงเรื่องความเป็นสาเหตุในประวัติปรัชญา โดยเป็นแนวคิดที่ให้กรอบการสนทนาเรื่องความเป็นสาเหตุในช่วงเวลาต่อมาเกือบจะทั้งหมด รวมทั้งจะได้กล่าวถึงความเข้าใจเรื่องสาเหตุที่มีลักษณะเฉพาะตัวแบบที่อิมมานูเอล ค้านต์ (Immanuel Kant) และจอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) เสนอไว้โดยสังเขป หลังจากนั้นจะได้กล่าวถึงทฤษฎีว่าด้วยความเป็นสาเหตุทฤษฎีสำคัญๆ ที่มีในปัจจุบัน ทั้งที่ได้รับอิทธิพลจากความเข้าใจแบบฮูม และที่พยายามจะออกจากกรอบความเข้าใจดังกล่าว



2. แนวคิดเรื่องสาเหตุของอริสโตเติล

อริสโตเติลจำแนกสาเหตุออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ “สัมฤทธิเหตุ” (efficient cause) อันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “สาเหตุปลายทาง” (final cause) อันเป็นเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง “สาเหตุเชิงวัตถุ” (material cause) อันได้แก่สิ่งที่ประสบกับเปลี่ยนแปลงนั้น และ “สาเหตุเชิงรูปแบบ” (formal cause) อันเป็นรูปแบบที่สิ่งหนึ่งมีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง เราจะสามารถเข้าใจการแยกแยะประเภทต่างๆ ดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้น หากพิจารณาตัวอย่างเรื่องรูปสลักที่อริสโตเติลได้ให้ไว้ ในกรณีดังกล่าว นายช่างผู้สลักรูปสลักดังกล่าวขึ้นถือเป็นสัมฤทธิเหตุเนื่องจากเป็นผู้ทำให้ก้อนหินเกิดการเปลี่ยนแปลง ก้อนหินอ่อนที่นายช่างออกแรงแกะสลักถือเป็นสาเหตุเชิงวัตถุ ถ้าหากนายช่างผู้นั้นสลักรูปสลักนั้นเนื่องจากปรารถนาจะครอบครองงานศิลปะอันงดงาม ความปรารถนานั้นก็จะถือเป็นสาเหตุปลายทางของรูปสลักดังกล่าว และรูปทรงที่นายช่างสลักหินอ่อนก้อนนั้นขึ้นก็คือสาเหตุเชิงรูปแบบ

สำหรับอริสโตเติลแล้วสาเหตุประเภทที่สำคัญที่สุดสำหรับอธิบายธรรมชาติของรูปสลักดังกล่าว ก็คือสาเหตุปลายทาง สาเหตุด้านอื่นๆจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่รูปสลักรูปนั้นมีเป้าหมายปลางทาง และเป้าหมายนี้เองที่กำหนดว่าสาเหตุด้านอื่นๆ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด เพื่อให้ได้มาซึ่งรูปสลักที่ตอบสนองเป้าหมายปลายทางนั้น อริสโตเติ้ลเชื่อว่าเราจะสามารถเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งได้อย่างเหมาะสม ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจเป้าหมายปลายทางและการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายของสิ่งเหล่านั้น แนวคิดทางปรัชญาดังกล่าวของอริสโตเติลจึงเรียกว่า “อันตวิทยา” (teleology) โดยที่คำว่า “อันต” หรือ “telos” (ในภาษากรีก) นั้นแปลว่า “จุดหมาย” (end) นั่นเอง

แนวคิดของอริสโตเติลนี้ถือได้ว่าเป็นการประสานแนวคิดว่าด้วยความเป็นสาเหตุต่างๆ ที่ถกเถียงกันมาก่อน อริสโตเติลมองว่าแนวทางเหล่านั้นเลือกเน้นเข้าใจความเป็นสาเหตุแบบใดแบบหนึ่งมากเกินไปจนละเลยความเข้าใจแบบอื่น นักปรัชญากรีกที่เสนอคำตอบเรื่องปฐมธาตุในฐานะที่มาแห่งสรรพสิ่งนั้น เน้นเข้าใจความเป็นสาเหตุในเชิงวัตถุ ส่วนแนวคิดของเอมพิโดคลีส (Empedocles) เรื่องแรงสองแบบ คือ ความรัก” (love) และ ความขัดแย้ง” (strife) ที่คอยเคลื่อนไหวสิ่งต่างๆ นั้น ก็นับเป็นต้นเค้าของแนวคิดเรื่องสัมฤทธิเหตุของอริสโตเติล และแนวคิดของเพลโตที่เห็นว่าเราสามารถจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างแท้จริง เมื่อเราเข้าใจ แบบ” (form) ของสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นการเน้นสาเหตุเชิงรูปแบบนั่นเอง (Taylor, 1963: 56)

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้ความเข้าใจเรื่องสาเหตเชิงวัตถุและเชิงรูปแบบนั้น ถือเป็นแนวคิดที่เกือบจะไม่มีใครยึดถืออีกแล้ว กล่าวคือ ฟิสิกส์สมัยใหม่ได้ปฏิเสธความเข้าใจสาเหตุในแบบที่อิงกับเป้าหมายสุดท้ายไปนานแล้ว แต่สาขาวิชาที่ยังพอมีอิทธิพลของแนวคิดเรื่องสาเหตุปลายทางอยู่พอสมควรก็คือจิตวิทยา เนื่องจากมีความพยายามหาคำอธิบายเกี่ยวกับการเกิดพฤติกรรมต่างๆของบุคคล อย่างไรก็ตาม ข้อนี้มิใช่ความเห็นพ้องของนักจิตวิทยาทุกคน ถ้าจะถามว่าสาเหตุประเภทใดของอริสโตเติลที่พอจะมีจุดร่วมกับการถกเถียงเรื่องความเป็นสาเหตุในปัจจุบัน คำตอบก็คือสัมฤทธิเหตุ และถ้าเราจะใช้ถ้อยคำของอริสโตเติลในการพูดถึงความสนใจต่อมโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุที่ดำเนินอยู่ในวงการปรัชญาปัจจุบัน เราก็อาจกล่าวได้ว่าคำถามเกี่ยวกับความเป็นสาเหตุที่นักปรัชญาในปัจจุบันมุ่งแสวงหาคำตอบ ก็คือคำถามที่ว่า เราควรเข้าใจ สัมฤทธิเหตุนั้นอย่างไรดี


3. แนวคิดเรื่องความเป็นสาเหตุของเดวิด ฮูม

ในหนังสือของเดวิด ฮูม ชื่อ An Enquiry concerning Human Understanding (1748: section VII) เขาได้นิยาม สาเหตุเอาไว้ว่าหมายถึง

เราอาจนิยามสาเหตุว่าเป็นวัตถุหนึ่ง ซึ่งตามมาด้วยอีกวัตถุหนึ่ง และในทุกที่ๆ มีวัตถุที่คล้ายคลึงกับวัตถุแบบแรกนั้น ก็จะมีวัตถุทั้งหลายที่คล้ายคลึงกับวัตถุแบบหลังตามมาด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าวัตถุแบบแรกนั้นไม่มีอยู่ วัตถุแบบที่สองนั้นก็จะไม่มีอยู่ไปด้วย

คำนิยามดังกล่าวนี้ประกอบด้วยสองส่วน อันแสดงความเข้าใจความเป็นสาเหตุในสองลักษณะ กล่าวคือ ส่วนแรกชี้ว่าความเป็นสาเหตุเป็นเพียงชุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ (regular succession) เราจึงเรียกว่า “ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่เน้นความสม่ำเสมอ” (regularity theory of causation) ในขณะเดียวกันส่วนหลังของคำนิยามมองความเป็นสาเหตุว่าอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุที่เป็น “ความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไขแบบสวนทางข้อเท็จจริง” (counterfactual conditional) ซึ่งเป็นข้อความที่อยู่ในรูปแบบที่ว่า ถ้า ข ก็ ค” โดยในที่นี้ ทั้ง ข และ ค คือข้อความที่กล่าวถึงสิ่งตรงกันข้ามกับความเป็น (ข้อความนี้จึงเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ในรูปแบบที่ว่า “If…had…, then…would have…” ) หากพิจารณาในนิยามข้างต้น จะเห็นว่าฮูมกล่าวว่าถ้าหากไม่มีสิ่งที่มาก่อน ก็จะไม่มีสิ่งที่ตามมา แต่ในความเป็นจริง มีสิ่งที่ตามมาแล้ว ดังนั้น จึงต้องมีสิ่งที่มาก่อน หรืออีกนัยหนึ่ง ในเมื่อมีผลเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องยืนยันว่ามีสาเหตุ ตามความเข้าใจในนิยามส่วนที่สองนี้ เราอาจจะพิจารณาได้ว่าฮูมกำลังเสนอทฤษฎีของความเป็นสาเหตุที่เรียกว่า “ทฤษฎีความเป็นสาเหตุแบบสวนทางข้อเท็จจริง” (counterfactual theory of causation)

เราไม่อาจจะแน่ใจได้ว่าฮูมนั้นคิดอย่างไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของนิยามทั้งสองส่วน เห็นได้ว่าข้อความส่วนที่อยู่ก่อนหน้าวลี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งในคำนิยามข้างต้นนั้น ไม่ได้มีความหมายที่ตรงกันเสียทีเดียวกับข้อความที่อยู่หลังวลีดังกล่าว แต่เราก็สามารถจะเข้าใจได้ว่าการเกิดขึ้นถัดจากกันอย่างสม่ำเสมออาจจะมีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของข้อความเชิงเงื่อนไขในลักษณะดังกล่าวก็ได้ และเราจะอาศัยการเข้าใจความเป็นสาเหตุในสองลักษณะนี้เป็นจุดตั้งต้นในการสำรวจปัญหาต่างๆของทฤษฎีว่าด้วยความเป็นสาเหตุที่ได้รับอิทธิพลจากฮูม ซึ่งจะได้พิจารณาในส่วนต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจความเป็นสาเหตุทั้งสองลักษณะข้างต้นดูเหมือนจะเชื่อมโยงไว้ด้วยความเข้าใจที่ว่ามีความสัมพันธ์ที่แสดงถึงความจำเป็นบางอย่างระหว่างสิ่งที่ถือว่าเป็น สาเหตุ กับสิ่งที่ถือว่าเป็น ผล ฮูมได้กล่าวไว้ในงานเขียนชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของเขาเรื่อง A Treatise of Human Nature (1739: 407)

ตามคำนิยามของข้าพเจ้า ความจำเป็น (necessity) เป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่ง (an essential part) ของความเป็นสาเหตุ

และเขายังได้ท้าทายนักปรัชญาคนอื่นให้หาคำจำกัดความของ สาเหตุที่ไม่มี การเชื่อมโยงกันอย่างจำเป็น (necessary connexion) เป็นองค์ประกอบ อย่างไรก็ตาม ฮูมเสนอการวิเคราะห์ว่า ความจำเป็น ซึ่งเราคิดกันว่ามีอยู่ในความเป็นสาเหตุนั้น หาได้มีอยู่จริงภายนอกจิตใจของเราไม่ หากแต่เป็นผลผลิตของการทำงานบางอย่างภายในจิตใจของเราเท่านั้น ตัวอย่างที่ฮูมยกขึ้นมาเพื่อทำให้เราเห็นภาพดังกล่าวชัดขึ้น ก็คือตัวอย่างเรื่องการชนกันของลูกบิลเลียดบนโต๊ะ ในเหตุการณ์ที่ลูกบิลเลียดลูกที่หนึ่งเคลื่อนมาชนลูกที่สองและลูกที่สองเคลื่อนที่จากออกไปนั้น คนโดยทั่วไปจะเข้าใจเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ กล่าวคือ การเคลื่อนที่เข้าชนของลูกบิลเลียดลูกหนึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกบิลเลียดอีกลูกเคลื่อนที่ออกไป

ฮูมคิดว่าความสัมพันธ์ในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงตรรกะ (logical) หมายความว่าการเคลื่อนที่ออกไปของลูกบิลเลียดลูกหนึ่งไม่ได้เป็นข้อสรุปของการที่ลูกบิลเลียดอีกลูกหนึ่งเคลื่อนที่เข้ามาประชิด เนื่องจากเราสามารถที่จะนึกถึงผลลัพธ์ได้อีกหลายทางโดยไม่เกิดความขัดแย้งในทางตรรกะใดๆ นอกจากนั้นความสัมพันธ์ดังกล่าวยังไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางกายภาพที่เกิดจากพลังผลักดัน (power) หรือความสัมพันธ์ที่มีลักษณะจำเป็น (necessary relation) อื่นใดนอกเหนือไปจากความสัมพันธ์ในเชิงข้อเท็จจริง (factual relation) 3 ประการที่เราสามารถสังเกตได้ในกรณีดังกล่าว คือ 1. การเกิดขึ้นร่วมกันอย่างคงที่ (constant conjunction) ระหว่างเหตุการณ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการเคลื่อนที่เข้าชน (คือ ระหว่างการเคลื่อนที่เข้ามาประชิด กับการเคลื่อนที่จากออกไป) 2. ความใกล้ชิดติดเนื่องทางตำแหน่งและเวลา (spatiotemporal contiguity) ระหว่างเหตุการณ์ย่อยดังกล่าว และ 3. ลำดับก่อนหลัง (temporal priority) ของเหตุการณ์ย่อยเหล่านั้น

ความคงที่ของความสัมพันธ์เชิงข้อเท็จจริงดังกล่าว จะส่งอิทธิพลบางอย่างต่อจิตใจของเรา ถ้าหากเราสังเกตและรับรู้รูปแบบของการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าวบ่อยๆ เราก็มีแนวโน้มที่จะคาดหวังว่ารูปแบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำอีก ฮูมเห็นว่านี่เป็น นิสัย ของมนุษย์โดยปกติ กล่าวคือ ตามแนวคิดแบบประจักษ์นิยม (empiricism) ของเขา ความเป็นสาเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ผ่านการเชื่อมโยงมโนภาพต่างๆ (association of ideas) ข้อนี้คล้ายกับตัวอย่างในการทดลองทางจิตวิทยาอันเลื่องชื่อของปาฟลอฟ (I. P. Pavlov) ที่มีการวางเงื่อนไขให้สุนัขให้น้ำลายไหลได้ด้วยการสั่นกระดิ่ง

ข้อสรุปของฮูมที่ว่าในโลกภายนอกจิตใจของเรานั้นไม่มี ความเป็นสาเหตุ ใดๆ ให้เราสังเกตทราบได้เป็นข้อสรุปที่ฟังดูแปลกมาก และดูเหมือนจะไม่มีใครในปัจจุบันนี้ที่เดินตามข้อสรุปดังกล่าว จะมีใครเล่าที่เชื่อว่าลักษณะการไหลของแม่น้ำโคโลราโดนับร้อยล้านปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นสาเหตุอะไรเลยของภูมิลักษณ์ของแกรนด์แคนย่อนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คุณูปการที่ฮูมมอบให้แก่วงการปรัชญาก็คือลักษณะหรือทิศทางในการวิเคราะห์มโนทัศน์ ความเป็นสาเหตุ ที่ว่ามโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุนั้นเกี่ยวพันกับความเข้าใจเรื่องความสม่ำเสมอ (regularity) หรือความจำเป็น(necessity) บางอย่าง กล่าวคือ ผลนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรืออาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ (contingent) แต่ก่อนที่เราจะได้พิจารณาทฤษฎีความเป็นสาเหตุในยุคปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลมาจากฮูมนั้น ในหัวข้อต่อไปจะขอพูดถึงท่าทีของนักปรัชญาสำคัญ 2 คนในสมัยถัดม ต่อประเด็นปัญหาเรื่องวิธีเข้าใจธรรมชาติของ ความเป็นสาเหตุนั่นคือ ค้านต์ (Kant) กับ มิลล์ (Mill)


4. แนวคิดเรื่องความเป็นสาเหตุของค้านต์และมิลล์

4.1 ทัศนะเรื่องความเป็นสาเหตุของคานต์


อิมมานูเอล ค้านต์ (
Immanuel Kant) นักปรัชญาเยอรมันคนสำคัญ ได้เสนอความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุไว้ในหนังสือเล่มสำคัญของเขาชื่อ Critique of Pure Reason (1781/1787) เอาไว้ว่า จิตของมนุษย์ในขณะที่รับรู้เข้าใจประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่หลากหลายนั้น มีโครงสร้างที่เป็นระเบียบตายตัวบางอย่างเป็นเงื่อนไขของการเข้าใจประสบการณ์ที่ไร้ระเบียบดังกล่าว ค้านต์เรียกเงื่อนไขของความเข้าใจที่มีอยู่ในจิตของมนุษย์ทุกคนเหล่านั้นว่า “categories” หนึ่งในเงื่อนไขดังกล่าวก็คือเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความเป็นสาเหตุ (category of causality) ซึ่งจะคอยทำให้เวลาที่มนุษย์รับรู้วัตถุภายนอกทั้งหลายนั้น จะต้องรับรู้ว่ามีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุต่อกันในบางลักษณะเสมอ ค้านต์กล่าวไว้ในหนังสือเล่มสำคัญของเขาว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นหรือเริ่มมีขึ้นทั้งหลายนั้น ทำให้ [เรา] เข้าใจได้ด้วยว่าจะต้องมีบางสิ่งภายใต้กฎบางอย่าง ที่นำมันให้เกิดมีขึ้นตามมา (Kant, 1781/1787: 218)

นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เรารับรู้จะตกอยู่ภายใต้กฎในเชิงสาเหตุซึ่งเราอาจจะสามารถสังเกตและทดลองได้ (Cartwright, 1999: 246)

ค้านต์เห็นแย้งกับฮูม ซึ่งคิดว่า สาเหตุ เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตของเราในฐานะความคาดหวังอันเป็นนิสัยของมนุษย์ (และดังนั้นจึงไม่ได้มีอยู่จริงในโลก) หากแต่ค้านต์มองเรื่องความเป็นสาเหตุ โดยเฉพาะหลักการที่ถือว่าทุกเหตุการณ์ในโลกธรรมชาติมีฐานะเป็นผลของสาเหตุบางประการเสมอ (the principle of causality / the principle of determinism) ว่ามีฐานะเป็นความจริงอันจำเป็น (necessary truth) ที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากหลักการดังกล่าวเป็นเงื่อนไขของการเข้าใจประสบการณ์ทุกประสบการณ์ที่เรามีต่อโลกภายนอก ดังนั้น ขณะที่ฮูมคิดว่าเราไม่สามารถเข้าใจว่ามีกฎเชิงสาเหตุ (causal law) ใดๆ ได้จากการพิจารณาประสบการณ์ทั้งหลายที่เรามี ค้านต์กลับเห็นว่าเราไม่มีทางจะเข้าใจประสบการณ์ใดๆ ของเราได้เลยว่าไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้กฎในเชิงสาเหตุบางอย่าง

ปัญหาของแนวคิดของค้านต์ก็คือ สิ่งที่เขาพยายามบอกเราอาจจะไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างอะไรมากนัก เขาไม่สามารถทำให้เราหายสงสัยได้ว่าบางสิ่งที่นำเหตุการณ์หนึ่งให้เกิดขึ้นตามมานั้นคืออะไรกันแน่ หรือจะหาสิ่งนั้นได้พบที่ไหนและอย่างไร ถึงบางสิ่งดังกล่าวจะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มันนำให้เกิดขึ้นตามกฎบางอย่าง แต่เราก็ยังสงสัยได้ว่ากฎดังกล่าวนั้นมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไรหรือเป็นกฎแบบใด สิ่งที่ค้านต์พยายามทำเปรียบเหมือนกับการที่มีคนบอกเราว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ทะเล โดยไม่ได้บอกเราด้วยว่ามันอยู่ ณ ตำแห่งใดและจะขุดพบมันได้อย่างไร (Salmon, 2002: 23) ความพยายามที่จะสังเกตทราบว่าสิ่งใดเป็นสาเหตุของสิ่งใดที่ดูจะเป็นปัญหานี้นั้น ได้รับการให้ความสำคัญเป็นพิเศษจากนักปรัชญาในยุคต่อมา เช่น มิลล์

4.2 ทัศนะเรื่องความเป็นสาเหตุของมิลล์

จอห์น สจ๊วต มิลล์ นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษเป็นนักปรัชญาในธรรมเนียมแบบประจักษ์นิยมเช่นเดียวกับฮูม ซึ่งถึงแม้ว่าจะเชื่อว่าความรู้ของมนุษย์ทั้งหมดรวมทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์นั้นได้มาจากการมีประสบการณ์ของมนุษย์ แต่ในเรื่องของความเป็นสาเหตุแล้ว เขามีความเห็นแตกต่างจากฮูมอยู่พอสมควร กล่าวคือ เขาไม่ยอมรับการเข้าใจความเป็นสาเหตุโดยอิงกับแนวคิดเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเห็นว่าผลแบบเดียวกันอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไปได้อย่างมากมาย มิลล์เรียกลักษณะของความเป็นสาเหตุดังกล่าวนี้ว่า การมีความหลากหลายของสาเหตุ” (multiplicity of causes) ความคิดดังกล่าวนี้เป็นพื้นฐานส่วนหนึ่งให้กับแนวคิดเรื่องความเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยว (singular causation) ซึ่งจะได้พูดถึงในส่วนต่อๆ ไป อย่างไรก็ดี คุณูปการที่มิลล์ให้ไว้ต่อการถกเถียงเรื่องของความเป็นสาเหตุนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า วิธีการของมิลล์(Mill”s methods) ซึ่งในแง่หนึ่งได้ช่วยคลายปัญหาที่ค้านต์ยังทิ้งไว้อยู่ในตอนท้ายของหัวข้อ 4.1 ที่เพิ่งกล่าวไป

มิลล์ไม่ได้ให้ความสนใจมากนักกับการอธิบายว่าความเป็นสาเหตุนั้นคืออะไรกันแน่ แต่เขาสนใจในเรื่องที่ว่าเราจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรเป็นสาเหตุของอะไร มิลล์ได้เสนอวิธีการเชิงทดลอง (experimental method) จำนวนหนึ่งขึ้นเพื่อใช้ในการหาปัจจัยที่ปรากฏหรือไม่ปรากฏอย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ในบางลักษณะกับสิ่งที่ถือเป็นผล (effect) เมื่อเราค้นพบปัจจัยดังกล่าว ปัจจัยดังกล่าวจะถือได้ว่าเป็น สาเหตุ ของ ผล ดังกล่าว วิธีการของมิลล์มีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน คือ

1. วิธีดูสิ่งที่พ้องกัน (method of agreement) สำหรับกรณีต่างๆ ที่มีผลหนึ่งๆ เกิดขึ้น ถ้าพบว่ากรณีต่างๆ เหล่านั้นมีปัจจัยใดร่วมกัน ก็ควรสรุปว่าปัจจัยนั้นเป็นสาเหตุของผลนั้น

2. วิธีดูสิ่งที่ต่างออกไป (method of difference) หากต้องการตรวจสอบว่าปัจจัยหนึ่งๆ เป็นสาเหตุหรือไม่ ให้นำเฉพาะปัจจัยนั้นออกไป โดยคงปัจจัยอื่นๆ ไว้อย่างครบถ้วน ถ้านำปัจจัยนั้นออกไปแล้ว ผลไม่เกิดขึ้น ก็สรุปได้ว่าปัจจัยนั้นเป็นสาเหตุของผลนั้น

3. วิธีดูสิ่งที่พ้องและสิ่งที่ต่างร่วมกันไป (joint method of agreement and difference): คือให้ใช้วิธีที่ 1 และ 2 ร่วมกันในการหาปัจจัยที่เป็นสาเหตุ ซึ่งก็จะทำให้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าสองวิธีแรกโดยอัตโนมัติ

4. วิธีดูการผันแปรที่สอดคล้องกัน (concomitant variation) วิธีที่ 1 และ 2 มุ่งวิเคราะห์หาสาเหตุโดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอยู่(หรือไม่มีอยู่)ของปัจจัยกับการเกิด(หรือไม่เกิดขึ้น)ของผล แต่สำหรับวิธีนี้มุ่งพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความแปรเปลี่ยนลักษณะของตัวปัจจัยและความแปรเปลี่ยนลักษณะของตัวผล ถ้าพบว่าปัจจัยตัวใดตัวหนึ่งมีลักษณะแปรเปลี่ยนไปแล้ว ผลจะมีลักษณะแปรเปลี่ยนไปด้วย ก็สรุปได้ว่าปัจจัยนั้นเป็นสาเหตุ

5. วิธีดูปัจจัยที่หลงเหลืออยู่ (method of residues) วิธีการนี้ต้องอาศัยความรู้เดิมว่าปัจจัยใดเป็นสาเหตุของผลใด เมื่อตัดคู่ของสาเหตุและผลที่รู้แล้วออกไปทั้งหมด ปัจจัยที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวก็น่าจะเป็นสาเหตุของผลที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว

วิธีการดังกล่าวของมิลล์มีอิทธิพลต่อการนำเทคนิควิธีทางสถิติมาใช้ยืนยันสมมติฐานเชิงสาเหตุในการศึกษาวิทยาศาสตร์กายภาพและสังคมศาสตร์ และยังช่วยให้เราสามารถแยกแยะความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่แท้จริงออกจากบรรดาความสัมพันธ์ที่เพียงดูเหมือนจะเป็นเชิงสาเหตุเท่านั้นได้ แต่วิธีการของมิลล์ดูจะไม่ได้ช่วยให้เราตอบคำถามของฮูมได้อย่างเหมาะสมนัก ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า แท้ที่จริงแล้วความเป็นสาเหตุคืออะไร ความสัมพันธ์ที่เชื่อมสิ่งที่เป็นสาเหตุเข้ากับสิ่งที่เป็นผลเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะใด และอะไรคือพลังที่แท้จริงที่สาเหตุทำให้ผลเกิดขึ้นได้ (Salmon, 2002: 24)


5. ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ดังกล่าวแล้วว่าฮูมคิดว่าความสัมพันธ์เชิงสาเหตุไม่ได้มีอยู่จริงในโลกภายนอกจิตใจของมนุษย์ การวิเคราะห์ของเขาได้ลดทอนมโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุลงเป็นเพียงข้อเท็จจริงทางกายภาพ นั่นคือ การเกิดต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น เราสามารถเข้าใจแนวการวิเคราะห์ดังกล่าวได้ว่าเป็นการอธิบายมโนทัศน์ความเป็นสาเหตุด้วยมโนทัศน์อีกชุดหนึ่งที่ไม่ใช่เรื่องความเป็นสาเหตุ โดยมโนทัศน์ชุดที่นำมาเป็นคำอธิบายนั้นซับซ้อนน้อยกว่าและสังเกตเห็นได้ดีกว่ามโนทัศน์ความเป็นสาเหตุ การอธิบายวิเคราะห์ในลักษณะนี้ทางปรัชญาเรียกว่าการลดทอน (reduction)

นักปรัชญากลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเราสามารถที่จะเข้าใจ ความเป็นสาเหตุ ได้ในลักษณะที่ฮูมพยายามเข้าใจ นั่นคือ เชื่อว่าเราสามารถลดทอนความสัมพันธ์เชิงสาเหตุไปสู่การเกิดขึ้นอย่างคงที่สม่ำเสมอและแน่นอนตายตัว ดังนั้น เราอาจเรียกทฤษฎีนี้ได้ว่า ทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ(regularity theory of causation) อย่างไรก็ดี นักปรัชญาเหล่านี้อาจจะไม่จำเป็นต้องสรุปแบบเดียวกับที่ฮูมสรุปก็ได้ว่าความเป็นสาเหตุไม่ได้มีอยู่จริงในโลก อาจมองได้ว่านักปรัชญาเหล่านี้มุ่งช่วยให้เข้าใจภาษาที่ใช้ใช้พูดถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้ชัดเจนขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว ลักษณะสำคัญของทฤษฎีนี้จะมองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในฐานะความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไขบางลักษณะ กล่าวคือ ถ้าไม่อยู่ในรูปของเงื่อนไขจำป็น (necessary condition) ก็จะอยู่ในรูปของเงื่อนไขที่เพียงพอ (sufficient condition) หรือถ้าไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนผสมของทั้งสองแบบ ดังนั้น ก่อนที่เราจะได้พิจารณาทฤษฎีความเป็นสาเหตุในแนวทางนี้ จึงควรทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขสองแบบโดยสังเขปเสียก่อน ความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไขที่เพียงพอนั้นแสดงได้ด้วยข้อความ ถ้าหาก ก แล้ว ก็จะ ข ในกรณีนี้ ก เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอของ ข กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเกิดขึ้นของ ก เพียงพอที่จะทำให้ ข เกิดขึ้นด้วย ส่วนความสัมพันธ์แบบเงื่อนไขที่จำเป็นนั้น แสดงได้ด้วยข้อความ ถ้าหากไม่ ก แล้ว ก็จะไม่ ข ในกรณีนี้ ก. จะถือเป็นเงื่นไขที่จำเป็นของ ข. กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ถ้า ก ไม่ได้เกิดขึ้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของเงื่อนไขที่เพียงพอก็คือ การถูกตัดคอเป็นเงื่อนไขที่เพียงพอของการเสียชีวิต แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็น เนื่องจากเราอาจเสียชีวิตได้โดยไม่ต้องถูกตัดคอ ส่วนตัวอย่างรูปธรรมของเงื่อนไขที่จำเป็นก็คือ การได้รับอ็อกซิเจนที่เพียงพอเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิต หากแต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ เพราะเรายังต้องการทั้งน้ำและอาหารที่เพียงพอด้วยจึงจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้

ต่อไปนี้เราจะเริ่มต้นพิจารณาลักษณะของการวิเคราะห์หรืออธิบายลดทอนมโนทัศน์ ความเป็นสาเหตุ ที่อาศัยความเข้าใจเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมาเป็นฐาน โดยจะเริ่มต้นจากคำนิยาม สาเหตุของฮูม ถ้าเรายังจำนิยามที่ให้ไว้โดยฮูมในตอนต้นของส่วนที่ 3 ได้ เราก็อาจจะเข้าใจการตีความมโนทัศน์ ความเป็นสาเหตุ ตามทฤษฎีเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอให้ง่ายที่สุดได้ว่า

ก เป็นสาเหตุของ ข หมายความว่า ข เกิดตาม ก มา และทุกครั้งที่สิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกับ ก เกิด สิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกับ ข จะเกิดขึ้นตามมาเสมอ

เราจะเห็นถึงความหละหลวมของความเข้าใจดังกล่าวนี้ได้เกือบจะทันที กล่าวคือ กลางคืนจะเกิดตามกลางวันเสมอ และกลางวันก็จะเกิดตามกลางคืนเสมอ แต่เราไม่อาจสรุปได้ว่ากลางวันเป็นสาเหตุของกลางคืนหรือไม่อาจจะสรุปในทางตรงกันข้าม นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกมากมายที่เกิดตามกันมาเสมอ แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุต่อกัน เช่น ทุกครั้งที่เราได้ยินฟ้าร้อง ความชื้นของอากาศในบริเวณนั้นจะเพิ่มสูงขึ้น (คือ ฝนกำลังจะตก) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ฟ้าร้องเป็นสาเหตุของสภาพความชื้นในอากาศ (หรือทำให้ฝนตก) ทั้งสองเหตุการณ์อาจจะมีสาเหตุร่วม (common cause) อันเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วเราคิดว่าเรื่องของสาเหตุจะต้องมีคุณลักษณะบางอย่างมากกว่าเป็นเพียงเรื่องของการเกิดควบคู่กันไปเสมอ และนี่เองที่อาจจะทำให้ฮูมสรุปว่าไม่มีความเป็นสาเหตุอยู่จริงๆ เพราะโดยประสบการณ์แล้ว เราไม่เคยรับรู้อะไรมากไปกว่าความสม่ำเสมอของการเกิดติดต่อกันดังกล่าว

ปัญหาอีกประการหนึ่งของทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นถัดกันอย่างสม่ำเสมอก็คือคำถามที่ว่าทำไมความเป็นสาเหตุนั้นจำเป็นจะต้องเป็นของเหตุการณ์ได้หลายเหตุการณ์ หรือประเภท (type) ของเหตุการณ์เท่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะพูดถึงความเป็นสาเหตุที่เป็นของเหตุการณ์เฉพาะเหตุการณ์หนึ่งเป็นกรณีเดียวเท่านั้น ที่เรียกว่า ความเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยว” (singular causality) ประเด็นความคิดที่แตกต่างกันนี้จะได้กล่าวถึงอีกครั้งในส่วนต่อๆ ไป

5.1 แนวคิดที่เข้าใจสาเหตุว่าเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่จำเป็น และเงื่อนไขที่เพียงพอ

ปัญหาซึ่งเกิดจากการมองทฤษฎีเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมออย่างง่ายเกินไปดังกล่าว ทำให้มีการพัฒนาวิธีเข้าใจเรื่องของสาเหตุว่าจะต้องเกี่ยวกับ สภาพความเป็นเงื่อนไข ในบางลักษณะของสิ่งที่อยู่ในความสัมพันธ์เชิงสาเหตุดังกล่าว กล่าวคือ ต้องพูดถึงเงื่อนไขที่จำเป็น (necessary condition) หรือ เงื่อนไขที่เพียงพอ (sufficient condition) ระหว่าง “สาเหตุ” และ “ผล” ด้วย การเข้าใจความเป็นสาเหตุที่นำเอาความคิดเรื่องลักษณะของการเป็นเงื่อนไขดังกล่าวนี้มาใช้ มุ่งหวังให้เราสามารถแยกแยะกรณีของความสัมพันธ์ก่อนหลังที่เป็นเรื่องของความเป็นสาเหตุ ออกจากกรณีของความสัมพันธ์ก่อนหลังอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของความเป็นสาเหตุได้ เช่น ก่อนหน้าที่ฝนจะตก จะพบเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นก่อนเสมอ จึงเป็นการยากที่จะใช้แต่การดูการเกิดขึ้นควบคู่กันสำหรับพิจารณาแยกแยะว่าในบรรดาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดก่อนเหล่านั้น มีเหตุการณ์ใดบ้างที่เป็นสาเหตุและเหตุการณ์ใดไม่ใช่

แนวคิดเชิงเงื่อนไขลักษณะนี้แนวแรกมองว่าสาเหตุเป็นสิ่ง จำเป็น ต่อการเกิดผลในสถานการณ์หนึ่งๆ ซึ่งเมื่อพิจารณารวมๆแล้วอาจจะเขียนเป็นรูปแบบออกมาได้ว่า

1) ก เป็นสาเหตุของ ข เมื่อและต่อเมื่อ (คือ เฉพาะในกรณีที่) ก และ ข เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (actual) และ ก จำเป็น ต่อการเกิด ข

ส่วนแนวที่สองนั้นเข้าใจว่าสาเหตุเป็นสิ่งที่ เพียงพอ ที่จะทำให้เกิดผล ซึ่งเมื่อพิจารณารวมๆแล้วอาจจะเขียนออกมาเป็นรูปแบบได้ว่า

2) ก เป็นสาเหตุของ ข เมื่อและต่อเมื่อ ก และ ข เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และ ก เพียงพอ ที่จะทำให้เกิด ข

อย่างไรก็ตาม การเข้าใจความเป็นสาเหตุโดยอาศัยความเป็นเงื่อนไขก็ยังประสบปัญหา ตัวอย่างปัญหาประการแรกก็คือ ในโลกที่มีกฎธรรมชาติตามแบบนิวตันนั้น สภาพของโลก ณ ช่วงเวลาใดๆก็แล้วแต่จะถือเป็นสภาพที่ทั้งจำเป็นและเพียงพอต่อสภาพของโลก ณ ช่วงเวลาอื่นด้วย ทั้งที่อยู่ก่อนหน้าและอยู่หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว แต่จะค่อนข้างประหลาดอยู่ทีเดียวที่เราจะคิดว่าเหตุการณ์ในปัจจุบันนั้น เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ในอดีตเมื่อร้อยหรือพันปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างปัญหาประการต่อมาก็คือปัญหาที่เรียกว่า การชิงเป็นสาเหตุก่อน” (causal preemption) ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ถ้า ก เป็นสาเหตุของ ข แต่ถ้า ก ไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ ค เป็นสาเหตุของ ข แทน ในกรณีนั้น ก ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการเกิด ข เนื่องจาก ข อาจจะเกิดขึ้นเพราะ ค ก็ได้ ปัญหาคือ จากกรณีดังกล่าวนั้น ถ้าเราคิดว่าสาเหตุนั้นอยู่ในรูปของเงื่อนไขจำเป็น เราจะต้องสรุปว่า ก ไม่ใช่สาเหตุของ ข ไปด้วย  ตัวอย่างทำนองเดียวกันนี้สามารถแสดงปัญหาของการเข้าใจสาเหตุว่าเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นได้อีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าในกรณีดังกล่าวนั้น ทั้ง ก และ ค ต่างเพียงพอที่จะทำให้เกิด ข ด้วยกันทั้งคู่แล้ว ก็จะทำให้หมายความด้วยว่า ไม่ว่า ก หรือ ค ก็ไม่จำเป็นต่อการเกิด ข ทั้งๆ ที่ทั้งคู่นั้นถือได้โดยทั่วไปว่าเป็นสาเหตุของ ข กรณีลักษณะนี้เรียกกันว่า การไม่อาจกำหนดลงไปได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ(causal overdetermination) เช่นตัวอย่างของลูกกระสุนปืนสองนัดที่ยิงตัดขั้วหัวใจพร้อมๆกัน กระสุนแต่ละนัดนั้นก็ เพียงพอ ที่จะทำให้คนคนหนึ่งตายได้ แต่เมื่อพิจารณาแยกกัน ไม่มีนัดใดที่จำเป็นต่อการตายของคนคนนั้น ซึ่งถ้าเราคิดว่าสาเหตุนั้นอยู่ในรูปของเงื่อนไขจำเป็น จะไม่มีกระสุนนัดใดที่เป็นสาเหตุของการตายเลย

ปัญหาในย่อหน้าที่ผ่านมานั้นอาจจะยังเกิดขึ้นได้อยู่ แม้ว่าเราจะเปลี่ยนมาเข้าใจว่าสาเหตุเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่เพียงพอแทน ตัวอย่างเช่น กระจกแก้วแผ่นหนึ่งแตกในขณะที่ได้รับความร้อน แต่ถ้าหากในขณะที่กำลังจะแตกด้วยความร้อนนั้น เกิดมีฆ้อนมาทุบ ปัญหาที่เราสามารถถามได้ก็คือ อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุของการที่กระจกแตก ความร้อน ฆ้อน หรือทั้งสองอย่าง หรือว่าไม่ใช่ทั้งคู่ โดยทั่วไปแล้ว แม้ว่าเราจะเข้าใจตรงกันว่าการได้รับความร้อนนั้นเพียงพอที่จะทำให้กระจกแตก แต่เราน่าจะตอบว่าความร้อนคงไม่ใช่สาเหตุ นั่นก็เพราะว่าในกรณีดังกล่าวถึงแม้กระจกไม่ได้รับความร้อน กระจกก็จะต้องแตกเพราะฆ้อนทุบอยู่ดี หรือในทางกลับกัน เราอาจจะพูดอย่างเดียวกันได้กับกรณีของฆ้อน กล่าวคือ ฆ้อนทุบไม่ได้เป็นสาเหตุให้กระจกแตก เนื่องจากถึงฆ้อนไม่ได้มาทุบ กระจกก็จะแตกอยู่ดีจากการที่ได้รับความร้อน ดังนั้น จึงทำให้เราต้องสรุปว่าความสัมพันธ์แบบเงื่อนไขที่เพียงพอนั้น ไม่เพียงพอเสียแล้วที่จะทำให้เราระบุได้ว่าเหตุการณ์ใดที่เกิดมีความเป็นสาเหตุ

นอกจากนี้  การเข้าใจว่าสาเหตุเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่เพียงพอก็อาจจะพบกับอีกปัญหา กล่าวคือ ในปัจจุบันมีความคิดที่ว่ากฎธรรมชาติอยู่ในรูปของความน่าจะเป็น (probability) หรือมีลักษณะเป็นเชิงสถิติ (statistic) มากกว่าจะเป็นไปในเชิงกฎหรือในเชิงนิยัตินิยม (deterministic) ในแง่นี้การเกิดขึ้นของเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะเพียงพอที่จะทำให้อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นด้วย เหตุการณ์นั้นเพียงแต่ทำให้โอกาสที่อีกเหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นมีมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ แนวการมองโลกว่าไม่ได้เป็นไปในแบบนิยัตินิยมดังกล่าวนี้จะพิจารณาอีกครั้งในส่วนที่อภิปรายเกี่ยวกับทฤษฎีความเป็นสาเหตุในเชิงความน่าจะเป็น (probabilistic theory of causation)

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาปัญหาเหล่านี้ จึงมีการพัฒนาความเข้าใจความเป็นสาเหตุในรูปเงื่อนไขที่จำเป็นและเพียงพอที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และขณะเดียวกัน ก็เป็นแนวทางที่อาศัยความเข้าใจเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นพื้นฐานด้วย แนวคิดดังกล่าวมองว่าความสัมพันธ์ของวัตถุต่างๆ ในเชิงสาเหตุอยู่ในเงื่อนไขที่เรียกว่า เงื่อนไข INUS” (INUS condition) ผู้เสนอคือ เจ. เอล. แม็คกี (J. L. Mackie)

5.2 ทฤษฎีความเป็นสาเหตุแบบเงื่อนไข INUS ของแม็คกี (Mackie)

INUS” มาจาก “Insufficient but Non-redundant parts of Unnecessary but Sufficient conditions” (“ส่วนที่ไม่เพียงพอแต่ก็ไม่ใช่ส่วนเกินของเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นแต่ก็เพียงพอ”) เราสามารถที่จะเข้าใจนิยามของความเป็นสาเหตุในรูปแบบเงื่อนไข INUS ได้ดังนี้

ก  เป็นสาเหตุของ ข เมื่อและต่อเมื่อ ก เป็นส่วนที่ไม่เพียงพอ (insufficient) แต่ก็ไม่ใช่ส่วนเกิน (non-redundant) ของเงื่อนไขที่โดยตัวของมันเองแล้วไม่จำเป็น (unnecessary)  แต่ก็เพียงพอ (sufficient) ที่จะทำให้เกิด ข ขึ้น

ตัวอย่างรูปธรรมของความเข้าใจความเป็นสาเหตุตามรูปแบบดังกล่าว เช่น ในกรณีที่แก๊สรั่วเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ ในกรณีดังกล่าวนั้นลำพังแต่ตัวเหตุการณ์แก๊สรั่วเองไม่จำเป็นหรือเพียงพอที่จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ เพราะเพลิงอาจจะไหม้โดยไม่ต้องมีแก๊สรั่ว หรือแก๊สอาจจะรั่วจริงโดยที่เพลิงไม่ไหม้ก็ได้ แต่ถ้าเราเข้าใจตามเงื่อนไข INUS แล้วเราจะเห็นได้ว่าแก๊สรั่วนั้นเป็นองค์ประกอบที่ไม่ใช่ส่วนเกิน กล่าวคือ ลำพังตัวแก๊สรั่วเองนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ เพราะจะต้องมีปัจจัยอื่นๆ (เช่น มีประกายไฟ ความร้อน วัสดุที่ติดไฟได้) ที่จะช่วยทำให้เพียงพอต่อการเกิดเพลิงไหม้ แต่สถานการณ์แวดล้อมทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็น เพราะเพลิงไหม้อาจจะเกิดขึ้นโดยเงื่อนไขแวดล้อมที่ต่างออกไปก็ได้ หากแต่เมื่อพิจารณาเฉพาะภายใต้เงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริงตามตัวอย่างดังกล่าวแล้ว เราจะต้องถือว่าแก๊สรั่วนั้นเป็นองค์ประกอบที่ไม่ใช่ส่วนเกิน เพราะเป็นส่วนสำคัญสำหรับการเกิดเพลิงไหม้ในสถานการณ์นั้น กล่าวคือ ถ้าแก๊สไม่รั่วเพลิง ก็จะไม่ไหม้

ปัญหาของการเข้าใจสาเหตุในรูปของเงื่อนไข INUS สามารถกล่าวได้คร่าวๆดังต่อไปนี้

ประการแรก เนื่องจากเงื่อนไขแบบ INUS พัฒนาขึ้นมาจากความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขที่จำเป็นและเงื่อนไขที่เพียงพอ โดยได้นำอาความเข้าใจในเงื่อนไขทั้งสองรูปแบบมาใช้สร้างตัวแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น กระนั้นก็ดี โดยพื้นฐานจริงๆ แล้ว การเข้าใจเงื่อนไข INUS อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นจากการต้องเข้าใจพื้นฐานทางมโนทัศน์เกี่ยวกับเงื่อนไขที่จำเป็นและที่เพียงพอเสียก่อน ดังนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาต่อความเข้าใจสาเหตุในแง่ของเงื่อนไขที่จำเป็นและที่พอเพียง ก็พิจารณาได้ว่าเป็นปัญหาของความเข้าใจแบบเงื่อนไข INUS ไปด้วยเช่นกัน

ประการที่สอง เราจะเห็นได้ว่าปัญหาประการแรกนั้นเกี่ยวพันกับการเลือกเข้าใจให้เหตุการณ์ที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุนั้นเป็นเป็นเงื่อนไขเพียงพอหรือเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขเพียงพอ ปัญหาคือเวลาเลือกที่จะเข้าใจดังกล่าวนั้น อะไรคือเกณฑ์สำหรับเลือก ทำไมเราจึงเลือกให้เหตุการณ์หนึ่งเป็นสาเหตุแทนที่จะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งในบรรดาเหตุการณ์อื่นๆ ที่ประกอบเป็นเงื่อนไขที่เพียงพอนั้น เช่น ในกรณีตัวอย่างข้างต้น ทำไมเราจึงไม่เลือกให้การเกิดประกายไฟเป็นสาเหตุแทนแก๊สรั่ว  

เกณฑ์ที่แม็คกีเสนอให้ใช้ก็คือให้พิจารณาว่าสถานการณ์ใดเป็นปกติและสถานการณ์ใดไม่เป็นปกติ ถ้าปกติก็ให้ถือว่าเป็นเงื่อนไขแวดล้อม ถ้าไม่ปกติก็ให้ถือว่าเป็นส่วนที่เป็นสาเหตุ เนื่องจากแก๊สรั่วเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปกติ เราจึงเข้าใจว่าแก๊สรั่วเป็นสาเหตุ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว เราจะเห็นว่าการจะเข้าใจว่าอะไรเป็นปกติหรือไม่ปกติ จำเป็นต้องอิงกับบริบทแวดล้อม (context) อย่างเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ ขึ้นอยู่กับว่าสถานที่ที่เกิดเพลิงไหม้ในตัวอย่างของเรานั้นคือที่ไหนและมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นอย่างไรด้วย เช่น ถ้าเกิดในบ้านที่หุงต้มอาหารอยู่เป็นประจำ ก็จะถือว่าแก๊สรั่วเป็นสาเหตุ แต่ถ้าไปเกิดในโรงงานซ่อมถังแก๊สจะต้องถือเอาประกายไฟเป็นสาเหตุแทน ดังนั้นปัจจัยที่เกี่ยวกับความสนใจ เป้าหมาย หรือความรู้ของมนุษย์ จึงเข้าไปเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องความเป็นสาเหตุอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถ้าพิจารณาจากประเด็นนี้จะต้องถือว่าเงื่อนไข INUS นั้นยังไม่สามารถจะสร้างความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุที่อยู่ในธรรมชาติภายนอกล้วนๆ ได้อย่างน่าพอใจนัก (Salmon, 2002: 26)

ดูเหมือนว่าแม็คกีเองจะตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามจะทำให้ความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกเข้าใจของมนุษย์ให้น้อยที่สุด โดยเสนอให้แจกแจง สาเหตุที่สมบูรณ์” (full cause) หรือชุดของเงื่อนไขเพียงพอที่เป็นไปได้ทั้งหมด ออกมาในรูปของ ข้อความสากลที่เว้นที่ไว้ให้เติมรายละเอียด” (gappy universal statement) แต่ปัญหาก็จะตามมาว่า ข้อความดังกล่าวนั้น ในเมื่อมันยังไม่ได้เติมให้สมบูรณ์ (และจริงๆแล้ว ก็เติมให้สมบูรณ์ไม่ได้ด้วย) ข้อความนี้จึงเป็นเพียงแค่ รูปแบบ ของข้อความ ไม่ใช่ข้อความจริงๆ และนี่ก็ไม่ได้ช่วยให้เราสามารถเข้าใจความเป็นสาเหตุที่ไม่ขึ้นกับการเลือกของมนุษย์อยู่ดี

ประการที่สาม ถึงแม้ว่าความเป็นสาเหตุตามเงื่อนไข INUS นั้นไม่ได้รับประกันว่าในทุกกรณีที่มีสาเหตุแบบหนึ่ง ผลอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นตามมาเสมอ เนื่องจากต้องขึ้นกับบริบทที่กำลังอ้างความเป็นสาเหตุนั้นอยู่ด้วย แต่ข้อเสนอให้แจกแจงชุดของสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมด ออกมาในรูปของสาเหตุที่สมบูรณ์นั้น แสดงให้เห็นว่าตามหลักการแล้ว สามารถที่จะมีชุดของงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ อย่างน้อยหนึ่งชุด ที่จะทำให้เกิดผลอันหนึ่งตามมาอย่างแน่นอน สิ่งนี้แสดงว่าความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุแบบเงื่อนไข INUS ยังเชื่อเรื่องของการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ (regularity) อยู่ ซึ่งเท่ากับมองว่าเรื่องของความเป็นสาเหตุแบบนิยัตินิยม ซึ่งขัดกับแนวคิดแบบอนิยัตินิยม (indeterminism) ที่เห็นว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์ทั้งหลายไม่ได้ถูกกำหนด (determined) ให้ต้องเกิดขึ้น หากอนิยัตินิยมจริง ชุดของเงื่อนไขเพียงพอที่ทำให้เกิดผลอย่างหนึ่งขึ้นเสมอก็ย่อมไม่อาจจะมีได้ (ดู Hitchcock, 2003) ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าสามารถท้าทายนิยัตินิยมได้เช่นนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าคำอธิบายความเป็นสาเหตุที่มีแนวคิดแบบนิยัตินิยมเป็นพื้นฐานก็ถูกท้าทายไปด้วย

แม็คกีเข้าใจความหมายของ เงื่อนไขที่จำเป็นและ เงื่อนไขที่เพียงพอในสองลักษณะด้วยกันคือ สำหรับการอ้างความเป็นสาเหตุด้วยข้อความที่พูดถึงสาเหตุแบบทั่วไป (general causal statement) แล้ว เขาจะเข้าใจเงื่อนไขทั้งสองในลักษณะที่อิงกับกฎ (nomological) แต่ถ้าเป็นเรื่องของข้อความที่พูดถึงสาเหตุเชิงเดี่ยว (singular causal statement) แล้ว เขาเสนอว่าควรมองข้อความดังกล่าวแบบ  ข้อความเชิงเงื่อนไขแบบปริกัลบมาลา (subjuctive conditional) ซึ่งก็คือเป็นแนวการอธิบายความเป็นสาเหตุแบบตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง (counterfactual theory of causation) ปัญหาต่างๆ ที่เราจะได้อภิปรายถึงในหัวข้อต่อไปที่เกี่ยวข้องกับแนวการอธิบายเช่นนี้ จึงอาจถือเป็นปัญหาของคำอธิบายความเป็นสาเหตุของแม็คกีได้ด้วย

5.3 ทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง

ดังที่ได้พิจารณาแล้ว คำจำกัดความของ “สาเหตุ” ส่วนหนึ่งที่ฮูมเสนอก็คือ ในกรณีที่ทั้ง ก และ ข ต่างเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว เรากล่าวได้ว่า ก  เป็นสาเหตุของ ข  เมื่อและต่อเมื่อ ข จะไม่เกิดขึ้น ถ้า ก ไม่เกิดขึ้น  เราเรียกรูปแบบเงื่อนไขในลักษณะนี้ว่าเป็น “ความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไขแบบสวนทางข้อเท็จจริง” และข้อความที่แสดงเงื่อนไขประเภทดังกล่าวนี้เรียกว่า “ข้อความแสดงเงื่อนไขแบบปริกัลบมาลา” ซึ่งต่างไปจาก “ข้อความแสดงเงื่อนไขแบบบอกเล่า” (indicative) ที่เราสามารถจะตัดสินลงไปได้ว่าจริงหรือเท็จโดยตัวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเอง เช่น ข้อความว่า ถ้าหากนายพลแพตตันไม่ได้นำกองทัพบุกเบอร์ลินจริง ก็ต้องมีคนอื่นนำทัพดังกล่าว เรารู้ว่าตามข้อเท็จจริงแล้วมีการนำทัพบุกเบอร์ลิน เราสามารถใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตัดสินได้ว่าข้อความดังกล่าวนี้จริง แต่สำหรับข้อความที่ว่า ถ้านายพลแพตตันไม่ได้ร่วมนำทัพบุกเบอร์ลินแล้ว สัมพันธมิตรจะไม่ชนะสงคราม เราจะตัดสินความจริงของข้อความนี้โดยใช้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะความจริงแล้วสัมพันธมิตรชนะสงคราม แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่สามารถจะตัดสินลงไปทีเดียวว่าข้อความดังกล่าวนั้นไม่จริง ข้อความประเภทหลังนี้เองที่เรียกว่าข้อความแสดงเงื่อนไขแบบปริกัลบมาลา

แทนที่จะอาศัยการอ้างกฎแบบในทฤษฎีเชิงการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เราสามารถใช้ข้อความแสดงเงื่อนไขแบบปริกัลบมาลาเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ จำเป็นต่อการเกิดหรือ เพียงพอให้เกิดที่มักใช้ในการให้คำจำกัดความเป็นได้ กล่าวคือ เราสามารถเข้าใจได้ว่า ก. เป็นเงื่อนไขจำเป็นของการเกิด ข. ในสถานการณ์หนึ่ง เมื่อและต่อเมื่อ ถ้า ก. ไม่เกิดขึ้นแล้ว ข. ก็จะไม่เกิดขึ้น (โดยที่ตามข้อเท็จจริงแล้วทั้ง ก. และ ข. เกิดขึ้นจริง) และเราสามารถเข้าใจได้ว่า ก. เป็นเงื่อนไขเพียงพอของการเกิด ข. ในสถานการณ์หนึ่ง เมื่อและต่อเมื่อ ถ้า ข. ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก. ก็จะไม่เกิดขึ้น (โดยที่ตามข้อเท็จจริงแล้วทั้ง ก. และ ข. เกิดขึ้น) ถ้าเข้าใจในลักษณะดังกล่าวนี้ได้ เราก็สามารถจะเข้าใจได้ว่าแก๊สรั่วเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ได้ ซึ่งหมายความอย่างเดียวกับเมื่อเราพูดว่า ถ้าแก๊สรั่วไม่เกิดขึ้นแล้ว เพลิงไหม้ก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย” (โดยที่ข้อเท็จจริงคือทั้งแก๊สรั่วและเพลิงไหม้นั้นเกิดขึ้นจริง) กล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวคิดที่เข้าใจความเป็นสาเหตุแบบนี้ เข้าใจว่าการเกิดเพลิงไหม้ (ผล) นั้นขึ้นกับการเกิดแก๊สรั่ว (สาเหตุ) ในแบบที่จะเข้าใจได้โดยการคิดถึงสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

นักปรัชญาคนสำคัญที่เสนอทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่อาศัยความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขที่สวนทางกับข้อเท็จจริงนี้อย่างเป็นหลักเป็นฐานเป็นคนแรกคือ เดวิด เค. ลูอิส (David K. Lewis) เขาวิเคราะห์ว่าความเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของการขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุ (causal dependence) กล่าวคือ เหตุการณ์ (event) ก เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ ข เมื่อและต่อเมื่อ มีชุดที่ต่อเนื่อง (chain) ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุ เชื่อมโยง ข ไว้กับ ก ลูอิสเข้าใจการขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุดังกล่าวในแบบเงื่อนไขที่สวนทางกับข้อเท็จจริง กล่าวคือ เหตุการณ์ ก จะขึ้นต่อเหตุการณ์ ข ในเชิงสาเหตุ เมื่อและต่อเมื่อ ถ้า ข ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก ก็จะไม่เกิดขึ้น (โดยที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว ก และ ข เกิดขึ้นจริง) (ดู Lewis, 1975) ถึงแม้ว่าตามการเข้าใจในลักษณะนี้ สิ่งที่เป็นสาเหตุไม่ได้เป็นเงื่อนไขจำเป็นของการเกิดผล แต่การที่ความสัมพันธ์ในลักษณะของการขึ้นต่อกันในเชิงสาเหตุ ก็ไม่ต่างจากการที่เหตุการณ์หนึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของอีกเหตุการณ์หนึ่ง(แม้จะเป็นในรูปของเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงก็ตาม) ดังนั้น ปัญหาที่แนวทางนี้ต้องเผชิญก็จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่จะพบในความเข้าใจความเป็นสาเหตุที่อิงกับความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขที่จำเป็น

ปัญหาที่ควรกล่าวถึงอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับแนวทางนี้ เป็นปัญหาที่มีความคล้ายคลึงกับปัญหาที่พบในแนวทางแบบเงื่อนไข INUS กล่าวคือ ปํญหาของการเข้าใจความเป็นสาเหตุที่อิงอยู่กับความเข้าใจในบริบทแวดล้อมมากเกินไป อย่างเช่นในข้อความ ถ้านายพลแพตตันไม่ได้ร่วมนำทัพบุกเบอร์ลินแล้ว สัมพันธมิตรจะไม่ชนะสงคราม การที่ผู้กล่าวข้อความดังกล่าวจะอ้างว่าข้อความนี้เป็นจริงได้ เขาจะต้องมีความเชื่ออันเป็นสมมติฐานบางประการไว้ก่อนแล้วพอสมควรทีเดียว อย่างน้อยก็ในเรื่องของความเกี่ยวพันกันของคุณสมบัติบางอย่างของกองทัพที่มีนายพลแพตตันนำ กับคุณสมบัติของกองทัพที่สามารถเอาชนะเยอรมันได้ ผลจากการมีสมมติฐานแวดล้อมหลายอย่างเช่นนี้ ทำให้เป็นเรื่องยากอย่างมากที่จะระบุลงไปให้แน่ชัดว่าเงื่อนไขใดที่จะนำมาตัดสินความจริงหรือเท็จของข้อความเชิงเงื่อนไขดังกล่าวได้ (Salmon, 2002: 27) หากมองอีกด้าน ก็จะเป็นไปได้ว่าเงื่อนไขแวดล้อมที่ผู้อ้างความเป็นสาเหตุด้วยวิธีนี้เข้าใจว่ามีอยู่นั้น อาจจะซับซ้อนน้อยเกินไป จนทำให้เงือนไขที่ยกมาอ้างความเป็นสาเหตุนั้นไม่จริง เช่น อันที่จริง นายพลแพตตันอาจจะตัดสินใจตามเสนาธิการที่ปราดเปรื่องนายหนึ่ง ในกรณีนี้ ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญให้สัมพันธมิตรชนะสงครามจริงๆ คือการตัดสินใจของเสนาธิการของนายพลแพตตัน ไม่ใช่ตัวนายพลแพตตัน มีหลายกรณีที่เราไม่อาจทราบเงื่อนไขที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้


6. ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่ไม่เชื่อเรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

เราได้พิจารณาแนวความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นสาเหตุที่ผูกพันอย่างใกล้ชิดกับมโนทัศน์เรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแนวทางเหล่านั้นคิดว่าเราจะต้องถือเอาความสัมพันธ์ที่ตายตัวในบางลักษณะมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุ แม้เรื่องความสัมพันธ์แบบเงื่อนไขเพียงพอก็ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ตายตัวอันหนึ่ง เนื่องจากถ้า ก เพียงพอให้เกิด ข ก็แสดงด้วยว่า ถ้า ก เกิดขึ้นแล้ว ข ต้อง เกิดขึ้นด้วย เราได้แสดงให้เห็นโดยสังเขปไปว่าแนวทางดังกล่าวมีปัญหาในความเข้าใจอยู่มากมาย แต่ระยะหลังมานี้มีแนวทางที่พยายามจะหนีออกจากการเข้าใจความเป็นสาเหตุว่าเป็นเรื่องของเงื่อนไขที่ตายตัว โดยพยายามจะอธิบายลดทอนความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุ ไปสู่สิ่งที่มีความตายตัวน้อยกว่าเงื่อนไขแบบดั้งเดิม หรืออธิบายลดทอนไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ได้อยู่ในรูปของเงื่อนไขใดๆ เลย หรือแม้กระทั่งเสนอแนวทางที่ไม่เชื่อว่าเราสามารถจะอธิบายมโนทัศน์ สาเหตุ ด้วยคำอธิบายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของความเป็นสาเหตุได้ ตลอดจนแนวทางที่เรียกร้องให้เราเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเสียใหม่ ซึ่งจะได้อภิปรายเป็นลำดับจากนี้ไป โดยจะเริ่มต้นที่แนวทางซึ่งเข้าใจความเป็นสาเหตุว่าเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น

6.1 ทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น

ทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น (probabilistic theory of causation) ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับลักษณะของกฎทางฟิสิกส์ในกลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) ที่เชื่อว่าสาเหตุไม่ใช่เรื่องของกระบวนการที่เป็นเชิงนิยัตินิยม (deterministic) ตัวอย่างหลักที่มักใช้สนับสนุนทฤษฎีความเป็นสาเหตุในลักษณะนี้ก็คือ ตัวอย่างของสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุ แต่จริงๆ แล้วสิ่งนั้น ไม่ได้จำเป็นหรือเพียงพอที่จะทำให้เกิดผลเสมอไป เช่น เราคิดง่ายๆ ว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด แต่ก็มีกรณีของคนที่เป็นมะเร็งปอดทั้งๆ ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ และมีหลายคนที่สูบบุหรี่แต่ไม่เป็นมะเร็งปอด ตัวอย่างเช่นนี้พบได้มากในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในระดับอนุภาค ในกรณีดังกล่าวเหล่านั้น สิ่งที่ถือเป็นผลไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องตามมาจากสิ่งที่เป็นสาเหตุอย่างเลี่ยงไม่ได้ แนวทางนี้จึงเห็นว่าควรเข้าใจว่า สาเหตุ นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ความน่าจะเป็นหรือโอกาสที่จะเกิดผลเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น (Hitchcock, 2003: 2)

หลักการทั่วไปของแนวทางดังกล่าวในการอ้างความเป็นสาเหตุแบบทั่วไป (general causality) ก็คือ การที่เหตุการณ์ประเภท A เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ประเภท B นั้นหมายความว่า A มีสหสัมพันธ์ในเชิงบวก (positively correlate) กับ B สหสัมพันธ์ดังกล่าวพิจารณาความน่าจะเป็นของการเกิด B โดยเปรียบเทียบว่าในกรณีที่มี A ความน่าจะเป็นดังกล่าวมีมากกว่ากรณีที่ไม่มี A หรือไม่ ถ้าใช่ ก็แปลว่าทั้งสองมีสหสัมพันธ์เชิง เราอาจจะแสดงความเข้าใจดังกล่าวออกมาในรูปแคลคูลัสของความน่าจะเป็นได้ดังนี้

P(B/A) > P(B/not-A)

เราสามารถปรับรูปแบบพื้นฐานของความเข้าใจความเป็นสาเหตุแบบนี้ ให้สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องสาเหตุได้ด้วยการเพิ่มเงื่อนไขเข้าไป ปัญหาสำคัญๆ ที่แนวทฤษฎีดังกล่าวต้องการแก้ใขได้แก่ ปัญหาที่เรียกว่า สหสัมพันธ์ปลอม” (spurious correlations) ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ B ดูเหมือนว่าจะมีสหสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อ A แต่จริงๆแล้วสหสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก C ซึ่งเป็นสาเหตุของทั้งคู่ (Hitchcock, 2003: 6-9.) หรือปัญหาเรื่องของความสมมาตรกัน (symmetry) ของปัจจัยที่เป็นสาเหตุกับที่เป็นผล เนื่องจากตามหลักการโดยทั่วไปของทฤษฎีความน่าจะเป็นแล้ว ถ้า P(B/A)>P(B/not-A) แล้ว เราสามารถจะสรุปได้ด้วยว่า P(A/B)>P(A/not-B) ด้วย ซึ่งจะทำให้ผลกลับกลายเป็นสาเหตุ (Hitchcock, 2003: 9-10) นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่สามารถสรุปได้กว้างๆ ดังนี้

ปัญหาแรกเกี่ยวกับความคิดที่ว่าเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุจะเพิ่มความน่าจะเป็นของผล มีตัวอย่างแย้งสองประการ ประการแรกคือพบว่ามีกรณีของสาเหตุที่ไม่ได้เพิ่มระดับความน่าจะเป็นของผล เช่น การตีลูกกอล์ฟที่ผิดพลาด แต่ลูกกอล์ฟเผอิญลงหลุมเนื่องจากลอยไปชนกับอะไรบางอย่าง โดยทั่วไป การตีผิดพลาดเป็นปัจจัยที่ลดระดับความเป็นไปได้ของการที่ลูกกอล์ฟจะลงหลุม แต่อย่างไรก็ตาม การตีพลาดครั้งนี้กลับเป็นสาเหตุของการที่ลูกกอล์ฟลงหลุม (Hitchcock, 2003: 17-18.) ทางออกจากปัญหาดังกล่าวทางหนึ่งก็คือให้พิจารณาสาเหตุนั้นโดยเปรียบเทียบกับทางเลือกที่เป็นไปได้อื่นๆ ถ้าเราเข้าใจระดับของความน่าจะเป็นในกรณีดังกล่าวว่ามีมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ ทางเลือกอื่นบางทางเลือก เช่น ระหว่างการตีพลาดกับการไม่ตีลูกกอล์ฟเลย เห็นได้ว่าทางเลือกแรกมีความน่าจะเป็นมากกว่าทางเลือกหลัง เนื่องจากหากไม่ตีลูกเลย ความน่าจะเป็นของการลงหลุมก็น่าจะเป็นศูนย์ ดังนั้น เราก็อาจจะเข้าใจได้ว่าการตีลูกกอล์ฟผิดพลาดในกรณีดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ลูกกอล์ฟลงหลุมได้อยู่

เราอาจเข้าใจตัวอย่างแย้งนี้ได้อีกแบบโดยมองในแง่ การชิงกันเป็นสาเหตุ ที่กล่าวถึงข้างต้น ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีโรคอยู่สองโรค คือ โรค ก และ โรค ข ซึ่งผู้ป่วยจะไม่สามารถเป็นพร้อมกันได้ โรค ก. ทำให้ความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตเป็น 0.1 ส่วนโรค ข. นั้นทำให้ความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.9 สมมติว่าบุคคลคนหนึ่งติดโรค ก ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาเสียชีวิต เราจะต้องถือว่าการติดโรค ก. ของบุคคล นั้นลดระดับของโอกาสที่เขาจะตายลง เพราะว่าถ้าเขาติดโรค ข แทนที่จะติดโรค ก ระดับความน่าจะเป็นที่เขาจะเสียชีวิตนั้นจะสูงกว่ามาก กรณีดังกล่าวจึงขัดแย้งกับความเข้าใจพื้นฐานของทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็นที่ว่าสาเหตุนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ระดับความน่าจะเป็นของผลเพิ่มสูงขึ้น (Tooley, 1999: 74) ทางออกจากปัญหาดังกล่าวทางหนึ่งคือให้เข้าใจการเพิ่มระดับความน่าจะเป็นว่ามีลักษณะเป็นเชิงส่งผ่าน (transitive) กล่าวคือ ถึงแม้ระดับของความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตจากโรค ก นั้นต่ำกว่าโรค ข มาก แต่เมื่อบุคคลจะติดโรคทั้งสองพร้อมกันไม่ได้ ข้อนี้ก็แปลว่าโอกาสที่บุคคลผู้นี้จะเสียชีวิตด้วยโรค ข นั้นไม่มีแล้ว ดังนั้น จะต้องถือว่าการติดโรค ก ของเขาเพิ่มระดับความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตให้มากขึ้น การส่งผ่านดังกล่าวก็คือการส่งผ่านระดับของความน่าจะเป็นจากการพิจารณาระดับหนึ่งไปสู่การพิจารณาอีกระดับหนึ่งนั่นเอง

ตัวอย่างแย้งประการที่สองคือกรณีที่สิ่งซึ่งเราไม่คิดว่าจะมีฐานะเป็นสาเหตุ แต่กลับสามารถยกระดับความน่าจะเป็นได้ เช่น มีคนสองคนยิงปืนไปที่เป้า ทั้งคู่มีโอกาสที่จะยิงถูกตรงเป้าพอๆ กัน ปรากฏว่าคนแรกยิงถูกแต่คนที่สองพลาด การที่คนที่สองยิงปืนออกไป ถึงแม้ไม่ถูกเป้า แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นที่เป้าจะถูกยิงให้มีมากกว่ากรณีที่เขาไม่ได้ยิง เราจะเห็นได้ว่าในกรณีดังกล่าว การยิงเป้าของคนที่สองเข้าเกณฑ์ที่จะเรียกได้ว่าเป็นสาเหตุของการที่เป้าถูกยิง แต่โดยทั่วไปแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าการยิงเป้าไม่ถูกจะเป็นสาเหตุของการที่เป้าถูกยิงเป็นแน่ ทางออกที่เป็นไปได้จากตัวอย่างแย้งดังกล่าวคือพิจารณาเงื่อนไขเพิ่มเติมอื่นๆ เกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางพื้นที่และเวลาระหว่างสาเหตุกับผล

6.2 ทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่มีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจเรื่องพลังในเชิงสาเหตุ

รอม ฮาร์เร (Rom Harré) และ ที. อี. แมดเดน (T.E. Madden) ได้เสนอแนวทางการเข้าใจความเป็นสาเหตุที่อิงอาศัยแนวคิดเรื่องพลังเชิงสาเหตุ (causal power) โดยนำเสนอทฤษฎีที่เรียกว่า ทฤษฎีความเป็นสาเหตุเชิงก่อเกิด” (a theory of generative causality) ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของทฤษฎีความเป็นสาเหตุที่อิงความสม่ำเสมอ เนื้อหาของทฤษฎีดังกล่าวพอจะสรุปได้ดังนี้ พลังเชิงสาเหตุไม่ใช่พลังที่ดำรงอยู่ในตัวมันเอง เราจะเข้าใจพลังดังกล่าวมาจากวัตถุที่มีพลัง (forceful objects) และถ้าความเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของวัตถุเหล่านี้ เราจึงเข้าใจได้ด้วยว่า ความเป็นสาเหตุ ที่มีการดำรงอยู่ของตนเองต่างหากจากสิ่งต่างๆในโลกนั้นไม่มีอยู่ มีแต่สิ่งต่างๆ ซึ่งสามารถกระทำอะไรเชิงสาเหตุได้ (causally active things) ความสัมพันธ์ที่สิ่งเหล่านั้นมีต่อกันในเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดผลบางอย่างคือสิ่งที่เรียกว่า กลไกเชิงก่อเกิด” (generative mechanism) ดังนั้น เราสามารถเข้าใจ “ก เป็นสาเหตุของ ข” ได้ว่า “ก ก่อให้เกิด ข” แต่ไม่ได้หมายความว่า “ก มี ข ติดตามมา” ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ได้หมายความว่า ก และ ข เกิดขึ้นร่วมกันอย่างที่ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ (โปรดดู Harre, 1983)

ฮาร์เรอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ตัวกระทำเชิงสาเหตุ” (causal agent) โดยเสนอว่าสิ่งที่ มีอยู่ (being) นั้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกเรียกว่า ตัวรับ” (patient) ซึ่งจะไม่กระทำการอะไรจนกว่าจะมีสิ่งอื่นมากระตุ้น อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ตัวกระทำ” (agent) ซึ่งพร้อมจะกระทำการบางอย่างในกรณีที่ปราศจากสิ่งที่มาเหนี่ยวรั้งไม่ให้กระทำ นอกจากนี้ ยังมีการเสริมคำอธิบายดังกล่าวด้วยมโนทัศน์เรื่อง คุณสมบัติในตัวเอง” (intrinsic property) อันได้แก่ คุณสมบัติที่สิ่งต่างๆ มีอยู่ในธรรมชาติของตัวมันเอง คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้สิ่งที่มีอยู่เป็นตัวรับหรือตัวกระทำนั่นเอง เหตุผลของคำอธิบายเสริมดังกล่าวก็เนื่องจากผู้ที่สนับสนุนแนวคิดแบบนี้บางคนเห็นว่ามโนทัศน์เบื้องต้นที่สำคัญ อันได้แก่ มโนทัศน์เรื่องความโน้มเอียงพื้นฐาน (disposition) ของสิ่งที่มีอยู่นั้น เป็นมโนทัศน์เดียวกันกับมโนทัศน์เรื่อง คุณสมบัติ” (property) ที่สิ่งต่างๆมี เพราะถ้าไม่เข้าใจแบบนี้ มโนทัศน์ คุณสมบัติจะไร้ความหมาย (Cartwright, 1999: 249) เพราะว่าเราไม่อาจเข้าใจได้ว่าสิ่งต่างๆมี คุณสมบัติไปเพื่ออะไร หากไม่คิดว่าคุณสมบัตินั้นๆ ทำให้สิ่งต่างๆ มีความโน้มเอียงที่จะ ทำ อะไรที่ต่างกันได้

ปัญหาหนึ่งของทฤษฎีนี้คือเรื่องความเกี่ยวพันกันของพลังในเชิงสาเหตุกับกฎเชิงสาเหตุ กล่าวคือ เราจะสามารถเข้าใจว่าวัตถุหนึ่งมีพลังก่อให้เกิดผลบางอย่างได้โดยไม่ต้องอ้างถึงกฎบางอย่างได้อย่างไร กล่าวคือ ในการอธิบายสาเหตุ ถ้าอ้างแต่คุณสมบัติแต่ไม่อ้างถึงกฎ ก็จะเกิดกรณีคล้ายตัวอย่างนี้ เช่น ถ้าเราต้องการคำอธิบายว่าทำไมฝิ่นทำให้ผู้เสพง่วงนอนและได้คำตอบว่าเนื่องจากฝิ่นมีคุณสมบัติที่สามารถทำให้ง่วงนอนได้ เราก็จะรู้ได้ทันทีว่าป็นคำอธิบายที่ไม่น่าพอใจ เนื่องจากไม่ได้บอกให้รู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นเลย เช่นกันถ้าถามว่าทำไมสิ่งนี้จึงก่อให้เกิดผลหนึ่งๆ และได้รับคำตอบว่าเนื่องจากสิ่งนั้นมีความสามารถก่อให้เกิดผลดังกล่าว ก็จะถือได้ว่าเราไม่ได้คำตอบอะไรเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่ทฤษฎีนี้จะต้องทำให้ได้ก็คือการให้คำอธิบายเกี่ยวกับตัวคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดผลดังกล่าวในลักษณะที่เลี่ยงปัญหานี้ได้ แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องไม่อาศัยความเข้าใจในเรื่องกฎเชิงสาเหตุด้วย มิฉะนั้น ทฤษฎีนี้ก็จะย้อนกลับไปอธิบายความเป็นสาเหตุโดยอ้างถึงความสม่ำเสมอและตายตัวในบางลักษณะ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ตัวทฤษฎีนี้เสนอขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงตั้งแต่ต้น

6.3 ทฤษฎีที่มองว่าความเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของกระบวนการ

นักปรัชญาอย่างเวสลี แซลมอน (Wesley Salmon) เห็นว่าโดยทั่วไปแล้ว เรามักเข้าใจว่าความเป็นสาเหตุนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่ของวัตถุที่เป็น สาเหตุ กับ ผล แซลมอนเรียกร้องให้ยกเลิกความเข้าใจในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากทำให้เราซึ่งรวมทั้งฮูมเองด้วย มุ่งหา ความเป็นสาเหตุ ที่อยู่ ในตัวของวัตถุเอง (in the objects) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหาได้ ในทำนองเดียวกัน แซลมอนเห็นว่าคนมักเข้าใจลักษณะของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยอิงกับความเข้าใจเรื่องความเป็นเงื่อนไขบางลักษณะ อย่างไรก็ตาม การมองหาความเป็นสาเหตุดังกล่าวมีปัญหา เนื่องจากทำให้การตัดสินและเข้าใจว่าอะไรเป็น สาเหตุนั้นต้องขึ้นอยู่กับบริบทเป็นสำคัญ (context-dependence) (Salmon, 2002: 37) [โปรดดูข้อวิจารณ์ที่มีต่อเงื่อนไข INUS ในส่วนที่ 5.2 ประกอบ] แซลมอนเสนอให้เรามองความเป็นสาเหตุใหม่ว่าเป็นเรื่องของกระบวนการ (process) บางอย่างที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ทั้งนี้ เราก็ยังสามารถเข้าใจความเป็นสาเหตุในแง่ของ เหตุ-กับ-ผล ได้อยู่ เพียงแต่ต้องมองว่าเป็นเรื่องของการที่กระบวนการเชิงสาเหตุ (causal process) สองกระบวนการหรือมากกว่านั้น เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หรือไม่ก็ต้องเป็นเรื่องของการที่เหตุการณ์สองเหตุการณ์เชื่อมโยงกันไว้ด้วยกระบวนการเชิงสาเหตุอีกกระบวนการหนึ่ง

เขามองว่า กระบวนการ คืออะไรก็ตามที่มีความสืบเนื่องในทางพื้นที่และเวลาในบางลักษณะ และเกือบทุกสิ่งสามารถจะมองได้ว่าเป็น กระบวนการ ทั้งสิ้น หลักการสำคัญคือ การแยกแยะ กระบวนการเชิงสาเหตุ ที่แท้จริงออกมาจากสิ่งที่เขาเรียกว่า กระบวนการเทียม” (pseudo-process) ความแตกต่างกันระหว่างกระบวนการสองประเภทก็คือ กระบวนการแบบแรกเป็นกระบวนที่มีการส่งผ่าน อิทธิพลในเชิงสาเหตุ (causal influence) หรือที่เขาเข้าใจและเรียกว่า ร่องรอย” (mark) ในทางกายภาพบางอย่าง ส่วนกระบวนการเทียมนั้น ไม่มีคุณลักษณะดังกล่าว (Salmon, 2002: 29) เขาให้ความหมายของการปฏิสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบดังกล่าวไว้ในลักษณะต่างๆ โดยอิงอยู่กับความเข้าใจพื้นฐานประการหนึ่งในทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า ปริมาณที่ธำรงไว้” (conserved quantities) โดยที่ปริมาณดังกล่าวสามารถเข้าใจว่ามีพื้นฐานอยู่บนสิ่งที่มีลักษณะเป็นมวล พลังงาน หรือ โมเมนตัม เป็นต้น ในที่สุดแล้วเขาได้เสนอความเข้าใจต่อการปฏิสัมพันธ์เชิงสาเหตุเอาไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่กระบวนการเกิดการบรรจบกัน (intersection) ก็จะมีการแลกเปลี่ยน (exchange) ปริมาณที่ธำรงไว้ระหว่างกัน การบรรจบกันดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการมีปฏิสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Salmon, 2003: 33)

แซลมอนเชื่อว่าการอธิบายดังกล่าวจะทำให้เราสามารถจะเข้าใจการเกิดขึ้นของความเป็นสาเหตุในสถานที่และเวลาใดๆ ได้อย่างเป็นวัตถุวิสัย โดยอาศัยการแจกแจงทุกกระบวนการเชิงสาเหตุและทุกปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในพื้นที่และเวลานั้นๆ ออกมาให้หมด ผลการแจกแจงคือเรื่องราวเชิงสาเหตุอย่างสมบูรณ์และสลับซับซ้อน แต่เราก็สามารถที่จะเลือกกล่าวถึงเฉพาะบางส่วนของเรื่องราวนั้นได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายเชิงปฏิบัติของเรา (Salmon, 2003: 35) ถ้าเรื่องราวส่วนที่เราเลือกสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ในบริบทหนึ่งๆ ได้อย่างน่าพอใจ เราก็สามารถอ้างว่ามันเป็น คำอธิบาย เชิงสาเหตุ (causal explanation) ที่เหมาะสมที่สุดของเหตุการณ์นั้นๆ ได้ (Salmon, 2003: 38)

6.4 ทฤษฎีความเป็นสาเหตุแบบสัจนิยม

เราสามารถเข้าใจแนวทางการอธิบายเรื่องความเป็นสาเหตุแบบสัจนิยมในแนวทางที่ไม่อิงกับมโนทัศน์เรื่องการเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอได้โดยเริ่มต้นจากการพิจารณางานของ จี. อี. เอ็ม. แอนสค็อมบ์ (G. E. M. Anscombe) เรื่อง Causality and Determination ซึ่งพยายามจะวิจารณ์การเชื่อมโยงมโนทัศน์เรื่องความเป็นสาเหตุเข้ากับเรื่องของความจำเป็น หรือความตายตัวอย่างสม่ำเสมอ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากงานของฮูม แอนสค็อมบ์ มองว่านักปรัชญาที่มีชื่อเสียงหลายคนภายหลังฮูมนั้น ดำเนินและพัฒนาความคิดของตนตามแนวทางของฮูม หรือถึงแม้ว่าจะโต้แย้งกับฮูม แต่ก็แทบจะไม่มีใครเลยที่ตั้งคำถามต่อการทำให้เรื่องความเป็นสาเหตุเป็นเรื่องของความสม่ำเสมออย่างจำเป็นดังกล่าว (Anscombe, 1981: 135) ตัวของแอนสค็อมบ์ เองนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบฮูม และเห็นว่าเราสามารถจะเห็นว่าความคิดดังกล่าวนั้นผิดได้ในทันที เพราะ

เป็นการง่ายกว่ามากที่จะสืบสาวจากผลทั้งหลายไปหาสาเหตุต่างๆ ด้วยความแน่นอนมากกว่าจะทำนายถึงผลต่างๆ จากสาเหตุทั้งหลาย เรามักจะรู้จักสาเหตุหนึ่งได้โดยไม่ต้องรู้ว่าจะยกให้เป็นหลักการทั่วไปที่ไม่มีข้อยกเว้นหรือที่มีความจำเป็นได้หรือไม่ (Anscombe, 1981: 135-136)

แอนสค็อมบ์กล่าวถึงกรณีต่างๆ ของการรู้ถึงสาเหตุ  เช่น เราบอกได้ว่าเราติดโรคมาจากไหน แม้แพทย์เองก็ไม่ได้รู้ถึงเงื่อนไขทั้งหมดที่จะส่งผลให้เราต้องติดโรคดังกล่าวแต่อย่างใด สิ่งที่แอนสค็อมบ์ เสนอในที่นี้คือความคิดที่ว่าสาระสำคัญของความเป็นสาเหตุอยู่ที่การสาวดึง (derivativeness) ผลมาจากสาเหตุ และเธอเห็นว่านี่เป็นองค์ประกอบหลักที่มีอยู่ร่วมกันในบรรดาความเป็นสาเหตุชนิดต่างๆ (Anscombe, 1981: 136.) นอกจากนี้ มีตัวอย่างที่ว่าเรายอมรับกันอยู่ทุกคนว่าความเป็นแม่ลูกทางกายภาพเป็นความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ เห็นได้ว่าการที่สาเหตุก่อให้เกิดผลในกรณีนี้เป็นเรื่องเชิงวัตถุ ดังนั้น ความจำเป็นและความเป็นสากล จึงสามารถนำมาวิเคราะห์ความเป็นสาเหตุในกรณีนี้ได้ ความเป็นสาเหตุจึงต้องแยกเป็นคนละเรื่องกับความจำเป็นและความเป็นสากล เราสามารถเข้าใจความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างสิ่งสองสิ่งได้ในรูปแบบของการสาวดึง A มาจาก B (A’s coming from B) โดยไม่ต้องอ้างไปถึงเรื่องความเป็นสากลของสิ่งที่อยู่ใน A และ B หรือ ความเป็นเงื่อนไขจำเป็นใดๆ ระหว่างทั้งสอง

นอกจากนั้น แอนสค็อมบ์ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์ความคิดที่ว่าเราไม่สามารถสังเกตการมีสาเหตุต่อกันใดๆ ได้ เธอเห็นว่าในภาษาของเรานั้น เราเรียนรู้ที่จะพูดและใช้มโนทัศน์เชิงสาเหตุมากมาย โดยอาศัยถ้อยคำแบบที่ใช้รายงานสิ่งที่สังเกตเห็น หรือไม่ก็อาศัยถ้อยคำที่แสดงสมมุติฐานเรื่องความเป็นสาเหตุ คำเหล่านั้นก็เช่น ดัน ถือ กิน ทำให้เปียก เผา ตี กันออกไป สร้าง หรือ ติดเชื้อ นี่เองที่จะตอบคำถามเราได้ว่าความรู้เบื้องแรกของความเป็นสาเหตุมาได้อย่างไร และเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมเราจะเพิ่มคำอีกคำคือ เป็นเหตุให้เกิดเข้าไปในภาษาที่เราใช้ไม่ได้ อีกประการหนึ่งที่แอนสค็อมบ์ ชวนให้เรามองเห็นก็คือ ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเข้าใจกฎธรรมชาติว่าจะต้องอยู่ในรูปของ จะเป็นอย่างนี้เสมอ ที่ว่าถ้ามี A แล้ว B จะตามมา แต่อาจจะมีกฎธรรมชาติในลักษณะเช่น จุดที่จะลุกเป็นไฟของวัตถุอย่างหนึ่งนั้นคือ…” ซึ่งจะเป็นคำอธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมเวลาจุดไม้ขีดแล้วมันจะติดไฟเป็นปกติ (Anscombe, 1981: 138)

อีกส่วนหนึ่งที่แอนสค็อมบ์ เสนอในงานชิ้นดังกล่าว คือการเชื่อมโยงระหว่างความเข้าใจความเป็นสาเหตุแบบที่เธอเสนอกับความเข้าใจเรื่องความเป็นนิยัตินิยม (determinism) ถ้าเข้าใจความเป็นสาเหตุแบบนี้ไม่ได้บังคับให้ต้องถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดมาล่วงหน้าโดยสาเหตุที่มาก่อน ก็จะช่วยให้ยอมรับหลายๆ ที่ทำให้ไม่ต้องยอมรับเรื่องการกำหนดมาก่อนและความสามารถในการทำนายผลล่วงหน้า สิ่งเหล่านั้นมี เช่น ปรากฏการณ์ของควอนตัมฟิสิกส์ที่เราไม่อาจควบคุมหรือรู้ถึงที่มาที่ไปได้ แรงในลักษณะต่างๆ (forces) ที่อาจจะเข้ามาแทรกแซง หรืออิสรภาพการตัดสินใจของมนุษย์ เป็นต้น

เราเข้าใจได้ว่าแอนสค็อมบ์ กำลังเสนอคำอธิบายความเป็นสาเหตุแบบ สาเหตุเชิงเดี่ยว” (singular cause) อันเป็นการมองความเป็นสาเหตุในฐานะที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเฉพาะในสถานการณ์เฉพาะหนึ่งๆ โดยไม่ยกเป็นหลักการทั่วไปว่าวัตถุอื่นๆ ในประเภทเดียวกันกับสิ่งเฉพาะเหล่านี้จะต้องมีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ ไม่ได้อ้างถึงความสม่ำเสมอแบบกฎธรรมชาติอย่างที่ผู้ที่เดินตามฮูม โดยทั่วไปกระทำกัน แนนซี คาร์ทไรต์ (Nancy Cartwright, 1999: 47-58) สนับสนุนความคิดเรื่องสาเหตุเชิงเดี่ยวโดยกล่าวว่าสาเหตุเชิงเดี่ยวดังกล่าวเป็นไปตามความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุแบบประสบการณ์นิยมในแนวทางแบบวิทยาศาสตร์ โดยเธอเสนอว่าแม้แต่ในการเข้าใจความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้วยสถิติที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปในปัจจุบันนั้น เมื่อวิเคราะห์กันให้ดีแล้ว ก็ยังประสบปัญหาที่จะแก้ไม่ตกถ้าไม่อาศัยคำอธิบายความเป็นสาเหตุแบบสาเหตุเชิงเดี่ยว เธอได้ยกตัวอย่างต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการศึกษาถึงสาเหตุเชิงเดี่ยวนั้น ไม่ได้เป็นของแปลกสำหรับวงการวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด ตัวอย่างสำคัญมีอยู่ในแบบการทดลองทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า การทดลองเที่ยวเดียว” (“one-shot” experiment) ซึ่งไม่ได้มีเรื่องสถิติเข้ามาเกี่ยวข้อง (Cartwright, 1999: 54) การทดลองดังกล่าวเป็นการทดลองเที่ยวเดียว โดยที่ผู้ทดลองจะต้องมีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับความเป็นสาเหตุในบางเรื่องอยู่ก่อนแล้ว และใช้ความรู้ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการหาข้อสรุปเชิงสาเหตุจากการทดลองนั้นอีกทีหนึ่ง ดังนั้น ความรู้เรื่องความเป็นสาเหตุที่ได้จากการทดลองนั้นมาจากความรู้เรื่องสาเหตุบางอย่างที่มีมาก่อนแล้ว  (ที่จริงอาจจะมองความรู้ดังกล่าวว่ามีฐานะเป็นสมมติฐานก็ได้) ทั้งนี้ โดยทั่วไป ความรู้ที่ว่าจะรวมถึงความรู้เรื่องสาเหตุเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากเครื่องมือต่างๆที่นำมาใช้ในการทดลองนั้นด้วย

 

อย่างน้อยสิ่งที่เราได้จากงานของคาร์ทไรต์ก็คือความเป็นไปได้หนึ่งของความพยายามที่จะบอกว่าการสังเกตความเป็นสาเหตุในสถานการณ์เฉพาะนั้นมีทางเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงไปตรงมาแบบที่แอนสค็อมบ์ บอกเราก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจก็คือคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของความรู้เรื่องความเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยวที่นักฟิสิกส์ผู้ทำการทดลองจะต้องมีอยู่ก่อนว่าได้มาได้อย่างไร และเมื่อพิจารณาถึงความคิดของแอนส์คอมบ์ที่ว่าการอธิบายความเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยวปรากฏในการใช้มโนทัศน์ต่างๆ เกี่ยวกับสาเหตุที่มีอยู่ในภาษาประจำวันของเราอยู่แล้ว ก็มีคำถามว่าความรู้ที่มีก่อนการทดลองนี้มีลักษณะร่วมกับการใช้มโนทัศน์เหล่านี้มากน้อยเพียงไร คำถามนี้ดูจะเป็นปัญหามากที่สุดของแนวคิดแบบนี้

มีปัญหาสำคัญอยู่ประการหนึ่งในคำอธิบายเรื่องความเป็นสาเหตุตามแบบของแอนสค็อมบ์ กล่าวคือ จริงๆแล้วคำอธิบายดังกล่าวได้เพิ่มเติมอะไรให้แก่ความเข้าใจเรื่องความเป็นสาเหตุมากขึ้นหรือไม่ ในท้ายที่สุด อาจก็จะต้องสรุปว่ามีมโนทัศน์พื้นฐาน (basic) เรื่องความสัมพันธ์เชิงสาเหตุบางอย่างที่เราจะต้องถือเอาไว้ก่อนโดยไม่นิยาม แอนสค็อมบ์ บอกอย่างชัดเจนว่า “…เราสามารถบอกได้ว่า ความเป็นสาเหตุนั้นเองเป็น สิ่งที่เพียงแต่เกิดขึ้นเท่านั้น (mere happening) มันยากที่จะอธิบายความคิดนี้ให้ชัดขึ้น” (Anscombe, 1981: 145) ส่วนคาร์ทไรต์เองก็ไม่ได้อธิบายว่าความรู้เกี่ยวกับสาเหตุเชิงเดี่ยวที่นักฟิสิกส์มีอยู่ก่อนหน้าและภายหลังจาก การทดลองเที่ยวเดียวนั้นได้มาอย่างไร และเราจะเข้าใจได้อย่างไรนอกบริบทของห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ไมเคิล ทูลี (Micheal Tooley) ซึ่งเป็นนักปรัชญาที่พยายามให้คำอธิบายความเป็นสาเหตุแบบเชิงเดี่ยวเช่นกัน ได้ปฏิเสธท่าทีของแอนสค็อมบ์ ที่ถือว่าความเป็นสาเหตุเป็นมโนทัศน์พื้นฐาน ซึ่งไม่ต้องนิยามหรืออธิบายด้วยความคิดอื่นใดอีก (โปรดดู Tooley, 1999) ทูลีให้เหตุผลว่าข้อที่ว่าบางสิ่งบางอย่างสามารถสังเกตได้โดยทั่วไปนั้น ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าสิ่งนั้นเป็นมโนทัศน์พื้นฐาน (Tooley, 1999: 465)

ทูลีได้วิจารณ์อีกข้อเสนอหนึ่งที่มองความเป็นสาเหตุแบบเชิงเดี่ยว แนวคิดดังกล่าวเสนอโดย ซี. เจ. ดูแคสซี (C. J. Ducasse) ความคิดโดยสังเขปของดูแคสซีมีดังนี้ สิ่งที่เรียกว่าเป็นสาเหตุของอีกวัตถุในสถานการณ์เฉพาะหนึ่งๆนั้น สังเกตได้จากความสัมพันธ์ที่สิ่งเหล่านั้นมีต่อกัน นั่นคือ ความสัมพันธ์จากความต่อเนื่องเชิงสถานที่และลำดับก่อนหลังเชิงเวลา สิ่งนี้สอดคล้องกับที่ฮูมยอมรับ คำอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถแสดงออกมาด้วยสูตรดังนี้ เมื่อวัตถุ C และวัตถุ K เปลี่ยนแปลง โดย C เปลี่ยนแปลงในเวลาและสถานที่ซึ่งยุติลง ณ ขณะเวลา I และบนพื้นผิว S และ K เปลี่ยนแปลงในเวลาและสถานที่ที่เริ่มต้นขึ้น ณ ขณะเวลา I บนพื้นผิว S ทั้งนี้ ต้องมีเงื่อนไขที่ว่าในเวลาและสถานที่ดังกล่าวนั้น ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นอีกนอกจาก C และ K (โปรดดู Ducasse, 1975)

ทูลีปฏิเสธข้อเสนอของดูแคสซี โดยยกตัวอย่างแย้งเรื่องการขว้างก้อนหินถูกกระจกแตกในขณะที่ลมพัดมากระทบกระจกด้วย ในกรณีดังกล่าว เราไม่สามารถอาศัยแนวอธิบายของดูแคสซีเพื่อชี้เฉพาะว่าก้อนหินเป็นสาเหตุให้กระจกแตก เนื่องจากขาดเงื่อนไขประการสุดท้ายไป นอกจากนั้น ทูลีชี้ว่าการวิเคราะห์ของดูแคสซีขาดความครอบคลุม เนื่องจากมีความเป็นสาเหตุที่ไม่มีการสัมผัสกันทางพื้นที่ เช่น กรณีที่เรียกว่า การกระทำจากระยะห่าง” (action at a distance) (Tooley, 1999: 465) ตัวอย่างหลักของการกรณีดังกล่าวก็คือการที่แรงโน้มถ่วงของโลก (gravity) สามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ ได้นั่นเอง

 

พุฒวิทย์ บุนนาค (ผู้เรียบเรียง)

เอกสารอ้างอิง

·

Anscombe, G. E. M. 1981. Causality and Determination. In G. E. M. Anscombe (ed.). Metaphysics and the Philosophy of Mind. Oxford: Blackwell.

·

Cartwright, Nancy. 1999. Causation. In Edward Craig. (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD- Rom Version 1.0].

·

---------. 2000. An Empiricist Defence of Singular Causes. In Roger Teichmann. (ed.). Logic, Cause and Action, pp. 47-58. Cambridge University Press.

·

Ducasse, C.J. 1975. The nature and the Observability of the Causal Relation. In Ernest Sosa. (ed.). Causation and Conditionals. Oxford: Oxford University Press.
· Harre, Rom. 1988. Our Knowledge of Causality. In G. H. R. Pakinson. (ed.). An Encyclopedia of Philosophy, pp. 301-326. London: Routledge.
· Hitchcock, Christopher. 2002. Probabilistic Causation. In Edward N. Zalta (ed.). Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/causation-probabilistic>
· Hume, David. 1739. A Treatise of Human Nature. L. A. Selby-Bigge (ed.). Oxford: Clarendon Press.
· Kant, Immanuel. 1781/1787. Critique of Pure Reason. Norman Kemp Smith (trans.). London: Macmillan.
· Lewis, David. 1975. Causation. In Ernest Sosa. (ed.). Causation and Conditionals. Oxford: Oxford University Press.
· Salmon, Wesley C. 2003. Causation. In Richard M. Gale. (ed.). The Blackwell Guide to Metaphysics. Oxford: Blackwell Publishing.
· Taylor, Richard. 1963. Causation. In Paul Edwards. (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan.
· Tooley, Micheal. 1999. The Nature of Causation: A Singularist Account. In Jaegwon Kim and Ernest Sosa. (eds.). Metaphysics: An Anthology. Oxford: Blackwell.



เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
 

·

Anscombe, G.E.M. 1971. Causality and Determination. Cambridge: Cambridge University Press. (งานชิ้นบุกเบิกในเรื่องการเป็นสาเหตุเชิงเดี่ยวและทัศนะสัจนิยมเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุ)

·

Dowe, P. 1992. Wesley Salmon’s Process Theory of Causality and Conserved Quantity Theory. Philosophy of Science 59: 195-216. (สำหรับผู้สนใจการเป็นสาเหตุเชิงกระบวนการ)

·

Harre, R. and Madden, T.E. 1975. Causal Powers. Oxford: Blackwell. (สำหรับผู้สนใจเรื่องพลังเชิงสาเหตุ)

·

Mackie, J. L. 1980. The Cement of the Universe: A Study of Causation. Oxford: Clarendon Press. (งานคลาสสิกที่เสนอทฤษฎีการเป็นสาเหตุแบบ INUS)

·

Salmon, W. 1984. Scientific Explanation and the Causal Structure of the World. Princeton, NJ: Princeton University Press. (สำหรับผู้สนใจเรื่องคำอธิบายเชิงสาเหตุและทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น)

·

Suppes, P. 1970. A Probabilistic Theory of Causality. Amsterdam: North Holland. (สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของทฤษฎีการเป็นสาเหตุเชิงความน่าจะเป็น)

·

Tooley, M. (ed.). 1993. Causation. Oxford: Oxford University Press. (หนังสือรวมบทความระดับคลาสสิกเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุ)


คำที่เกี่ยวข้อง

การเดินทางข้ามเวลา
Time Travel


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ