ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

ปรัชญาเทคโนโลยี
Philosophy of Technology

 

1. บทนำ
2. เทคโนโลยีคือวิทยาศาสตร์ประยุกต์?
3. เทคโนโลยีเป็นกลาง?
4. เทคโนโลยีกำหนดสังคม?
5. สรุป: อนาคตของปรัชญาเทคโนโลยี
เอกสารอ้างอิง
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
คำที่เกี่ยวข้อง

 

1. บทนำ

ปรัชญาเทคโนโลยี (philosophy of technology) หมายถึงการทำปรัชญาโดยมีเทคโนโลยีเป็นแกนของการพิเคราะห์พิจารณา นักปรัชญาเทคโนโลยีส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าปรัชญาเทคโนโลยีเป็นสาขาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นประมาณทศวรรษที่ผ่านมา ความเห็นพ้องนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับการกล่าวถึงเทคโนโลยีของนักปรัชญาที่ปรากฏมีมาตั้งแต่สมัยกรีกจนถึงยุคสมัยใหม่ ในการกล่าวถึงขอบเขตและกิจกรรมของปรัชญาเทคโนโลยีในเบื้องต้น ทั้งนี้ บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญาเทคโนโลยี (philosophy of technology) เป็นสำคัญ ซึ่งมีความแตกต่างจาก “ปรัชญาและเทคโนโลยี” (philosophy and technology) เนื้อหาในบทความนี้เป็นการพิจารณา 3 ประเด็นคำถามสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีคือวิทยาศาสตร์ประยุกต์หรือไม่ เทคโนโลยีเป็นกลางหรือไม่? และเทคโนโลยีกำหนดความเปลี่ยนแปลงของสังคมหรือไม่


2. เทคโนโลยีคือวิทยาศาสตร์ประยุกต์?

การทำความเข้าใจทางปรัชญาต่อเทคโนโลยีไม่อาจหลีกเลี่ยงความเห็นที่ไม่ตรงกันต่อนิยามของ เทคโนโลยี ซึ่งมีความหมายตั้งแต่สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ความสามารถเชิงทักษะของมนุษย์ ไปจนถึงกระบวนการทางสังคม อย่างไรก็ตาม ในนิยามที่หลากหลายเหล่านี้ มีการแบ่งแยกที่ชัดเจนอยู่สองประการ ได้แก่ มีการแบ่งแยกระหว่างวัตถุทางเทคโนโลยี (technological objects) กับวัตถุธรรมชาติ (natural objects) และ มีการแบ่งแยกเทคโนโลยีสมัยใหม่ออกจากเทคโนโลยีสมัยโบราณ

สำหรับการแบ่งแยกแบบแรกนั้น เป็นการแยกเทคโนโลยีในฐานะที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น (เครื่องมือ สารเคมี คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) ออกจากวัตถุอื่นๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (ก้อนหิน น้ำ ต้นไม้ ฯลฯ) แม้ว่าต่อมาพัฒนาการของเทคโนโลยีบางอย่างจะทำให้เส้นแบ่งที่ว่านี้ไม่มีความชัดเจน เช่น การโคลนนิ่ง หรือ การตัดต่อพันธุกรรม แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าการแบ่งแยกดังกล่าวยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และวัฒนธรรม ส่วนการแบ่งแยกเทคโนโลยีสมัยใหม่ออกจากเทคโนโลยีสมัยโบราณ มีสมมุติฐานว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีความโดดเด่นพิเศษ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็พัฒนาบนฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้ ดังนั้น จึงมีคุณลักษณะที่ต่างออกไปจากเทคโนโลยีโบราณ

ปัจจุบันแม้ว่าอิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และนักปรัชญาที่แสดงทัศนะเกี่ยวกับเทคโนโลยีเกือบทั้งหมด ต้องการพูดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยว่าการแบ่งแยกดังกล่าวจะกระทำได้อย่างชัดเจน หรือหากมีการแบ่งแยกเช่นนั้นได้ ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าเส้นขีดแบ่งจะอยู่ที่ความเข้าใจว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่คือวิทยาศาสตร์ประยุกต์ จริงอยู่ว่าหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมต่างๆที่ปรากฏเป็นรูปธรรม จะเป็นผลที่ได้จากความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เสมอไป เหตุผลแย้งตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มี เช่น ทฤษฏีวิทยาศาสตร์บางทฤษฏีเกิดทีหลังเทคโนโลยี ตัวอย่างคือกฎเทอร์โมไดนามิค ซึ่งเป็นทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาจากความพยายามศึกษาและทำความเข้าใจเครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งในขณะนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายแล้ว หรือความก้าวหน้าที่สูงกว่าทางทฤษฏีของวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้นำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนเสมอไป ตัวอย่างเช่นความก้าวหน้าของฟิสิกส์สมัยใหม่กับความพยายามประดิษฐ์คิดค้นระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทีมวิจัยระเบิดปรมาณูของพรรคนาซีไม่สามารถสร้างระเบิดปรมาณูได้สำเร็จ ทั้งๆที่มีเวอร์เนอร์ ไฮเซ็นเบิร์ก (Werner Heisenberg) หนึ่งในผู้คิดค้นทฤษฏีควอนตัมเป็นหัวหน้าทีมวิจัย เมื่อเทียบกับโครงการแมนฮัตตันของอเมริกาซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีความ ล้าหลัง ทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเยอรมัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าความสำเร็จหรือล้มเหลวของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มีปัจจัยเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนมากไปกว่าที่จะเอาความก้าวหน้าในทางทฤษฏีมาเป็นตัวชี้วัดตัดสิน

นักปรัชญามองว่า การทำความเข้าใจเชิงปรัชญา ต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อยู่ในบริบทและขอบเขตที่แตกต่างกัน หากเราขีดเส้นแบ่งระหว่างภาคทฤษฏี (theoria) กับภาคปฏิบัติ (praxis) ดอน ไอด์ (Ihde, 1993) กล่าวว่าการเปลี่ยนมุมมองมาให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างออกไป ไอด์มองว่าจริงๆแล้ววิทยาศาสตร์สมัยใหม่ต่างหากที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ด้วยเทคโนโลยี ประเด็นของไอด์ก็คือโลกหรือความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่โลกที่เราสามารถเห็นได้โดยตรง หากแต่เป็นสิ่งที่เห็นผ่าน เครื่องช่วย ซึ่งหากปราศจากเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้เราก็ไม่สามารถเห็นโลกหรือความเป็นจริงแบบนั้นได้ (หรืออาจเห็นว่าความเป็นจริงเป็นแบบอื่นๆ) ในแง่นี้สำหรับไอด์ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่มาก่อนเทคโนโลยี หากแต่เป็นเทคโนโลยีที่มาก่อนวิทยาศาสตร์หรือในอีกแง่หนึ่งนั้น วิทยาศาสตร์มีสถานะเพียง ความเป็นจริงที่ปรากฏผ่านเครื่องมือ หรือ “สัจนิยมเชิงเครื่องมือ” (instrumental realism) เท่านั้น ความเข้าใจในลักษณะนี้สอดรับกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ในทางสังคมวิทยา (sociology of science) ซึ่งพยายามแสดงให้เห็นว่าความเป็นจริงที่วิทยาศาสตร์บรรยายเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในห้องทดลองเท่านั้น ในกรณีนี้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาคือ “technoscience” ซึ่งค่อนข้างได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในสาขา “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษา” (Science and Technology Studies-STS)

ในบริบทของการทำปรัชญานั้น ความเข้าใจว่าเทคโนโลยีคือวิทยาศาสตร์ประยุกต์เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ปรากฏการณ์ทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ตกหล่นไปจากพื้นที่ของปรัชญา เราเห็นได้ว่าปรัชญาวิเคราะห์ (analytic philosophy) หรือปรัชญาแบบแองโกล-อเมริกัน (Anglo-American philosophy) มีท่าทีและการตอบสนองต่อวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุด ดังเห็นได้ว่าสมาคมปรัชญาวิทยาศาสตร์ในอเมริกาเหนือก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1934 อย่างไรก็ตาม ปรัชญาสายนี้กลับตอบสนองต่อบริบทเทคโนโลยีช้ากว่ามาก กล่าวคือ ชมรมปรัชญาและเทคโนโลยี (Society for Philosophy and Technology) ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 และยังไม่มี สมาคมปรัชญาเทคโนโลยี (Philosophy-of-Technology Association)

ไอด์มองว่าการทำปรัชญาแบบแองโกล-อเมริกันมีความโน้มเอียงในสองประเด็นใหญ่ๆ ประการแรก ความโน้มเอียงที่จะเน้นการทำปรัชญาในภาคทฤษฏี ในที่นี้การพิเคราะห์ทางปรัชญาต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อยู่ในระดับทฤษฏี จึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ก่อน ดังจะเห็นว่าวิทยาศาสตร์ในสายตาของนักปรัชญาปฎิฐานนิยม (positivists) คือวิทยาศาสตร์ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ประการที่สอง ความโน้มเอียงในการมองประวัติศาสตร์แบบจำกัด คือ เห็นว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือ ไฮ-เทค แตกต่างหรือแม้กระทั่ง ดีกว่า เทคโนโลยีสมัยโบราณ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นผลิตผลที่ได้มาจากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ความโน้มเอียงในลักษณะนี้นอกจากจะสะท้อนถึงการยอมรับความสำเร็จของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของนักปรัชญาวิเคราะห์ (อย่างน้อยในช่วงแรก) อยู่เป็นพื้นแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอันคับแคบต่อประวัติศาสตร์ของปรัชญาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย

ไอด์กล่าวถึงประวัติศาสตร์โดยสังเขปของปรัชญา วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี ซึ่งทำให้เราเห็นว่าพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามสิ่งนี้ ไม่ได้เดินคู่กันและเป็นเส้นทางเดียวกันตลอดประวัติศาสตร์ตะวันตก แรกสุดนั้นเราพบว่าขอบเขตของปรัชญายุคแรกเริ่ม (first philosophy) ในยุคก่อนโสคราตีสก็คือขอบเขตเดียวกันกับที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่สนใจ นั่นคือ ความเป็นจริงของโลกธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ปรัชญาก่อนโสคราตีสยังไม่นับเป็น วิทยาศาสตร์ เพราะเป็นเพียงการพิเคราะห์ด้วยความคิดมากกว่ากระบวนการทดลองที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือมาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ปรัชญาในเชิงมนุษยนิยม (humanistic philosophy)ในสายโสคราตีสเอง (ยกเว้น อริสโตเติล) ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความรู้จากประสบการณ์มากนัก ดังสะท้อนในการขีดเส้นแบ่งระหว่างความรู้ของนักโทษในถ้ำใต้ดิน (ประสบการณ์) กับ ความรู้แจ้งต่อความจริงของโลกภายนอกถ้ำ (เหตุผลและอัชฌัตติกฌาณ) ในนิทานอุปมาอุปมัยของเพลโต สิ่งที่น่าสังเกตก็คือในยุคคลาสิกของปรัชญา เราจะพบว่าไม่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ แม้นักปรัชญาอย่างเพลโต หรือ อริสโตเติล ก็พูดถึง “techne” อันหมายถึงทักษะ ความชำนาญด้านเครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างวัตถุบางอย่าง แต่ผลของการสร้างสรรค์เหล่านี้มีส่วนผสมผสานระหว่างงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ กล่าวคือ เป้าประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้กำหนดไว้ด้วยเกณฑ์ด้านสุนทรียศาสตร์ (aesthetics) มากกว่าเกณฑ์ด้านประโยชน์ใช้สอย (function) เช่น รูปแบบและโครงสร้างของวิหารของกรีกโบราณ กำหนดด้วยสัดส่วนทองคำมากกว่าความในการรับน้ำหนักของวัสดุที่ใช้ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังถือว่าความรู้ในลักษณะทักษะความชำนาญมีสถานะที่ต่ำกว่าความรู้แบบอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในทัศนคติที่ให้คุณค่าและราคากับงานที่ใช้สมองมากกว่างานที่ใช้ฝีมือแรงงาน ในเวลาต่อมา เมื่อพัฒนาการของปรัชญาเกิดขึ้นบนแกนของปรัชญามนุษยนิยมของโสคราตีส ปรัชญาจึงมีความโน้มเอียงที่จะให้ความสำคัญกับการพิเคราะห์มโนทัศน์เชิงนามธรรมในภาคทฤษฏี และมองข้ามการพิเคราะห์ในประเด็นเชิงรูปธรรมในภาคปฏิบัติไปโดยปริยาย

อริสโตเติล อาจเป็นนักปรัชญาในยุคคลาสิกที่ให้ความสำคัญกับโลกประสบการณ์และการทดลอง ภายใต้ชื่อ “meta-physics” หมายถึงสิ่งที่ตามมาหลัง “physics” (อำนาจของธรรมชาติ) รวมถึงอาจเป็นคนแรกๆ ที่ริเริ่มทำกิจกรรม วิทยาศาสตร์ คล้ายๆ กับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแต่ การทำปรัชญา ในลักษณะนี้ของเขาก็เหลือร่องรอยมาสู่ปัจจุบันเพียงเล็กน้อย ความเสื่อมถอยของอารยธรรมกรีกหลังสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ล่วงผ่านเข้าสู่ยุคเฮเลนนิสติกมาจนถึงความรุ่งเรืองและดับสูญของโรมัน ถือว่าเป็นยุคสมัยของ รอยต่อที่สาบสูญ (missing link) ทางปรัชญา แต่ขณะเดียวกันก็ปรากฏร่องรอยของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือห้องสมุดอเล็กซานเดรีย หลังการพ่ายแพ้ของมหาอาณาจักรโรมันต่อ คนเถื่อน ยุโรปก็ก้าวเข้าสู่ยุคมืด ปรัชญาคลาสิกที่เก็บรักษาเอาไว้ในโลกอิสลาม ก็ค่อยๆ ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นในยุคกลางเพื่อรับใช้เป้าประสงค์ทางศาสนาและถอยห่างออกจาก วิทยาศาสตร์ แต่ยุคกลางก็ถือได้ว่าเป็นยุคที่เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด สิ่งนี้เกิดจากการหยิบยืมและปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีต่างๆ ข้ามวัฒนธรรม สิ่งของต่างๆ ที่บรรดาผู้แสวงบุญ พ่อค้า นักรบ ได้เห็นจาก ที่อื่น ถูกนำเข้าและปรับให้ใช้ได้กับความต้องการของชาวยุโรป เช่น กังหันลมมีต้นแบบจากอินเดียและอิหร่าน วิหารโกธิคปรับปรุงมาจาก คานโค้ง (arch) ของตะวันออกกลาง เป็นต้น

ผ่านเข้าสู่สมัยฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม เราจะพบว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นในปรัชญาสาขาที่ชื่อว่า ปรัชญาธรรมชาติ (natural philosophy) ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์เหนือโลกทัศน์ของศาสนจักร ทำให้ปรัชญาสมัยใหม่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในฐานะฐานที่มาของความรู้ นอกเหนือจากฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) ซึ่งเห็นว่าควรเปลี่ยนวิทยาศาสตร์เชิงไตร่ตรอง (contemplative science) ให้เป็นวิทยาศาสตร์เชิงเครื่องมือและมุ่งเข้าควบคุมโลกภายนอก (instrumental and interventionist science) แล้ว นักปรัชญาส่วนใหญ่ ทั้งสายเหตุผลนิยมและประจักษ์นิยม ก็ยังคงทำกิจกรรมปรัชญาในภาคทฤษฏีตามขนบเดิม (tradition) ในช่วงเวลานี้ จะเห็นว่าปรัชญาและวิทยาศาสตร์เริ่มแยกกันทำกิจกรรมคนละแบบ ด้วยการช่วยเหลือของ เครื่องไม้เครื่องมือ บางอย่าง นักวิทยาศาสตร์อย่างกาลิเลโอได้แสดงให้เห็นความเป็นจริงใหม่ๆ ที่อยู่พ้นไปจากที่จะพบได้ผ่านการคิดวิเคราะห์โดยลำพัง ขณะที่นักปรัชญาก็เปลี่ยนจากผู้นำเสนอเกี่ยวกับความเป็นจริง อันได้แก่ ระบบอภิปรัชญา มาเป็นผู้วิเคราะห์และวิพากษ์การนำเสนอความจริงทางวิทยาศาสตร์แทน จนกระทั่งถึงยุคของคานต์ที่ อภิปรัชญา และ วิทยาศาสตร์ ซึ่งเคยเป็นเรื่องเดียวกันในสมัยอริสโตเติลมีเส้นขีดคั่นและขอบเขตของตัวเองที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน

ตามที่ปรากฎในทัศนะทางปรัชญาของเขาซึ่งถูกบดบังด้วยการทำปรัชญาในภาคทฤษฏีในยุคเดียวกันนั้น เบคอนพูดถึงวิทยาศาสตร์ที่มีเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือเป็นสื่อกลาง เขาพูดถึงอุปกรณ์เสริมที่ไม่เพียงช่วยในการรับรู้ของเราเท่านั้น แต่ยังทำให้สิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กลายเป็นสิ่งที่สามารถรับรู้ได้ ตัวอย่างรูปธรรมของสิ่งประดิษฐ์ที่เบคอนพูดถึง เช่น กล้องโทรทรรศน์ของกาลิเลโอที่นำไปสู่การค้นพบเชิงประจักษ์ ที่ยิ่งใหญ่ และนำไปสู่ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในเวลาต่อมา ณ.จุดที่วิทยาศาสตร์แยกตัวเองจากปรัชญาชัดเจนมากขึ้น เราจะพบว่าตัววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ซ้อนเหลื่อมและกลืนกันมากขึ้นด้วย การก่อตัวของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไปจนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการขบคิดทางปรัชญาในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิม ปรัชญาหันมาทำกิจกรรมเชิงวิพากษ์และให้ความสนใจกับประเด็นเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งมากขึ้นจนปรากฏ ปรัชญาแบบที่เรียกว่า “philosophy of…” ในที่สุด

ในยุโรปหลังยุคแห่งความรุ่งโรจน์ (Post-Enlightenment) นับจากข้อเสนอทางปรัชญาของคานต์เป็นต้นมา ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ล้วนส่งผลต่อระบบอภิปรัชญาใหญ่ๆ (นอกเหนือจากสำนักปรัชญาโรแมนติกในเยอรมัน) ไอด์มองว่าการกำเนิดขึ้นของปรัชญาปฏิฐานนิยม (positivism) ปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) และปฏิบัตินิยม (pragmatism) คือความพยายามของฝ่ายปรัชญาในการตอบสนองต่อความสำเร็จของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับการยอมรับความเสื่อมถอยของอภิปรัชญาในสมัยใหม่ จะเห็นว่าแม้การทำปรัชญาทั้งสามแนวทางจะคล้ายคลึงกันในประเด็นการปฏิเสธระบบอภิปรัชญา แต่มีเพียงปรัชญาปฏิฐานนิยมเท่านั้นที่ยังให้น้ำหนักอยู่กับภาคทฤษฏี (theoria) โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ ขณะที่ปรากฏการณ์วิทยาและปฏิบัตินิยม แม้จะมีข้อเสนอทางปรัชญาที่ต่างกัน แต่ก็นำเสนอมุมมองที่ให้ความสำคัญต่อภาคปฏิบัติ (praxis) และคงไม่ใช่ความบังเอิญที่ปรัชญาทั้งสองแนวทางนี้จะมองเห็นและให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ทางเทคโนโลยี ซึ่งอยู่ในบริบทภาคปฏิบัติได้ก่อน ดังที่ปรากฏในงานของไฮเดกเกอร์ (Heidegger) หรือ ดิวอี้ (Dewey)

ในแง่มุมข้างต้น ไอด์กล่าวว่าจริงๆแล้วรากฐานของปรัชญาเทคโนโลยีอาจสืบย้อนไปได้ถึง คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ความคิดปรัชญาสังคมของเขาเกี่ยวข้องกับปรัชญาเทคโนโลยีในสองประเด็น ประการแรก มาร์กซ์เป็นคนแรกที่กล่าวถึง “ปรัชญาการปฏิบัติ” (praxis philosophy) ที่ให้ความสำคัญต่อการกระทำหรือการปฏิบัติในฐานะที่เป็นเบ้าหลอมของความคิดหรือทฤษฏี ประการที่สอง มาร์กซ์ทำให้เห็นความสำคัญในทางรูปธรรม ของเทคโนโลยีในแง่ที่ว่าเทคโนโลยีคือรูปแบบการผลิตแบบหนึ่งในสังคม เป็นสิ่งที่มีพลังทางกายภาพ และพลังทางกายภาพที่ผันแปรไปตามรูปแบบการผลิตหรือเทคโนโลยีจะส่งผลที่แตกต่างกันต่อชีวิต ความเป็นอยู่และความคิดของผู้คนต่างกัน อย่างไรก็ตาม แม้มาร์กซ์จะทำให้เห็นว่ามีวิธีทำปรัชญาที่สามารถดึงเทคโนโลยีให้ออกมาสู่พื้นที่ของการพิเคราะห์ทางปรัชญาได้ แต่การเข้าใจเทคโนโลยีในแบบมาร์กซ์ก็ยังมีขอบเขตที่กว้างมากเกินไป อีกทั้งเทคโนโลยีก็ยังไม่ใช่แกนกลางของการทำปรัชญาโดยตัวของมันเอง

ถ้ามาร์กซ์คือนักปรัชญาคนแรกๆ ที่วางรากฐานให้กับปรัชญาเทคโนโลยี รากฐานที่ปรากฏในความคิดของมาร์กซ์ก็ปรากฏในสำนักทฤษฏีวิพากษ์ (critical theory) ที่เปลี่ยนจุดวิพากษ์จากสังคมทุนนิยมมาเป็นสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะในงานของ ฮาเบอร์มาส (Harbermas) และ มาร์คูเซ (Marcuse) ซึ่งไอด์มองว่าเป็น นักปรัชญาเทคโนโลยีรุ่นที่สอง ประเด็นที่น่าสนใจก็คือมาร์คูเซ่เป็นลูกศิษย์ของไฮเดกเกอร์ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ว่านี้ทำให้เราสืบสาวถึงพัฒนาการของการวิเคราะห์เทคโนโลยีในทางปรัชญาได้ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ของนักปรัชญาเทคโนโลยีในรุ่นที่สอง ก็ยังมีแกนกลางอยู่ที่การวิพากษ์ สังคม เทคโนโลยี มากกว่าที่จะวิพากษ์ตัวเทคโนโลยีโดยตรง และยังคงเป็นกิจกรรมทางปรัชญาที่อยู่นอกปรัชญาสายวิเคราะห์

จนถึงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 งานปรัชญาเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด (โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ) วารสาร Technology and Culture ซึ่งเป็นการรวมบทความที่พยายามสังเคราะห์ความคิดของ ดิวอี้, อิลลูล (Ellul) และ เดอร์บิน (Durbin) ปรากฏขึ้นในปี 1967 มิทชั่ม (Mitcham) และ แมคเคย์ (Mackey) เป็นบรรณาธิการหนังสือ Philosophy and Technology : Reading in The Philosophical Problems of Technology (1972) ที่รวมบทความและปัญหาปรัชญาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นเล่มแรกๆ ทั้งหมดนี้สอดรับกับการเปิดหลักสูตรสหวิชาในการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ สังคมในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือได้ว่าปรัชญาก็หันมาตระหนักถึงเทคโนโลยีในที่สุด

ในช่วงเวลาข้างต้นที่มีงานของ นักปรัชญาเทคโนโลยีรุ่นที่สาม ปรากฏขึ้นและเริ่มมีการพูดถึงปรัชญาเทคโนโลยีในฐานะสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญาควบคู่ไปกับปรัชญาแขนงอื่นๆเช่น ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ปรัชญาจิต ฯลฯ ตัวอย่างของงานที่สำคัญก็เช่น Autonomous Technology ของ วินเนอร์ (Winner, 1977) Technics and Praxis : Philosophy of Technology ของ ไอด์ (Idhe, 1981) Technology and the Character of Contemporary Life ของ บอร์กแมนน์ (Borgmann, 1984) Heidegger’s Confrontation with Modernity ของ ซิมเมอร์แมน (Zimmerman, 1990) John Dewey’s Pragmatic Technology ของ ฮิคแมน (Hickman, 1990) นอกจากนี้ ยังปรากฏงานปรัชญาที่วิเคราะห์ในประเด็นเฉพาะ เช่น การวิเคราะห์ต่อการประเมินเทคโนโลยีนิวเคลียร์ใน Nuclear Power and Public Policy ของ เชรเดอร์-เฟรเชตต์ (Shrader-Frechette, 1983) การวิเคราะห์ในตัวเทคโนโลยีเฉพาะ เช่น การวิพากษ์ปัญญาประดิษฐ์ใน What Computers Can’t Do: The Limits of Artificial Intelligence ของ ไดรย์ฟัส (Dreyfus, 1972) การวิพากษ์เทคโนโลยีจากมุมมองเฉพาะ เช่น มนุษย์กลในมุมมองสตรีนิยมใน Simians, Cyborgs and Woman: The Reinvention of Nature ของ ฮาราเวย์ (Haraway, 1985) รวมถึงการศึกษาเทคโนโลยีในทางสังคมในสายอุปโลกน์นิยม เช่น The Social Construction of Technological System: New Directions in Sociology and History of Technology ( W. F. Bijker, T. P. Hughes and T. J. Pinch, 1987) ตลอดไปจนถึงการปรากฏหนังสือปรัชญาเทคโนโลยี เบื้องต้น” ( introduction ) ขึ้น

แม้นักปรัชญาวิเคราะห์จะ เห็น ถึงประเด็นเชิงเทคโนโลยีแต่กิจกรรมของปรัชญาเทคโนโลยีก็ยังคงมีปัญหาอยู่สองประการนั่นคือ ประการแรก แนวทางของการทำปรัชญาเทคโนโลยียังมีความหลากหลาย ความหลากหลายนี้ครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นทางอภิปรัชญา เช่น อะไรคือ สารัตถะ (essence) ของเทคโนโลยี ประเด็นทางปรัชญาสังคม เช่น ผลกระทบที่เทคโนโลยีมีต่อสังคมในด้านต่างๆ ประเด็นทางจริยศาสตร์ของเทคโนโลยี ตลอดไปจนถึงเกณฑ์ในการประเมินเทคโนโลยีหนึ่งๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนในแง่ กรอบ ขอบเขต หรือ วิธี ที่นักปรัชญาจะถกเถียงหรือวิพากษ์ต่อกันดังที่ปรากฏในสาขาย่อยของปรัชญาในแขนงอื่นๆ ประการที่สอง ปรัชญาเป็นวิธีการที่จะช่วยในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์เทคโนโลยีหรือไม่ หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือสามารถมีปรัชญาเทคโนโลยีได้หรือไม่ สิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งประดิษฐ์หนึ่งๆ กับมิติอื่นๆที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในสังคม ซึ่งอาจเป็นไปได้ตั้งแต่ความเป็นอยู่และเป็นไปของผู้คนหรือสังคมทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม วิธีมองโลก วิธีคิด วิถีชีวิต หรืออาจหมายรวมไปถึงปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่นอกเหนือไปจากสังคมมนุษย์ เช่น สิ่งแวดล้อม เราจะเห็นว่าการหาเหตุผลสนับสนุนต่อการเปลี่ยนทฤษฏีวิทยาศาสตร์มีขอบเขตของการพิจารณาที่แคบกว่าการเข้าใจว่าทำไมสิ่งประดิษฐ์แบบหนึ่งจึงประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ในที่นี้เราจะพบว่าปรัชญาสามารถจัดการกับการพิจารณาทฤษฏีวิทยาศาสตร์หนึ่งๆในขอบเขตและกิจกรรมของตัวเองได้ แต่ลำพังปรัชญาจะสามารถพิเคราะห์ถึงความซับซ้อน และครอบคลุมขอบเขตที่กว้างขวางของการทำความเข้าใจปรากฏการณ์เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมหรือไม่นั้น ยังเป็นประเด็นที่สามารถตั้งคำถามได้


3. เทคโนโลยีเป็นกลาง?

การมองว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นผลมาจากความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้นจะนำไปสู่ความเข้าใจตามสามัญสำนึกว่าเทคโนโลยีนั้นมีคุณสมบัติที่เป็นกลางและปลอดค่านิยม (neutral and value-free) ความเข้าใจเช่นนี้จะเห็นได้จากคำกล่าวที่ว่าผลดีหรือร้ายของเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ในตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่คนที่นำไปใช้ ถ้าคนนั้นเป็นคนดีมีจริยธรรมเทคโนโลยีจะถูกใช้ไปในทางที่ดี แต่หากคนที่ใช้เป็นคนไม่ดี ผลที่ออกมาจะเลวร้ายไปด้วย ในด้านหนึ่งนั้น ข้อวิพากษ์ต่อความเข้าใจเช่นนี้ จะปรากฏในการแสดงให้เห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นกลางและพ่วงมาด้วยการให้คุณค่าบางแบบ ซึ่งเป็นข้อวิจารณ์ที่ปรากฏในปรัชญาวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาเทคโนโลยี (philosopher of technology) เห็นว่าหากเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่เกิดตามมาจากวิทยาศาสตร์อย่างจำเป็น การเห็นว่าเทคโนโลยีไม่เป็นกลางและพ่วงมาด้วยคุณค่าบางอย่างนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ในบริบทของการวิเคราะห์เทคโนโลยีเอง โดยเฉพาะวิวัฒนาการของเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด จากสนามเพลาะในช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปถึงระเบิดปรมาณูในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญที่ทำให้นักปรัชญาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาสังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตัวอย่างที่สำคัญของงานเหล่านี้ก็เช่น One Dimensional Man ของ มาร์คูเซ (1968) และ Toward a Rational Society ของ ฮาเบอร์มาส (1968)

มาร์คูเซกล่าวว่าภายใต้หน้ากากแห่งความเป็นกลางนั้น สังคมสมัยใหม่แฝงไว้ซึ่งอุดมการณ์แบบนิยมเทคโนโลยี (technocratic ideology) นั่นคือ ชัยชนะของการคิดเชิงคำนวณและการคิดเชิงเทคนิค ซึ่งทำให้การดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่เหลือเพียงมิติเดียว (one dimensional being) อุดมการณ์แบบนิยมเทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดอำนาจควบคุมในรูปแบบใหม่ หรือเป็นอำนาจทางการเมืองที่มีลักษณะของเผด็จการใหม่ ซึ่งเป็นเผด็จการโดยตัวระบบซึ่งสร้างและควบคุมความต้องการและแรงกระตุ้นอยู่เบื้องหลังหน้าฉากแห่งเสรีภาพและการแข่งขันเสรี สำหรับฮาเบอร์มาสเห็นว่า ชีวโลก (life-world) มีการแบ่งแยกระหว่างชีวโลกทางสังคม (social life-world) และชีวโลกเชิงเครื่องมือและเทคนิค (technical and instrumental life-world) ชีวโลกทางสังคมจะดูได้จากบรรทัดฐาน อัตวิสัยร่วมและภาษาปรกติที่มีในสังคม ซึ่งทำให้เราสามารถคาดหวังพฤติกรรมตอบสนองในสังคมว่าจะเป็นไปตามบทบาทและสถาบันทางสังคม ส่วนชีวโลกอย่างหลังนั้นคือความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วยภาษาเฉพาะที่ไม่ขึ้นกับบริบท และกฎเกณฑ์ทางเทคนิคๆ รวมถึงทักษะในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงชีวโลกของกลุ่มเฉพาะในสังคม ซึ่งเน้นถึงประสิทธิภาพที่สูงสุด แต่ในรูปแบบสังคมช่วงปลายยุคทุนนิยม มีการก่อตัวของจิตสำนึกแบบนิยมเทคโนโลยีและอำนาจของการผลิต ทำให้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเชิงเทคนิคกลายเป็นพื้นฐานของความถูกต้องไปในที่สุด

แม้ว่าทัศนะของมาร์คูเซและฮาเบอร์มาสจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกัน แต่ก็มีความเห็นพ้องอยู่สองประการ คือ ประการแรก เป็นข้อเสนอที่มีวางอยู่บนการวิพากษ์กระบวนการสู่ความเป็นสมัยใหม่ตามแนวทางของแม็กซ์ เวเบอร์ (Max Webber) ประการที่สอง เทคโนโลยีที่กล่าวถึงนั้น มีความหมายที่มากกว่าเครื่องไม้เครื่องมือหรือสิ่งประดิษฐ์ โดยกินความไปถึงระบบคิด อุดมการณ์และความเป็นเหตุผลของสังคมสมัยใหม่ด้วย จะเห็นว่าแม้ข้อเสนอของทั้งมาร์คูเซและฮาเบอร์มาสจะเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่และแม้ทั้งคู่จะมองว่าเทคโนโลยีมีคุณลักษณะบางอย่างที่สามารถครอบกลืนระบบคุณค่าอื่นในสังคมได้ แต่แกนกลางของการวิพากษ์ก็ยังอยู่ที่ลักษณะของสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่ มากกว่าที่จะเป็นลักษณะของเทคโนโลยีสมัยใหม่เอง

ด้วยเหตุนี้ อาจนับได้ว่าไฮเดกเกอร์ (1966) เป็น นักปรัชญาเทคโนโลยี อย่างจริงจังคนแรกๆ นั่นเพราะการปฏิเสธความเป็นกลางของเทคโนโลยีตามที่ไฮเดกเกอร์กล่าวไว้นั้น บ่งชี้ถึงลักษณะอันเป็นสาระสำคัญหรือ สารัตถะ" (essence) ของเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยตัวมันเองด้วย จากแง่มุมของสำนักปรากฏการณ์วิทยาไฮเด็กเดอร์กล่าวว่าความสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานระหว่างมนุษย์กับโลกหรือสภาพแวดล้อมในประสบการณ์ของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual relation) แต่เป็นความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติ (praxical relation) ของการกระทำซึ่งปรากฏให้เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ค้อน ช่างทำรองเท้าจะหยิบค้อนขึ้นมาตามบริบทการใช้งานแบบหนึ่ง ในที่นี้ ค้อนจะมีตำแหน่งแห่งที่ในบริบทนั้นโดยอิงกับสิ่งอื่นๆเช่น ตะปู รองเท้า และการผลิตรองเท้า ในที่นี้ ค้อนที่นำมาใช้จะไม่ใช่ แค่-สิ่ง-ของ (object-as-such) อีกทั้งการใช้ค้อนก็สัมพันธ์กับความรู้เฉพาะในเชิงปฏิบัติแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ความรู้เชิงมโนทัศน์ แต่เป็นความรู้จากการกระทำ ครั้นเมื่อเรารู้วิธีใช้และเรียนรู้ที่จะใช้งานค้อนได้จริง เมื่อนั้นค้อนก็จะกลายเป็นเพียงสิ่งของและกลายเป็นเครื่องมือ (mean) ไปในที่สุด

จะเห็นว่าไฮเดกเกอร์ไม่เพียงไม่เห็นด้วยกับการนิยามเทคโนโลยีในเชิงเครื่องมือเท่านั้น แต่เขายังมองว่าเทคโนโลยีมีลักษณะสำคัญบางประการอยู่ในตัวมันเองด้วย ในกรณีของค้อน เราจะพบว่าสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเครื่องมือ (ค้อน) มีนัยถึง เนื้องาน (work project) แบบหนึ่ง และเนื้องานดังกล่าวก็มีนัย โลก หรือ สภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ถ้วยชาโบราณที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่นแม้จะเก็บความร้อนได้ไม่เท่ากับถ้วยโฟมสมัยใหม่ แต่มันสะท้อนถึงความหมายทางสังคม (เช่น วิถีชีวิต และสุนทรียศาสตร์) ในประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ขณะที่ถ้วยโฟมสมัยใหม่ก็สะท้อนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสะท้อนในความหมายของสิ่งต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติทางสังคม เช่น มนุษย์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีพฤติกรรมเชิงรุกและก้าวร้าวขึ้น (ใช้เสร็จแล้วโยนทิ้ง) เป็นต้น

สำหรับไฮเดกเกอร์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ (เช่น โรงไฟฟ้าริมแม่น้ำไรน์) จะทำให้เกิดการจัดระเบียบ (ordering) เช่น แม่น้ำไม่ได้มีความหมายแค่แม่น้ำอีกต่อไป แต่จะถูกแปรความหมายให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า ยิ่งไปกว่านั้น การจัดระเบียบเช่นนี้จะทำให้สิ่งต่างๆ (มนุษย์ ธรรมชาติ สิ่งของ) ดำรงอยู่เพื่อการจัดระเบียบต่อๆไปอีก ไฮเดกเกอร์เรียกความสัมพันธ์เช่นนี้ว่าการเป็นสิ่งที่ พร้อมจะถูกใช้ (standing reserve) ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสิ่งอื่น (subject-object relation) จะกลายเป็น ความสัมพันธ์ล้วนๆ (pure relation) และทั้งตัวเราและสิ่งอื่นก็กลายเป็นสิ่งที่พร้อมจะถูกใช้ ในแง่นี้ ตัววัตถุอาจจะกลายเป็นผู้กระทำ และตัวเราอาจกลายเป็น วัตถุ ที่ถูกกระทำได้เช่นกัน นักปรัชญาเทคโนโลยีในสำนักไฮเดกเกอร์อย่างไดรย์ฟัส (1995) ยกตัวอย่างว่า เครื่องบินอาจเข้าใจได้ว่าเป็นระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพในตัวของมันเอง ส่วนตัวผู้โดยสารอาจเป็นเพียง ทรัพยากร (resource) ที่เติมเครื่องบินให้เต็ม เป็นต้น จากข้างต้น สารัตถะ ของเทคโนโลยีในความคิดของไฮเดกเกอร์ก็คือ การปิดล้อม (enframed) สิ่งต่างๆเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่มากขึ้น และเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ก็เพียงเพื่อการมีประสิทธิภาพที่มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีกเท่านั้น หรือในพูดอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นก็คือเราวิ่งไล่ตามการพัฒนาและความเจริญต่างๆเพียงเพื่อตัวความเจริญเองและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไม่มีผู้ใดกำกับ หากแต่เป็นระบบนี้ที่ขับเคลื่อนการดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ รวมถึงตัวเราเองด้วย

การพิจารณาของไฮเดกเกอร์ ซึ่งมีแกนกลางของการวิเคราะห์อยู่ที่เทคโนโลยีโดยตัวมันเอง จะแตกต่างจากการวิเคราะห์ของมาร์คูเซหรือ ฮาเบอร์มาส ในแง่ที่ว่าไฮเดกเกอร์ไม่เพียงทำให้เทคโนโลยีที่เคยเป็น พื้นหลัง กลับขึ้นมาอยู่ที่ หน้าฉากของการวิเคราะห์เท่านั้น แต่ไฮเดกเกอร์ทำให้ทัศนะสารัตถะนิยมทางเทคโนโลยี (technological essentialism) สามารถโต้แย้งกับทัศนะเทคโนโลยีแบบเป็นกลาง (technological neutralism) ได้อย่างมีน้ำหนักอีกด้วย แต่ปัญหาใหญ่ที่ตามมาของทัศนะสารัตถะนิยมก็คือการตกไปสู่ทัศนะนิยัตินิยมทางเทคโนโลยี (technological determinism)

 
4. เทคโนโลยีกำหนดสังคม?

นิยัตินิยมทางเทคโนโลยี หรือ ความคิดที่ว่าเทคโนโลยีกำหนดความเปลี่ยนแปลงของสังคม แม้ในเชิงประวัติศาสตร์จะสืบสาวย้อนไปได้ถึงทัศนะของมาร์กซ์ (Heilbroner, 1994; Bimber, 1994) แต่ในเชิงมโนทัศน์นั้น มักเห็นกันว่าความคิดนี้มีความเชื่อมโยงกับทัศนะสารัตถะนิยมทางเทคโนโลยีอย่างจำเป็น เนื่องจากทัศนะหลังนี้มีแนวคิดเรื่อง การมีอำนาจในตัวเองของเทคโนโลยี (autonomous thesis) นอกจากจะเข้าใจ อำนาจ นี้ว่าเป็น สารัตถะ ของเทคโนโลยี แล้วยังเข้าใจอีกว่าเป็น อำนาจเชิงสาเหตุ (causal power) ที่เทคโนโลยีมีต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปด้วย

อิลลูล (1964; 1983) เป็นนักปรัชญาที่มองสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าตกอยู่ภายใต้การกำหนดของเทคโนโลยี เขาเสนอทัศนะเรื่องการมีอำนาจในตัวเองของเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับนักปรัชญาเทคโนโลยีในรุ่นสองคนอื่นๆ การมุ่งประเด็นวิเคราะห์ตัวสังคมสมัยใหม่ทำให้ความเข้าใจเทคโนโลยีของอิลลูลมีแกนกลางอยู่ที่อำนาจของเทคโนโลยีในสังคมสมัยใหม่ที่เขาเรียกว่า “ระเบียบทางเทคโนโลยี” หรือ กรรมวิธีทางเทคนิค (technological order หรือ Technique)

อิลลูลมองว่าสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่ในการควบคุมของ กฎคล้ายๆกับ กฎธรรมชาติ เช่น กฎแรงโน้มถ่วง หรือ กฎทางพันธุศาสตร์ (DNA) กล่าวคือ ทุกๆเหตุการณ์หรือการกระทำในสังคมเทคโนโลยี ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้ กรรมวิธีทางเทคนิค อันหมายถึงวิธีการที่มีเหตุผลเพื่อนำสู่ประสิทธิภาพสูงสุดในกิจกรรมทุกด้านของมนุษย์ (Ellul, 1964) ประเด็นสำคัญก็คือเมื่อกล่าวถึง กรรมวิธีทางเทคนิค อิลลูลไม่ได้หมายถึง ตรรกะของความมีประสิทธิภาพ เฉพาะที่อยู่ในตัวเทคโนโลยีเท่านั้น (เช่น คำแนะนำหรือคู่มือที่จะทำให้ใช้สิ่งประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด) แต่รวมความไปถึงวิธีคิดของทุกคนในสังคมที่เกี่ยวกับการจัดการสิ่งต่างๆในสังคมด้วย

อิลลูลกล่าวถึง กรรมวิธีทางเทคนิค ในลักษณะของสภาพแวดล้อมใหม่ (new milieu) ซึ่งมนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อการดำรงอยู่ สภาพแวดล้อมใหม่ในทางเทคนิค (new technical milieu) ที่ว่านี้มีคุณลักษณะ (ก) เป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น (ข) เป็นสิ่งที่มีอำนาจในตัวเอง (autonomous) เมื่อเทียบกับระบบคุณค่า ระบบมโนทัศน์ และรัฐ (ค) เป็นสิ่งที่กำหนดตัวเอง (self-determining) อิลลูลกล่าวว่ากรรมวิธีทางเทคนิคเป็นการจัดองค์การแบบปิด (closed organization) จึงเป็นอิสระจากการแทรกแซงของมนุษย์ทุกรูปแบบ (ง) เป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นในลักษณะของความก้าวหน้า (progress) ซึ่งมีอำนาจเชิงสาเหตุ หากแต่ไม่นำไปสู่เป้าหมายใดๆ ของมนุษย์ (จ) เป็นสิ่งที่เป็นรูปเป็นร่างด้วยการเพิ่มพูนของกรรมวิธี (accumulation of means) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเป้าหมาย (ฉ) ทุกๆส่วนในตัวมันมีนัยระหว่างกันในแง่ที่ว่าไม่สามารถแยกส่วนต่างๆ ออกจากกัน หรือไม่สามารถแยกปัญหาทางเทคนิคใดๆ ออกไปได้ต่างหาก (Ellul, 1983) กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือกรรมวิธีทางเทคนิคจะขึ้นอยู่กับตัวมันเองเท่านั้น หรือเป็นเป้าหมายในตัวเอง (end in itself)

สำหรับอิลลูลแล้วสารัตถะทางเทคโนโลยีและนิยัตินิยมทางเทคโนโลยี ถือได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทุกปรากฏการณ์ทางสังคมล้วนตกอยู่ใต้สภาวการณ์ของกรรมวิธีทางเทคนิค ในแง่นี้ เราไม่อาจกล่าวว่ากรรมวิธีทางเทคนิคคือปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม นั่นเพราะโลกและสังคม (การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม) ถูก นิยาม ผ่านความสัมพันธ์ที่มีกับสังคมเทคโนโลยีอยู่แล้ว นอกจากนี้ การจัดระบบระเบียบต่างๆ รวมถึงการจัดการทางจิตวิทยาสังคม ก็ล้วนอยู่ภายใต้และเป็นส่วนหนึ่งของกรรมวิธีทางเทคนิค เช่น การปกป้องและหลีกเลี่ยงอาการวิตกจริตและการทำให้เกิดความสุขขึ้นในสังคมเทคโนโลยี ก็คือ การปรับสภาพความเป็นมนุษย์ให้เข้ากันได้กับสภาพแวดล้อมเชิงเทคนิค ซึ่งเราจะพบว่าความคิดเห็น การตัดสิน ความเชื่อ และมายาคติของมนุษย์ล้วนถูกดัดแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างใหม่นี้ทั้งสิ้น สำหรับอิลลูลเป็นไปไม่ได้ที่จะมองว่าอาจมีกรรมวิธีทางเทคนิคบางอย่างที่ไม่มีผลต่อมนุษย์ หรือ มนุษย์พยายามที่จะคิดค้นหาวิธีที่จะเป็นนาย โดยที่สามารถเลือกกรรมวิธีทางเทคนิคที่จะนำไปสู่เป้าหมายของตัวเราเองได้ ดังนั้น สภาวะทางความคิดของมนุษย์สมัยใหม่ต่างถูกครอบด้วยคุณค่าทางเทคนิค (technical values) ซึ่งพวกเขาจะพบเป้าหมายของตนได้ในความก้าวหน้าและความสุขที่จะได้มาด้วยกรรมวิธีทางเทคนิค การเลือกของพวกเขารวมเข้าเป็นเรื่องเดียวกับกระบวนการทางเทคนิค....เมื่อกล่าวถึงการตัดสินและการเลือก พวกเขาไม่ได้มีสภาวะอิสระอย่างที่เคยมีมาแต่เดิมอีกต่อไป (Ellul, 1983)

วินเนอร์ (Winner, 1977; 1986) และ บอร์กแมนน์ (Borgmann, 1984) เป็นนักปรัชญาเทคโนโลยีในรุ่นต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มนักปรัชญาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก นักปรัชญารุ่นนี้พยายามหาเส้นแบ่งกั้นระหว่างสารัตถะนิยมทางเทคโนโลยีกับนิยัตินิยมทางเทคโนโลยี โดยทั้งคู่หันมาให้ความสนใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเทคโนโลยีร่วมสมัย

แม้ทัศนะของวินเนอร์จะสามารถจัดเป็นสารัตถะนิยมแนวอิลลูล (Ellulian essentialism) ได้ แต่ก็มีข้อแตกต่างระหว่างทั้งสองทัศนะอยู่พอสมควร กล่าวคือ วินเนอร์ไม่ได้มองภาพสังคมเทคโนโลยีในลักษณะเป็นเนื้อเดียวกันและมีระบบความสัมพันธ์ที่ตายตัว เขาให้ความสำคัญกับลักษณะที่แยกย่อยและมีความหลากหลายในสังคมเทคโนโลยี นอกจากนี้ วินเนอร์มองประเด็นเรื่องการถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีต่างออกไปจากอิลลูล กล่าวคือ เขามองว่าแนวคิดนิยัตินิยมทางเทคโนโลยียังเป็นมุมมองที่คับแคบและละเลยบางมิติที่เทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา ทั้งนี้ วินเนอร์ได้เสนอแนวคิดที่กว้างกว่า นั่นคือ “การเดินละเมอทางเทคโนโลยี” (technological somnambulism) ซึ่งเกี่ยวกับการที่รูปแบบการดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีอย่างไม่รู้ตัว เหมือนกับคนที่เดินไปขณะที่หลับอยู่ แนวคิดนี้มีนัยว่าเราควรตื่นขึ้นและพิจารณาอิทธิพลของเทคโนโลยีที่มีต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตของเราอย่างจริงจัง

วินเนอร์อธิบาย “การเดินละเมอทางเทคโนโลยี” ด้วยมโนทัศน์ เทคโนโลยีในฐานะรูปแบบของชีวิต (technologies as forms of life) ในด้านหนึ่ง วินเนอร์อุปมาอุปมัยการพัฒนาเทคโนโลยีกับมโนทัศน์ รูปแบบของชีวิต ของวิทเกนสไตน์ในแง่ที่ว่าการยอมรับเทคโนโลยีใหม่จะทำให้มีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมซึ่งอาจจะสะท้อนออกมาได้ในรูปของ เกมภาษา (language game) เช่น ความคิดของผมไม่ได้ถูก โปรแกรม มาให้เป็นแบบนี้ หรือ จิตของเราคือ คอมพิวเตอร์ชั้นดี ที่เรามี และ แม้ความเคยชินกับเทคโนโลยีจะทำให้นิยามของกิจกรรมแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไป แต่แนวโน้มในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ ก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ แปลกแยก กับเงื่อนไขของความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ รูปแบบของชีวิตที่เรามีอยู่ก่อนการปรากฏขึ้นของคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ คือสิ่งที่กำหนดความคาดหวังขณะที่เราใช้เครื่องมือเหล่านี้ เช่น การทำให้คอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์มีคุณลักษณะของมนุษย์มากขึ้น เช่น สามารถกล่าวคำทักทาย สวัสดี หรือมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้ใช้ได้ เป็นต้น

วินเนอร์ยืนยันเรื่องการมีอำนาจในตัวเองของเทคโนโลยีในระดับที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรมในชีวิตจริงมากกว่าอิลลูล แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือเขาได้เขียนบทความอันเป็นที่ถกเถียงกันมากเรื่อง “Do Artifacts Have Politics” วินเนอร์ยกตัวอย่างการออกแบบสะพานของ โรเบิร์ต โมเสส (Robert Moses) ในลอง ไอส์แลนด์ (Long Island) เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งประดิษฐ์มีการเมืองอยู่ในตัวมันเองกล่าวคือ (1) สะพานนี้ออกแบบให้มีความสูงน้อยซึ่งทำให้รถบัสหรือรถบรรทุกลอดผ่านไม่ได้ (2) ผู้ที่ใช้รถบัสหรือรถบรรทุกส่วนใหญ่คือประชากรชนชั้นล่างที่ไม่มีรถส่วนตัว (3) มีหลักฐานว่าโมเสส วิศวกรที่ออกแบบสะพาน เป็นคนที่มีทัศนะคติเหยียดสีผิว เช่น เขาเคยคัดค้านการขยายเส้นทางรถไฟสายลอง ไอส์แลนด์ ไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวของชนชั้นกลางอย่างชายหาดโจนส์ ประเด็นก็คือวินนเนอร์เห็นว่าหลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ชี้ว่าโมเสสเป็นผู้ใส่ การเมือง เข้าไปในการออกแบบสะพานเพื่อกีดกันชนชั้นล่างออกไปจาก ลอง ไอส์แลนด์ และในทางกลับกัน ก็เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษให้แก่ชนชั้นกลาง ในแง่นี้ ทำให้วินเนอร์ถูกวิจารณ์ว่าทัศนะของเขามีความคลุมเครือ เพราะแม้ในแง่หนึ่งนั้น เขาจะทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งดูเหมือนว่าสิ่งที่ว่านั้นไม่ได้มาจากตัวเทคโนโลยีเอง แต่มาจากตัวผู้สร้างเทคโนโลยี

สำหรับบอร์กแมนน์ (1984) เขายอมรับว่าเทคโนโลยีคือรูปแบบของชีวิต อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างระหว่างทัศนะของบอร์กแมนน์และวินเนอร์ ประการแรก อิทธิพลความคิดแบบไฮเดกเกอร์ทำให้บอร์กแมนน์เน้นถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม (traditional technology) กับ เทคโนโลยีสมัยใหม่ (modern technology) และอิทธิพลจากอริสโตเติลทำให้บอร์กแมนน์ให้ความสนใจกับประเด็นทางจริยศาสตร์ มากกว่าการให้น้ำหนักในประเด็นทางการเมือง สิ่งนี้ปรากฏชัดเจนเมื่อความคิดของบอร์กแมนน์วางอยู่บนบรรทัดฐานของการแสวงหา การมีชีวิตที่ดี (good life) ในบริบทของสังคมเทคโนโลยีร่วมสมัย

บอร์กแมนน์ยืนยันเรื่องมีอำนาจในตัวเองของเทคโนโลยี โดยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง สิ่งรวมศูนย์ (focal thing) กับ กระบวนทัศน์แบบเครื่องใช้ (device paradigm) ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบของความสัมพันธ์ที่ต่างกันของเทคโนโลยีสองรูปแบบว่า สิ่งรวมศูนย์ จะแสดงให้เห็นว่า (1) สิ่งของ (thing) ที่ไม่แยกออกจากบริบท ไม่แยกจาก โลก ที่มันดำรงอยู่ ซึ่งอาจรวมถึงมนุษย์ สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ หรือเครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ เช่น เตาผิงแยกไม่ได้จากกิจกรรมในบ้าน จากป่าที่เป็นแหล่งที่มาของฟืน และจากเครื่องมืออื่นๆ เช่น ขวาน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่นำไปใช้ตัดท่อนไม่มาทำฟืน เป็นต้น (2) สิ่งของทำหน้าที่มากกว่าประโยชน์ใช้สอยที่ตายตัว เช่น เตาผิงเป็นศูนย์กลางของบ้าน หรือเป็นสัญลักษณ์บางอย่างทางสังคมด้วย (3) การไม่แยกจากกันระหว่าง วิธี กับ เป้าหมาย การมีประสบการณ์กับสิ่งของนั้นจะต้องมีการเข้าร่วม ไม่ว่าจะด้วยกำลังกาย ทักษะฝีมือ หรือเข้าร่วมทางสังคมกับโลกของสิ่งของนั้นๆ เช่น ความต้องการใช้เตาผิงทำให้เราต้องเข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้มาทำฟืน เพราะฟืนคือที่มาของความร้อนที่จะได้จากเตาผิง หากไม่ทำหรือไปทำอย่างอื่นก็ไม่มีทางที่จะได้มาซึ่งความร้อนที่ต้องการได้ ในที่นี้กิจกรรมที่ต้องทำดูเหมือนจะเป็นภาระ แต่บอร์กแมนน์มองว่าภาระที่เกิดขึ้นนี้เป็น การปฏิบัติ (practice) ที่แยกไม่ได้และเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต เช่น การอยู่พร้อมหน้ากันของทุกคนในครอบครัวหน้าเตาผิงในเวลากลางคืนของหน้าหนาว ซึ่งอาจนำไปสู่กิจกรรมอื่นๆเช่นการเล่าเรื่องราว สนทนาระหว่างกันของสมาชิกทุกคนในครอบครัว เราจะมองได้ว่าเตาผิงไม่ใช่แค่สิ่งของที่มีประโยชน์ (useful thing) เท่านั้นแต่จะเป็นสิ่งของที่ดี (good thing) ด้วย

สำหรับ กระบวนทัศน์แบบเครื่องใช้ ประกอบด้วยความคิดที่ว่า (1) เครื่องใช้ (device) สามารถแยกออกได้จากบริบท เครื่องทำความร้อน ไม่มี โลก หรือบริบทของมันเอง มันเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์หรือเครื่องใช้ไม้สอยชิ้นหนึ่งท่ามกลางเครื่องใช้หลายๆชิ้นในบ้าน หากเราจะมองว่าการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ในฐานะ สินค้า” (commodity) แต่เครื่องมือเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างที่เตาผิงกับขวานมีต่อกัน (2) เครื่องมือมีประโยชน์ใช้สอยที่ตายตัว เช่น เครื่องทำความร้อน เป็น เครื่องใช้ ที่ทำหน้าที่ตามฟังก์ชั่นที่มันมี (3) การแยกจากกันระหว่าง วิธี กับ เป้าหมาย บอร์กแมนน์กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในสองลักษณะที่สำคัญคือ อย่างแรกสุด ในตัว เครื่องใช้ มีการซ่อนกลไกที่เป็น วิธี เอาไว้และแสดงให้เห็นเพียง เป้าหมาย ของเครื่องอำนวยความสะดวกชิ้นนั้นๆ อย่างเด่นชัด หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือเราจะเข้าใจเครื่องทำความร้อนในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่ให้ความร้อน โดยไม่ต้องสนใจว่ามันนำความร้อนมาให้ได้อย่างไรมากนัก สำหรับคนส่วนใหญ่จะเห็นเพียง เป้าหมาย" ของอุปกรณ์ เช่น เครื่องทำความร้อนมีไว้ ทำความร้อน รถยนต์มีไว้ ขับ โทรทัศน์มีไว้ ดู คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมีไว้ ส่งอีเมล์” “เล่น เอ็ม และ “เล่น Hi5” กล่าวโดยสรุปคือ เครื่องใช้ โน้มนำเราไปสู่ การบริโภค (consumption) เท่านั้น

บอร์กแมนน์มองว่าเครื่องใช้เหล่านี้เป็นเหมือนสิ่งที่ปลดภาระ (disburdening) ให้กับเรา การได้ความร้อนจากเครื่องทำความร้อนทำได้โดยเพียงแค่เดินไปกดปุ่ม ซึ่งดูผิวเผินเหมือนกับว่าเป็นการปลดภาระที่ต้องทำอย่างมากมายเมื่อเทียบกับความร้อนที่จะได้มาจากเตาผิง แต่มันก็นำตัวผู้ใช้ออกจากความสัมพันธ์ทางสังคมบางรูปแบบด้วย เช่น เครื่องใช้ในบ้านที่อำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้นจะทำให้ความสัมพันธ์แบบนาย-คนรับใช้หายไป เจ้านายในสมัยศักดินาไม่สามารถปลดภาระจากงานบ้านได้อย่างสมบูรณ์ เพราะคนรับใช้อาจจะทำงานไม่เรียบร้อย หรือไม่ก็ตัวเองอาจมีนิสัยจุกจิกจู้จี้ แต่ความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดนี้ แทบจะหายไปในกระบวนทัศน์ของ เครื่องใช้ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ก็คือมนุษย์ในสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่แยกสิ่งต่างๆ และสังคม เครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ทำให้เรามีความชำนาญหรือทักษะเพียงส่วนเสี้ยว และไม่มีความเชื่อมต่อกับบริบทที่กว้างกว่า ไม่ว่าจะในทางสังคมหรือในเชิงนิเวศน์ พูดง่ายๆ ก็คือ เครื่องทำความร้อน เป็นเพียง สิ่งที่มีประโยชน์ แต่ไม่เกื้อหนุนต่อการมี ชีวิตที่ดี แต่อย่างใด

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือนักปรัชญาเทคโนโลยีในฝ่ายสารัตถะนิยม แม้จะยอมรับหลักการมีอำนาจในตัวเองของเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยอมรับนิยัตินิยมทางเทคโนโลยีอย่างจำเป็น อย่างน้อยที่สุด พวกเขาพยายามบอกว่าเราไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างจำเป็น หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากการครอบงำของเทคโนโลยีได้

 

จากความคิดของไฮเดกเกอร์ที่มองว่าสิ่งที่คุกคามในบริบทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ใช่ ปัญหา เช่น าผลกระทบต่างๆ ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี หากแต่เป็น เงื่อนไข ทางภววิทยา (ontological condition ) ซึ่งหมายถึงการถูกจำกัดวิธีคิดในแง่ที่ว่า การคิดเชิงคำนวน...จะถูกยอมรับและปฏิบัติประหนึ่งว่าเป็นวิธีคิดเพียงวิธีเดียว ซึ่งการคุกคามในทางภววิทยานี้สะท้อนให้เห็นถึงระดับของความเข้าใจการดำรงอยู่ของมนุษย์ (understanding of being) และวิธีที่เราจะจัดการกับสิ่งต่างๆ ภายใต้ความเข้าใจเช่นนี้ (Dreyfus, 1995; Dreyfus and Spinosa, 1997) เราจะพบว่าทัศนะแบบไฮเดกเกอร์ เสนอว่าทางออกคือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือความเข้าใจให้พ้นจากการครอบงำของเทคโนโลยี ไฮเดกเกอร์ไม่ทั้งปฏิเสธหรือยอมรับเทคโนโลยีแต่เสนอให้เรามี ความสัมพันธที่เป็นอิสระ (free relation) กับเทคโนโลยี หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ เรายังคงใช้เครื่องมือต่างๆขณะที่มีความเข้าใจจริงต่อตัวเราเองด้วย (remain true to ourselves) ไดรย์ฟัสกล่าวว่าสำหรับไฮเดกเกอร์เทคโนโลยีคือ โชคชะตา (destiny) แต่ไม่ใช่ ชะตากรรม (fate) ของเรา ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงอยู่เชิงเทคโนโลยี(technological understanding of being) ซึ่งไฮเดกเกอร์ถือว่าเป็นความเข้าใจในการดำรงอยู่แบบล่าสุดของเรา เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับเพราะหากไม่มีสิ่งนี้ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆกับตัวเราในบริบทเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็จะไร้ความหมาย แต่เมื่อเรา ตระหนักรู้ เราก็จะมี ความกระจ่างทางเทคโนโลยี (technological clearing) นั่นคือ เมื่อเรา ได้รับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงอยู่เชิงเทคโนโลยีของเรา เราก็จะสามารถ ก้าวออกมา จากความเข้าใจนั้นโดยเห็นว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความหลงใหลในมนต์สะกดของเทคโนโลยี ไฮเดกเกอร์กล่าวว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ความเป็นจริง (transformation in our sense of reality) ที่จะเอาชนะความคิดเชิงคำนวณได้ เราจะหลุดออกไปจากความคิดที่จะควบคุมสิ่งต่างๆและพบว่าตัวเอง รายล้อม อยู่ด้วยสิ่งต่างๆ ในแง่นี้ สิ่งที่เคยรับรู้ว่าเป็นอันตราย เมื่อตระหนักว่ามันเป็นอันตราย มันก็จะกลายมาเป็นสิ่งที่ปกปักรักษาเรา ในทางรูปธรรม การมีความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระกับเทคโนโลยีก็คือการที่เรายอมให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น เช่นในกรณีของสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่วางโทรทัศน์และรูปเคารพเทพเจ้าอยู่บนหิ้งเดียวกัน เป็นต้น

ในส่วนของวินเนอร์ การหลุดพ้นออกจาก ความเคยชินกับเทคโนโลยี ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ  เพราะองค์ความรู้ในปัจจุบันที่เรามีไม่พอที่จะนำเราออกไปจากการเสพเทคโนโลยีจนเคยชินได้ ส่วนการย้อนกลับไปอยู่ในโลกแบบโบราณก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้สูญเสีย ความหมาย ของการดำรงอยู่แบบนั้นไปแล้ว วินเนอร์จึงเสนอ ญาณวิทยาแบบปฏิเสธเทคโนโลยี (Luddism Epistemology) กล่าวคือ เราต้องประมวลข้อมูลที่เป็นพื้นฐานให้กับการสร้างองค์ความรู้แบบทางเลือกขึ้นมาก่อน ที่มาของ ญาณวิทยาแบบปฏิเสธเทคโนโลยี มาจากความคิดพื้นฐานที่ว่า เทคโนโลยี...เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและสามารถที่จะถูกถอดรื้อ ต่อเติม หรือปรับปรุงได้ วินเนอร์ไม่ได้บอกว่าความคิดเช่นนี้คือทางออกของปัญหา แต่กล่าวว่ามันเป็นเพียง วิธีการค้นคว้า (method of inquiry) ประเด็นก็คือการครอบงำของเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นเมื่อเรากับเทคโนโลยีมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน (interconnected) แต่เมื่อไหร่ที่ไม่มีการเชื่อมต่อ (disconnected) หรือ ถอดปลั๊ก จากสิ่งต่างๆ เช่น เมื่อสิ่งประดิษฐ์ชำรุด หรือทดลองใช้ชีวิตที่ไม่พึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลักษณะของความเป็นเครื่องมือของตัวมันก็จะปรากฏขึ้น ซึ่งทำให้เรามีโอกาสในการเรียนรู้ที่จะกำหนดความสัมพันธ์แบบอื่นๆ ระหว่างตัวเรากับเทคโนโลยีขึ้นมาได้

ขณะที่บอร์กแมนน์มองว่าโลกสมัยใหม่และชีวิตในปัจจุบันของเราเป็นรูปเป็นร่าง (shaped) โดยเทคโนโลยีซึ่งมีรูปลักษณ์ของ กระบวนทัศน์แบบเครื่องใช้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่รูปแบบของความสัมพันธ์แบบเดียวที่มีอยู่ ข้อเสนอของเขาก็คือให้เราย้อนกลับไปพิจารณา สิ่งรวมศูนย์ และการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องที่เรียกว่า การปฏิบัติรวมศูนย์ (focal practice) ตัวอย่างของการปฏิบัติดังกล่าวก็เช่น วัฒนธรรมบนโต๊ะอาหาร (culture of the table) หรือการที่คนในบ้านร่วมกันทำอาหารเพื่อรับประทานซึ่ง ในการเตรียมอาหารเราจะสนุกไปกับภาระง่ายๆ อย่างการล้างผักหรือหั่นขนมปัง เราจะรู้สึกถึงพลังและน้ำใจจากการเชื้อเชิญให้ดื่มไวน์และขนมปังที่ทำเอง การได้เข้าร่วมในประสบการณ์เหล่านี้นำความสดชื่นมาให้มากกว่าการนั่งเฉยๆ และเฝ้าดูอยู่ในบ้านเพื่อรอคอยให้ใครนำเครื่องดื่มและอาหารว่างมาให้ การเผชิญกับสิ่งธรรมดาๆ เหล่านี้ทำให้รู้สึกถึงอิสระและความสดชื่น บอร์กแมนน์เชื่อว่าเป็นภาระของนักปรัชญา หรือจะกล่าวให้แคบลงก็คือเป็นภาระของนักปรัชญาเทคโนโลยีโดยตรงที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ก้าวพ้นออกมาจากกระบวนทัศน์แบบเครื่องใช้ในชีวิตร่วมสมัย

ข้อเสนอที่กล่าวมาข้างต้นก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่ให้คำตอบในเชิงปฏิบัติว่าเราควรหรือไม่ควรรับเทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ อย่างไร หรือในอีกแง่หนึ่ง ทัศนะสารัตถะนิยมไม่บอกว่าเราสามารถปรับหรือเปลี่ยนรูปแบบของเทคโนโลยีอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับเราได้หรือไม่ อย่างไร (Feenberg, 2000) แม้ทัศนะแบบสารัตถะนิยมพยายามหาทางออกจากปัญหาการถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องเผชิญข้อวิจารณ์ที่ท้าทายจากทัศนะแบบอุปโลกน์นิยมทางเทคโนโลยี (technological constructivism) ซึ่งพยายามเสนอข้อปฏิเสธต่อหลักการมีอำนาจในตัวเองของเทคโนโลยีโดยตรง หากข้อปฏิเสธนี้ถูกต้อง นั่นหมายความว่าการเข้าใจเทคโนโลยีว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจเชิงสาเหตุนั้น เป็นสิ่งที่สารัตถะนิยมเข้าใจผิดมาตั้งแต่ต้น ทัศนะอุปโลกน์นิยมอาจมีหลากหลายและแต่ละกลุ่มก็มีข้อเสนอที่ต่างกันโดยรายละเอียด แต่ความเห็นหลักของทัศนะนี้คือ การที่เทคโนโลยีเป็นผลของการสร้างความหมายทางสังคม (Social Construction of Technology-SCOT) ดังจะเห็นได้จากบทความชิ้นสำคัญของพินช์และบิจเคอร์ (Pinch and Bijker, 1987) ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจุดยืนอุปโลกน์นิยมทางเทคโนโลยี

ข้อเสนอของพินช์และบิจเคอร์พยายามเข้าใจปรากฏการณ์ทางเทคโนโลยีในสมัยใหม่ซึ่ง เป็นจริง มากขึ้นไม่ว่าจะในทางประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา หรือ ปรัชญาเทคโนโลยี ในฐานะนักสังคมวิทยาพวกเขาได้พัฒนาวิธีวิทยาที่จะเป็นกรอบให้แก่การศึกษาเทคโนโลยีในเชิงประจักษ์อีกด้วย โดยอาศัยวิธีวิทยาจากสังคมวิทยาของวิทยาศาสตร์ (sociology of science) เป็นพื้นฐาน

เมื่อเราเปลี่ยนจากการทำความเข้าใจ เทคโนโลยี ที่เป็นการพูดรวมๆ ไปเป็นการลงไปดูที่พัฒนาการของตัวสิ่งประดิษฐ์หนึ่งๆ อย่างที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงตามหลักสมมาตรเชิงวิธีวิทยา (methodological symmetry) โดยให้ความสำคัญกับรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จพอๆ กับสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เราจะพบว่าพัฒนาการดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะ (1) เป็นเส้นตรงเพียงเส้นเดียวที่ตายตัวและกขับเคลื่อนด้วยสารัตถะของเทคโนโลยี (เช่น ตรรกะของความมีประสิทธิภาพ ) หากแต่เต็มไปด้วยทางเลือกที่เป็นไปได้มากมาย และ (2) รูปแบบเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ คำอธิบาย พัฒนาการของสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ หากแต่เป็น สิ่งที่ต้องการคำอธิบาย

กรณีศึกษาเชิงประจักษ์สำคัญของทั้งคู่ก็คือการศึกษาพัฒนาการของจักรยานในยุคแรกๆ (Pinch and Bijker, 1987) ในขณะนั้น สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกกันว่าจักรยานมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ แบบที่มี ล้อเตี้ย ที่มีล้อหน้าและหลังเท่ากัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความปลอดภัยมากกว่า กับ จักรยานแบบ ล้อสูง ที่มีล้อหน้าใหญ่และมีล้อหลังเล็กๆ เพื่อช่วยในการทรงตัว แบบนี้เป็นจักรยานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในด้านความเร็ว ประเด็นก็คือจักรยานทั้งสองรูปแบบต่างเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มของสังคม กลุ่มคนหนุ่มจะชอบจักรยานแบบล้อสูง เพราะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งแบบผู้ชาย แต่กลุ่มเด็กและผู้หญิงจะชอบจักรยานแบบล้อเตี้ย เพราะเป็นรูปแบบที่ปลอดภัยกว่า ขณะที่แต่ละกลุ่มต่างให้ความหมายแก่สิ่งประดิษฐ์เดียวกันแตกต่างกันออกไป การที่จักรยานแบบล้อสูงหายไปและเหลือเพียงจักรยานแบบล้อเตี้ยอย่างที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพราะ สารัตถะ ภายในตัวสิ่งประดิษฐ์เป็นตัวกำหนด (เพราะหากเป็นเช่นนั้นจักรยานแบบล้อสูงที่เร็วกว่าก็ควรจะเป็นที่นิยม) แต่เป็นเพราะกระบวนการต่อรองและประนีประนอมทางสังคมในการเลือกรูปแบบของจักรยานที่ปลอดภัยมากกว่า จักรยานแบบล้อเตี้ยจึงได้รับการพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นจักรยานที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน

จากกรณีศึกษาข้างต้นนี้พินช์และบิจเคอร์ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของกระบวนการอุปโลกน์ทางสังคมของสิ่งประดิษฐ์ ได้แก่

(1) กลุ่มทางสังคมที่เกี่ยวข้อง (relevant social groups) หมายถึง สมาชิกทุกคนในกลุ่มทางสังคมหนึ่ง ซึ่งตีความหรือให้ความหมายสิ่งประดิษฐ์หนึ่งๆ คล้ายกัน (Pinch and Bijker, 1987: 30) ในกระบวนการออกแบบเทคโนโลยีหนึ่งๆ นั้น เราจะระบุกลุ่มทางสังคมต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยพิจารณาจากความหมายต่างๆ ที่มีให้กับสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ         

(2) ความยืดหยุ่นเชิงการตีความ (interpretative flexibility) กล่าวคือ สำหรับสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีหนึ่งๆ นั้น กลุ่มทางสังคมต่างกลุ่มอาจเข้าใจและตีความเทคโนโลยีนั้นได้แตกต่างกันออกไป การตีความที่ต่างกันออกไปได้นี้ ทำให้เกิดความเห็นต่างกัน หรือกระทั่งความขัดแย้งกัน ทำให้ต้องมีความพยายามหาฉันทามติหรือการประนีประนอมระหว่างกลุ่มเพื่อขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น 

(3) ความลงตัวและการคงรูป (closure and stabilization) ของสิ่งประดิษฐ์ กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สามารถประนีประนอมระหว่างกันได้ กระบวนการออกแบบจะถึง จุดลงตัว ที่ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นจะคงรูปอยู่ในลักษณะสุดท้ายตามที่ตกลงกันได้และจะกลายเป็นที่ยอมรับโดยปราศจากคำถาม (black box)

(4) บริบททางสังคมวัฒนธรรมและการเมือง (sociocultural and political context) ที่เป็นสถานการณ์ทางสังคมที่รองรับการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นไปได้ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม กฎเกณฑ์ที่มีผลต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม หรือ ปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อความแตกต่างทางอำนาจของแต่ละกลุ่มเป็นต้น

บทความของพินช์และบิจเคอร์ได้ทำให้เกิดความตื่นตัวในการศึกษาเทคโนโลยีในเชิงประจักษ์อย่างมาก (Sismodo, 2004; Dusak, 2006) แต่ข้อเสนอของทั้งคู่จะช่วยในการทำปรัชญาเทคโนโลยีอย่างไรนั้น กลายเป็นประเด็นที่มีการโต้แย้งอย่างมากมายในปรัชญาเทคโนโลยี มีทั้งนักปรัชญาที่ปฏิเสธจุดยืนแบบอุปโลกน์นิยมอย่างสิ้นเชิง (Winner, 1994; 2003) และฝ่ายที่มองว่าจุดยืนนี้จะมีส่วนช่วยต่อปรัชญาเทคโนโลยี (Radder, 1992; Elam, 1994; Aibar, 1996; Brey, 1997; Feenberg, 1995; 1999)


5. สรุป: อนาคตของปรัชญาเทคโนโลยี

ไอด์ (Ihde, 1993) ให้เกณฑ์ที่เราจะจักหมวดหมู่งานเขียนในกลุ่มปรัชญาเทคโนโลยีที่น่าสนใจว่า

(1) เป็นงานเชิงปรัชญา (philosophical works)

(2) ควรเสนอภาพความเข้าใจต่อเทคโนโลยีร่วมสมัยในฐานะภาพรวมของปรากฏการณ์ (overall phenomenon)

(3) ควรเป็นทัศนะที่มีพัฒนาการและเป็นชุดความคิดที่ครอบคลุม

(4) ควรเป็นงานของนักปรัชญาร่วมสมัย

(5) เป็นงานที่มีการอ้างถึงในฐานะงานเขียนปฐมภูมิ (primary reference text) โดยเฉพาะที่ใช้ภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ของไฮห์เดในข้อ (1) ก็ไม่ครอบคลุมไปถึงทัศนะของ SCOT (social construction of technology) ที่คนนำไปใช้ในฐานะวิธีวิทยาทางสังคมวิทยามากกว่างานทางปรัชญา ในที่นี้ หากเรามองให้ปรัชญาหมายรวมถึงการทำปรัชญาในแขนงต่างๆ และการพินิจพิเคราะห์เชิงวิพากษ์ SCOT อันเป็นทัศนะที่สำคัญและเป็นแก่นแกนสำหรับจุดยืนแบบอุปโลกน์นิยมก็จะถูกนับรวมเข้ามาในลักษณะของการพินิจพิเคราะห์ทางปรัชญาต่อปรากฏการณ์เทคโนโลยีได้

อย่างไรก็ตาม ไอด์เองก็ยอมรับว่าหากปรัชญาจะนำกิจกรรมการวิเคราะห์ของตนเข้ามาในบริบทของเทคโนโลยี ปรัชญาเทคโนโลยีต้องมีลักษณะปรัชญาที่ เป็นจริง (realistic) มากขึ้น ปัญหาก็คือหลังจากที่มนุษย์ทำกิจกรรมนี้มาต่อเนื่องหลายพันปี การบอกว่ารูปแบบกิจกรรมทางปรัชญาแบบหนึ่งเป็น (หรือไม่เป็น) จริงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หากคำว่า เป็นจริง ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกต่อกิจกรรมทางปรัชญาว่าสามารถเกี่ยวข้องกับสังคมได้ นักปรัชญาเทคโนโลยีในฝ่ายสารัตถะนิยมอย่างบอร์กแมนน์หรือวินเนอร์ รวมถึงฝ่ายอุปโลกน์นิยมอย่างฟีนเบิร์ก (Feenberg, 1995) ก็เชื่อว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นรูปธรรมความจริงและสังคมมากกว่ากิจกรรมในปรัชญาแขนงอื่นๆ ด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน บรูโน ลาทัวร์ ซึ่งมีจุดยืนในฝ่ายอุปโลกน์นิยมกลับมองว่าการทำความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม-เทคโนโลยีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายสาขาวิชาและปรัชญาโดยตัวมันเองอาจไม่มีประโยชน์เท่าที่ควรในบริบทของเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ข้อถกเถียงเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป สิ่งที่นักปรัชญาเทคโนโลยีไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือการนำเสนอการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีใน เชิงประจักษ์ มากยิ่งขึ้น (ไม่ว่าจะด้วยวิธีวิทยาใด) รวมถึงการเสนอทางออกในเชิงบรรทัดฐานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ แม้ปรัชญาเทคโนโลยีจะถูกบังคับกลายๆ ให้ลงไปศึกษาเทคโนโลยีในบริบทเฉพาะมากขึ้น (เช่นในบริบทสังคมหนึ่งๆ) แต่หากการสรุปรวมในเชิงบรรทัดฐาน (normative generalization) จากบริบทเฉพาะไปสู่หลักการเชิงบรรทัดฐานที่จะเป็นข้อพิจารณาสำหรับส่วนใหญ่ได้ ปรัชญาเทคโนโลยีก็ยังคงมีอนาคตและกิจกรรมปรัชญาก็ยังคงมีประโยชน์ในการพิเคราะห์เรื่องเทคโนโลยี

เวทิน ชาติกุล (ผู้เรียบเรียง)

เอกสารอ้างอิง

·

Aibar, E. 1996. The Evaluative Relevance of Social Studies of Technology. Society for Philosophy and Technology 1. Available from: http://scholar.lib.vt.edu/ejournas/ SPT/v1n3n4/Aibar.html.

·

Bimber, B. 1994. Three Faces of Technological Determinism. In M. R. Smith and L. Marx (eds.). Does Technology Drive History? The Dilemma of Technological Determinism, pp. 79-100. MA: MIT Press.

·

Borgmann, A. 1984. Technology and the Character of Contemporary Life: A Philosophical Inquiry. Chicago: The University of Chicago Press.

·

Brey, P. 1997. Philosophy of Technology meets Social Constructivism. Society for Philosophy and Technology 2. Available from:  http://scholar.lib.vt.edu/ejournals/ SPT/v2n3n4/brey.html

·

Dreyfus, H. 1973. What Computers Can’t Do: The Limits of Artificial Intelligence. New York: Harper and Row.

·

Dreyfus, H. 1995. Heidegger on Gaining a Free Relation to Technology. In A. Feenberg and A. Hannay (eds.), Technology and the Politics of Knowledge, pp. 97-107. IN: Indiana University Press.

·

---------. and Spinosa, C. 1997. Highway bridges and Feasts: Heidegger and Borgamann on how to affirm technology. Man and World 30: 159-177.

·

Dusek, V. 2006. Philosophy of Technology: An Introduction. MA: Blackwell Publishing.

·

Elam, M. 1994. Anti Anticonstructivism or Laying the Fears of a Langdon Winner to Rest. Science,Technology and Human Values 19: 101-109.

·

Ellul, J. 1964. The Technological Society. New York: A Vintage Book.

· ---------. 1983. The Technology Order. In C. Mitcham and R. Mackey (eds.). Philosophy and Technology: Reading in the Philosophical Problems of Technology, pp. 86-106. New York: The Free Press.
· Feenberg, A. 1995. Subversive Rationalization: Technology, Power and Democracy. In A. Feenberg and A. Hannay (eds.), Technology and the Politics of Knowledge, pp. 3-22 IN: Indiana University Press.
· ---------. 1999. Questioning Technology. London: Routledge.
· ---------. 2000. From Essentialism to Constructivism: Philosophy of Technology at the Crossroads. In E. Higgs, A. Light and D. Strong (eds.). Technology and the Good Life?, pp. 294-315. Chicago: The University of Chicago Press.
· Harbermas, J. 1968. Toward a Rational Society. Boston: Beacon Press.
· Heidegger, M. 1977. The Question concerning Technology and Others Essays. New York: Harper and Row.
· Heilbroner, K. L. 1994. Do Machines Make History? In M. R. Smith and L. Marx (eds.). Does Technology Drive History? The Dilemma of Technological Determanism, pp. 53-65. MA: MIT Press.
· Ihde, D. 1993. Philosophy of Technology: An Introduction. New York: Paragon House Publishers.
· Marcuse, H. 1968. One Dimensional Man. Boston: Beacon Books.
· Pinch, J. P. and Bijker, W. E. 1987. The Social Construction of Facts and Artifacts: Or How the Sociology of Science and Sociology of Technology Might Benefit Each Other. In W. F. Bijker, T. P. Hughes and T. J. Pinch (eds.). The Social Construction of Technological System: New Directions in Sociology and History of Technology, pp. 17-50. MA: MIT Press.
· Radder, H. 1992. Normative Reflexions on Constructivist Approaches to Science and Technology. Social Studies of Science 22: 141-173.
· Schrader-Frechatte, K. 1983. Nuclear Power and Public Policy. Boston: Reider.
· Sismondo, S. 2004. An introduction to Science and Technology Studies. MA: Blackwell Publishing.
· Winner, L. 1977. Autonomous Technology: Technics-Out-of-Control as a Theme in Political Thought. MA: MIT Press.
· ---------. 1986. The Whale and the Reactor: A Search for Limits in an Age of High Technology. Chicago: University of Chicago Press.
· ---------. 2003. Social Constructivism: Opening the Black Box and Finding it Empty. In R. C. Scharff and V. Dusak (eds.). Philosophy of Technology: The Technological Condition, pp. 23-243 Oxford: Blackwell Publishing.


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

ปรัชญาเทคโนโลยีเบื้องต้น และรวมบทความสำคัญในปรัชญาเทคโนโลยี

·

Achterhuis, H. (ed.). American Philosophy of Technology: The Empirical Turn. IN: Indiana University Press. (เนื้อหาเป็นการสรุปประเด็นความคิดของนักปรัชญาเทคโนโลยีร่วมสมัยชาวอเมริกันที่สำคัญ)

·

Feenberg, A. 2006. What is Philosophy of Technology? In J. R. Dakers (ed). Defining Technological Literacy: Toward an Epistemological Framework, pp. 5-16. New York: Palgrave. (บทความว่าด้วยบทบาทและขอบเขตของปรัชญาเทคโนโลยี)

·

Ihde, D. 1995. Philosophy of Technology, 1975-1995. Society for Philosophy and Technology 1. Available from: http:/scholar.lib.vt.edu/ejournals/SPT/v1n1n2/ihde.html. (บทความกล่าวถึงความเป็นมาและความเป็นไปได้ของกิจกรรมของปรัชญาเทคโนโลยีร่วมสมัย)

·

Mitcham, C. 2003. Three Ways of Being-With-Technology. In R. C. Scharff and V. Dusak (eds.). Philosophy of Technology: The Technological Condition, pp. 490-506. Oxford: Blackwell Publishing. (บทความที่กล่าวถึงทัศนะคติที่ปรากฏอยู่ในปรัชญาเทคโนโลยีตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน)
· Mitcham, C. and Mackey, R. (eds.). 1983. Philosophy and Technology: Reading in the Philosophical Problems of Technology. New York: The Free Press. (รวมบทความที่น่าสนใจในปรัชญาเทคโนโลยี)
· Scharff, R. C. and Dusak, V. (eds.). 2003. Philosophy of Technology: The Technological Condition. Oxford: Blackwell Publishing. (รวมบทความชิ้นสำคัญของปรัชญาเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด)

ทัศนะสารัตถะนิยมในปรัชญาเทคโนโลยี

·

Achterhuis, H. 2002. Bergmann: Technology and the Good Life? and the Empirical Turn for Philosophy of Technology. Techne 6: 93-109. (สรุปประเด็นความคิดของบอร์กแมนน์เปรียบเทียบกับความคิดของฟีนเบิร์กในมุมมองทางวิธีวิทยา)

·

Borgmann, A. 1992. Crossing the Postmodern Divide. Chicago: University of Chicago Press. (หนังสือเล่มต่อมาของบอร์กแมนน์ที่ขยายแนวคิดของเขาสู่เทคโนโลยีหลังสมัยใหม่ (คอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เนต)

·

Higges, E. Light, A. and Strong, D. (eds). 2000. Technology and the Good Life? Chicago: The University of Chicago Press. (รวมบทความวิพากษ์ทัศนะสารัตถะนิยมแบบบอร์กแมนน์)

·

Ihde, D. 1990. Technology and Lifeworld. IN: Indiana University Press. (หนังสือของนักปรัชญาเทคโนโลยีที่สำคัญอีกคนหนึ่ง  เสนอทัศนะสารัตถะนิยมแบบเป็นกลาง (ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้) จากพื้นฐานความคิดทางปรากฏการณ์วิทยาที่กล่าวถึงลักษณะร่วมของเทคโนโลยีในฐานะสื่อกลางของการรับรู้ของมนุษย์หากแต่ความหมายจากการรับรู้ดังกล่าวเป็นสิ่งเฉพาะที่สามารถแตกต่างกันได้และฝังอยู่กับวัฒนธรรมหนึ่งๆ)
· Thomson, I. 2006. What’s Wrong with Being a Technological Essentialist?: A Response to Feenberg. In T. J. Veak (ed.). Democratizing Technology: Andrew Feenberg’s Critical Theory of Technology, pp. 53-70. Albany: State University of New York Press. (บทความแสดงจุดยืนแบบสารัตถะนิยมโต้แย้งข้อวิจารณ์ของฝ่ายอุปโลกน์นิยม)

ทัศนะอุปโลกน์นิยมในปรัชญาเทคโนโลยี

·

Bijker, W. E., Hughes, T.P. and Pinch, T.J. (eds.). 1987. The Social Construction of Technological System: New Directions in Sociology and History of Technology. MA: MIT Press. (รวมบทความสังคมวิทยาของเทคโนโลยีอันเป็นจุดเริ่มของทัศนะอุปโลกน์นิยม)

·

Bijker, W. E. and Low, J. (eds.). 1992. Shaping Technology Building Society: Studies in Socio-technical Change. MA: MIT Press. (รวมบทความของทัศนะอุปโลกน์นิยม)

·

Bijker, W. E. 1997. Of Bicycles, Bakelites and Bulbs: Toward a Theory of Sociotechnical Change. Massachusetts: The MIT Press.(หนังสือขยายทัศนะแบบอุปโลกน์นิยมของไบจ์เคอร์ให้รายละเอียดของกรณีศึกษาที่สมบูรณ์มากขึ้น)

·

Feenberg, A. 1991. Critical Theory of Technology. New York: Oxford University Press.

·

---------. 1995b. Alternative Modernity: The Technical Turn in Philosophy and Social Theory. Berkley: University of California Press.

·

---------. 2002. Transforming Technology: A Critical Theory Revisited. Oxford: Oxford University Press.
(ทั้งสามเล่มเป็นผลงานของนักปรัชญาเทคโนโลยีคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่เสนอ ทฤษฎีวิพากษ์ทางเทคโนโลยี (critical theory of technology) ซึ่งนำทัศนะอุปโลกน์นิยมมาสนับสนุนการวิเคราะห์ปรากฏการณ์เทคโนโลยีจากทฤษฏีวิพากษ์ (critical theory) โดยนำเสนอความคิดที่สำคัญว่าขบวนการพัฒนาการของเทคโนโลยีคือสิ่งที่สนับสนุนและทำให้สังคมสมัยใหม่เป็นประชาธิปไตยโดยตัวของมันเอง)

·

Klein, H. K. and Klein, D. L. 2002. The Social Construction of Technology: Structural Considerations. Science, Technology and Human Values 27: 28-52. (บทความวิจารณ์วิธีวิทยาของสังคมวิทยาเทคโนโลยี)

·

Latour, B. 1992. Where are the Missing Masses? The Sociology of a Few Mundane Artifacts. In W. E. Bijker and J. Law (eds.). Shaping Technology Building Society: Studies in Socio-technical Change, pp. 225-258. MA: MIT Press. (อีกทัศนะหนึ่งในฝ่ายอุปโลกน์นิยมแบบอ่อนที่เรียกกันว่า ทฤษฏีโครงข่ายผู้กระทำ (actor-network-theory) ที่ยอมให้สิ่งประดิษฐ์แสดงบทบาทของผู้กระทำในกระบวนการพัฒนาของสังคม-เทคโนโลยีได้)

·

MacKenzie, D. and Wajeman, J. (eds). 1999. The Social Shaping of Technology. Second edition. Philadelphia: Open University Press. (รวมบทความของทัศนะอุปโลกน์นิยมแบบอ่อน)

·

Radder, H. 1992. Normative Reflexions on Constructivist Approaches to Science and Technology. Social Studies of Science 22: 141-173.

· Sismondo, S. 1993. Some Social Constructions. Social Studies of Science 23: 515-553.
· Woolgar, S. 1991. The Turn to Technology in Social Studies of Science. Science, Technology and Human Values 16: 20-50.
(ทั้งสามชิ้นเป็นบทความสำคัญวิจารณ์จุดยืนอุปโลกน์นิยม)

แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

Techné: Research in Philosophy and Technology
               
http://scholar.lib.vt.edu/ejournals/SPT/spt.html


คำที่เกี่ยวข้อง

ปรากฏการณ์วิทยา
Phenomenology


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ