ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 14/04/54

 

ความรู้
Knowledge

 

1. บทนำ
2. ความรู้ในฐานะที่หมายถึงความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุน และปัญหาเกตติเออร์
3. มูลฐานนิยมและสหนัยนิยม  
4. ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกและทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายใน
5. หลักการเชิงญาณวิทยา
6. วิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เราหรือไม่
7. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัย

เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

 

1. บทนำ

สาขาหนึ่งของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับ “ธรรมชาติของความรู้” คือญาณวิทยา ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ “epistēmē” หมายถึงความรู้ และ “logos” หมายถึงทฤษฎี โดยทั่วไป จะเข้าใจกันว่าความรู้มีความสัมพันธ์กับความเชื่อที่จริง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่จริงบางความเชื่อเท่านั้นที่ถือเป็นความรู้ เนื่องจากอาจเป็นไปได้ที่ความเชื่อที่จริงดังกล่าวจะเกิดจากการเดาหรือความบังเอิญ จากความเข้าใจโดยทั่วไปดังกล่าวจึงทำให้คำถามหลักที่นักญาณวิทยาสนใจคือ “อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงกลายเป็นความรู้” (What converts mere true belief into knowledge?) ซึ่งคำตอบมีหลายแนวทางด้วยกัน ตัวอย่างเช่น แนวทางแบบดั้งเดิมจะตอบว่าถ้าความเชื่อที่จริงของเราอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่ดี ก็เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นความรู้ นักมูลฐานนิยมจะเสนอว่าเหตุผลที่ว่านั้นวางอยู่บนเหตุผลมูลฐานที่ไม่มีต้องอาศัยเหตุผลใดมาสนับสนุนตนเอง นักสหนัยนิยมจะเสนอว่าไม่มีเหตุผลมูลฐาน แต่ความเชื่อของเราทั้งหมดสนับสนุนซึ่งกันและกัน นักทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายในจะเสนอว่าความรู้ถูกตัดสินโดยปัจจัยภายในผู้รู้ (เช่น เนื้อหาในจิต ความทรงจำ เป็นต้น) ส่วนนักทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกจะเสนอว่าความรู้อย่างน้อยจะต้องตัดสินด้วยสิ่งอื่นนอกเหนือจากปัจจัยภายใน เป็นต้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าความรู้มีหลายรูปแบบด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ฉันรู้ว่าจะปรับเครื่องยนต์อย่างไร ฉันรู้จักคน ๆ หนึ่ง หรือฉันรู้ว่าการใส่น้ำยาฟอกขาวเข้ากับแอมโมเนียเป็นอันตราย โดยในกรณีแรกเป็นการที่ฉันมีทักษะ (skill) หรือความสามารถบางอย่าง ในกรณีที่สองคือการที่ฉันคุ้นเคย (acquainted with) กับใครสักคนหนึ่ง ส่วนในกรณีที่สามคือการที่ฉันรู้ข้อเท็จจริง (fact) บางประการ โดยความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง (knowledge of facts) หรือที่เรียกกันว่า “ความรู้ในเชิงประพจน์” (propositional knowledge) เป็นสิ่งที่นักญาณวิทยาสนใจเป็นหลัก อย่างที่ได้กล่าวไปว่าคำถามสำคัญที่นักญาณวิทยาสนใจก็คือ “อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้” ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำถามดังกล่าวมีการยอมรับไว้ก่อน (assume) ว่าความรู้เป็น “ชนิดหนึ่งของความเชื่อ” เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วนักญาณวิทยาจะเห็นว่าความรู้ในเชิงประพจน์เป็นชนิดหนึ่งของความเชื่อด้วยกันทั้งสิ้น

ในส่วนต่อไปจะอภิปรายถึงความรู้ในฐานะ “ความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุน” พร้อมกับอภิปรายปัญหาเกตติเออร์ซึ่งโต้แย้งความรู้ในลักษณะดังกล่าว และจะอภิปรายแนวคำตอบต่อคำถามที่ว่า “อะไรทำให้ความเชื่อที่จริงเป็นความรู้” จากข้อเสนอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมูลฐานนิยม สหนัยนิยม ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายใน หรือทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายใน รวมถึงอภิปราย “หลักการเชิงญาณวิทยา” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสำคัญ (ตัวอย่างเช่น นำไปสู่แนวคิดแบบวิมตินิยม เป็นต้น) และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่จนปัจจุบัน นอกจากนี้จะอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เราหรือไม่ท้ายที่สุดจะอภิปรายถึงการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ของนักญาณวิทยาร่วมสมัย ซึ่งมักเป็นการท้าทายหรือโต้แย้งต่อข้อเสนอของนักญาณวิทยาแบบดั้งเดิม



2. ความรู้ในฐานะที่หมายถึงความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุน และปัญหาเกตติเออร์

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าโดยทั่วไปจะเข้าใจกันว่าความรู้มีความสัมพันธ์กับความเชื่อที่จริง กล่าวคือ มักเข้าใจกันว่าความรู้คือความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง (justified true belief: JTB) ซึ่งเท่ากับ S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ

(ก) p เป็นจริง
(ข) S เชื่อว่า p
(ค) S มีเหตุผลสนับสนุนในการที่จะเชื่อว่า p จริง

จากเงื่อนไขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงื่อนไข (ก) เป็นเงื่อนไขที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นเท็จเราจะไม่เรียกว่าความรู้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเงื่อนไข (ข) นั้นแม้จะดูเหมือนชัดเจนว่าการรู้ว่า p จำเป็นต้องเชื่อว่า p ด้วย แต่ก็ยังมีนักปรัชญาบางคนเสนอว่าเป็นไปได้ที่เราจะรู้ว่า p โดยไม่เชื่อว่า p ตัวอย่างเช่น คอลลิน แรดฟอร์ด (Collin Radford) ซึ่งยกตัวอย่างกรณีที่อัลเบิร์ตทำข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษ แล้วข้อสอบถามว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปีคริสตศักราชอะไร” อัลเบิร์ตไม่คิดว่าตนเองรู้คำตอบ แต่เขาก็เดาคำตอบเขียนส่งไปว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตในปีคริสตศักราช 1603” ซึ่งท้ายที่สุดคำตอบที่เขาเดาถูกต้อง

แรดฟอร์ดชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่ว่า

- อัลเบิร์ตไม่เชื่อว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปีคริสตศักราชอะไร” เนื่องจากเขาคิดว่าเขาไม่รู้คำตอบของคำถาม เขาเพียงแต่เดาเท่านั้น

- อัลเบิร์ตรู้ว่า “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธเสด็จสวรรคตเมื่อปีคริสตศักราชอะไร” เนื่องจากคำตอบของเขามิใช่เรื่องโชค การตอบข้อสอบถูกได้แสดงให้เห็นว่าเขารู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษ

แรดฟอร์ดจึงสรุปว่าการ “รู้” p โดย “ไม่เชื่อ” ว่า p เป็นไปได้

ส่วนเงื่อนไข (ค) ซึ่งเรียกร้องให้การที่ S รู้ว่า p นั้น S จะต้องมีเหตุผลสนับสนุนในการที่เชื่อว่า p จริงก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าการจะกล่าวได้ว่า “รู้” นั้นเราจะต้องมีเหตุอันควรเชื่อหรือเหตุผลสนับสนุนก่อน ถ้าความเชื่อหนึ่ง ๆ ได้มาจากการจินตนาการคิดฝันเอาเองหรือเป็นเพียงความบังเอิญ เราก็ไม่ควรรับว่า ณ เวลานั้น S รู้ว่า p

อย่างไรก็ตาม เอ็ดมันด์ เกตติเออร์ (Edmund Gettier) เสนอว่าความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริงนั้นไม่เพียงพอที่จะถือเป็นความรู้ ซึ่งอาจเรียกปัญหาที่เกิดขึ้นกับเงื่อนความรู้ดังกล่าวได้ว่า “ปัญหาเกตติเออร์” กล่าวคือ เกตติเออร์เห็นว่าโดยทั่วไปนักปรัชญามักจะแสดงให้เห็นว่าความรู้คือความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง ตัวอย่างเช่น ชิซัล์ม (Chisholm) เสนอว่า S จะรู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ (1) S ยอมรับ p (2) S มีหลักฐานเพียงพอสำหรับ p และ (3) p เป็นจริง เป็นต้น แต่เกตติเออร์เห็นว่าเงื่อนไขเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นเงื่อนไขของความรู้ เขายกตัวอย่างเพื่อเสนอแนวคิดในลักษณะดังกล่าว 2 ตัวอย่างด้วยกัน ดังนี้

กรณีตัวอย่างที่ 1

สมมติว่าสมิธและโจนส์ไปสมัครงานด้วยกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง และสมมติว่าสมิธมีหลักฐานที่หนักแน่นพอสำหรับเป็นเหตุผลสนับสนุนประพจน์ที่ว่า

(ก) “โจนส์คือคนที่จะได้งานนี้ และโจนส์มีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า”

โดยหลักฐานที่ว่าอาจเป็นการที่ผู้บริหารของบริษัทยืนยันกับสมิธว่าโจนส์จะเป็นผู้ที่ได้งานและการที่เขาได้นับเงินในกระเป๋าของโจนส์เมื่อสิบนาทีที่ผ่านมา ซึ่งประพจน์ (ก) ดังกล่าวมีนัยว่า

(ข) “คนที่จะได้งานนี้มีเหรียญสิบเหรียญในกระเป๋า”

สมมติว่าสมิธเห็นว่า (ข) เป็นนัยที่ตามมาจาก (ก) และยอมรับ (ข) บนพื้นฐานของ (ก) เขาก็จะมีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะเชื่ออย่างมีเหตุผลสนับสนุนว่า (ข) จริง

อย่างไรก็ตาม ต่อมากลับกลายเป็นสมิธที่ได้งานแทนที่จะเป็นโจนส์ ซึ่งสมิธไม่รู้มาก่อน อีกทั้งสมิธก็ไม่รู้ว่าตนเองมีเหรียญสิบเหรียญหลงอยู่ในกระเป๋า เมื่อเป็นเช่นนี้ ประพจน์ (ข) ที่สมิธยอมรับจึงยังถูกต้องอยู่ แม้ว่าจะมาจากหลักฐาน (ก) ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเกตติเออร์เห็นว่าจากตัวอย่างดังกล่าว ประพจน์ (ข) เป็นประพจน์ที่จริง สมิธเชื่อว่า (ข) จริง และสมิธก็มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า (ข) จริง แต่ก็ชัดเจนว่าสมิธไม่ “รู้” ว่า (ข) จริง

กรณีตัวอย่างที่ 2

สมมติว่าสมิธมีหลักฐานที่หนักแน่นสนับสนุนประพจน์ (ก) ว่าโจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด โดยหลักฐานของสมิธอาจเป็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาในความทรงจำของเขา โจนส์มีรถเป็นของตัวเองและเป็นรถฟอร์ดเสมอ และเร็วๆ นี้โจนส์ก็เพิ่งให้สมิธโดยสารขณะขับรถฟอร์ดอยู่

ต่อมาให้จินตนาการว่าสมิธยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อบราวน์ ซึ่งสมิธไม่รู้จริงๆ ว่าปัจจุบันนี้อาศัยอยู่ที่ไหน สมิธเลือกสถานที่ 3 แห่งโดยการสุ่มและสร้างประพจน์ 3 ประพจน์ดังนี้

() โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือบราวน์อยู่ที่บอสตัน
() โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือบราวน์อยู่ที่บาร์เซโลน่า
() โจนส์เป็นเจ้าของรถฟอร์ด หรือบราวน์อยู่ที่บรีสท์-ลีโทวส์ค

โดยแต่ละประพจน์เหล่านี้จัดว่าเป็นนัยมาจาก () ต่อไปให้จินตนาการว่าสมิธทราบดีว่าเขาสร้างประพจน์เหล่านี้จาก () และรับประพจน์ (), () และ () บนฐานของ () ซึ่งเป็นประพจน์ที่เขามีหลักฐานที่หนักแน่นมาสนับสนุน เมื่อเป็นเช่นนี้ สมิธก็มีเหตุอันควรให้เชื่อประพจน์ทั้ง 3 ประพจน์อย่างสมบูรณ์ถึงแม้ไม่รู้ว่าบราวน์อยู่ที่ใด

เกตติเออร์อธิบายว่าหากเราจินตนาการต่อไปถึงเงื่อนไขอีก 2 ข้อ เงื่อนไขที่หนึ่งโจนส์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถฟอร์ดแต่ใช้รถเช่าอยู่ในปัจจุบัน และเงื่อนไขที่สอง ด้วยความบังเอิญจริงๆ ว่าสถานที่ในประพจน์ () เป็นสถานที่ที่บราวน์อยู่และสมิธก็ไม่รู้เรื่องดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ายึดเงื่อนไข 2 ข้อนี้ สมิธจะไม่รู้ว่า () เป็นจริงถึงแม้ว่ามีเงื่อนไขครบ คือ () เป็นจริง สมิธเชื่อว่า () เป็นจริง และสมิธมีเหตุอันควรให้เชื่อว่า () จริง

ดังนั้น เกตติเออร์จึงสรุปว่าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนั้นไม่เพียงพอในการตัดสินว่าใครสักคนรู้ประพจน์สักประพจน์หนึ่ง

 

ทั้งนี้ ปัญหาเกตติเออร์อาจยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นได้โดยการพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ว่า นาย ก. และ นาย ข. ต้องการลงทะเบียนเรียนวิชาตรรกวิทยา แต่วิชาดังกล่าวสามารถรับนิสิตเพิ่มได้อีกเพียงคนเดียวเท่านั้น นาย ก. ทราบข่าวล่วงหน้าจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า นาย ข. ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาดังกล่าว เมื่อนาย ก. บังเอิญเห็นว่า นาย ข. มีตั๋วรถเมล์อยู่ในกระเป๋าสะพายของเขา นาย ก.จึงสรุปว่า “คนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยาคือคนที่มีตั๋วรถเมล์อยู่ในกระเป๋า” แต่ต่อมา อาจารย์วิชาตรรกวิทยากลับประกาศว่าคนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนคือนาย ก. และเขาเองก็ไม่รู้ว่าในกระเป๋าสะพายของตนมีตั๋วรถเมล์อยู่เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเท่ากับว่าข้อสรุปที่ว่า “คนที่ได้รับการเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยาคือคนที่มีตั๋วรถเมล์อยู่ในกระเป๋า” ยังคงถูกต้องอยู่ จะเห็นได้ว่าในกรณีดังกล่าว แม้ว่านาย ข.จะไม่ใช่คนที่ได้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยา แต่ข้อสรุปที่นาย ก. มียังคงเป็นจริง นาย ก. เชื่อว่าข้อสรุปดังกล่าวจริง และนาย ก. ก็มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าข้อสรุปดังกล่าวจริง ซึ่งลักษณะดังกล่าวตรงกับเกณฑ์ของความรู้โดยทั่วไปที่มักเข้าใจกันว่าประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ (1) P เป็นจริง (2) S เชื่อว่า p และ (3) S มีเหตุผลสนับสนุนในการที่จะเชื่อว่า p จริง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อสรุปข้างต้นจะมีองค์ประกอบของความรู้ครบถ้วน แต่นาย ก. ไม่ได้รู้จริง ๆ ว่าข้อสรุปดังกล่าวถูกต้อง เนื่องจากข้อสรุปข้างต้นเป็นจริงจากการที่นาย ก. เห็นตั๋วรถเมล์ในกระเป๋าของนาย ข. และข้อสรุปดังกล่าวก็วางอยู่บนความเข้าใจผิดว่านาย ข. จะเป็นคนได้รับเลือกให้เข้าเรียนวิชาตรรกวิทยา ซึ่งเท่ากับว่าเกณฑ์โดยทั่วไปของความรู้ไม่เพียงพอที่จะทำให้ความเชื่อหนึ่ง ๆ ถือเป็นความรู้

หลังจากที่เกตติเออร์เสนอข้อวิจารณ์ดังกล่าว ก็ได้เกิดข้อถกเถียงและการอภิปรายเพื่อแก้ปัญหาเกตติเออร์ ตัวอย่างเช่น มีผู้เสนอว่ากรณีตัวอย่างที่เกตติเออร์ยกขึ้นมานั้น ไม่มีกรณีใดที่ความเชื่อมีเหตุผลสนับสนุน เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เหตุผลสนับสนุนสิ่งใดก็ตามที่ไม่จริง ซึ่งการเสนอในลักษณะดังกล่าวจะทำให้นิยามความรู้แบบ “ความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง” ยังคงเป็นไปได้อยู่ กระนั้นก็ดี นักญาณวิทยาหลายต่อหลายคนพยายามให้ข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับความรู้เพื่อแก้ปัญหาเกตติเออร์ กระทั่งนำไปสู่แนวทางการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอก (externalism) ในเวลาต่อมา


3. มูลฐานนิยมและสหนัยนิยม

ในส่วนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า “การให้เหตุผลสนับสนุน” (justification) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อที่จริงหนึ่งๆ กลายเป็นความรู้ ข้อถกเถียงหนึ่งในญาณวิทยาเป็นเรื่องเชิงบรรทัดฐานเกี่ยวกับเกณฑ์ว่าเราควรจะให้เหตุผลสนับสนุนอย่างไร โดยเกณฑ์ดังกล่าวใช้สำหรับยอมรับหรือปฏิเสธความเชื่อได้ เราสามารถเข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนจากสถานการณ์ เช่น สมมติว่าเรามีความเชื่อหนึ่ง โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่ามีความน่าเชื่อถือเนื่องจากมาจากการบอกเล่าของคนที่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม เหตุผลนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่าทำไมจึงเชื่อได้ว่าบุคคลคนนั้นเป็นคนที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเราต้องยกเหตุผลอื่นมาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นอีก และเมื่อตอบคำถามดังกล่าวแล้ว ก็ยังสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุผลที่ยกมาอีกว่าอะไรเป็นเหตุผลสนับสนุนเหตุผลที่ว่านั้นได้ต่อไป

มีทฤษฎีที่อธิบายโครงสร้างของกระบวนการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อดังนี้
 

- มูลฐานนิยม (foundationalism) ทฤษฎีนี้เห็นว่าโครงสร้างของกระบวนการให้เหตุผลสนับสนุนอยู่ในรูปช่วงชั้น (hierarchy) ความเชื่อที่ซับซ้อนกว่าจะได้เหตุผลสนับสนุนจากความเชื่อพื้นฐาน โดยความเชื่อประเภทหลังนี้ไม่ต้องการเหตุผลอื่น ๆ มาสนับสนุนตนเอง

 

- สหนัยนิยม (coherentism) ทฤษฎีนี้เห็นว่าโครงสร้างของกระบวนการให้เหตุผลสนับสนุนอยู่ในรูปของการเป็นเหตุผลสนับสนุนซึ่งกันและกันภายในระบบความเชื่อเดียวกัน ความเชื่อหนึ่งๆ ในระบบจึงได้รับเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่ออื่นๆ และความเชื่อเหล่านั้นก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่ออื่นๆ ในระบบอีกทอดหนึ่ง การให้เหตุผลสนับสนุนจึงเป็นเรื่องของ “ความสหนัย” (coherence) หรือการสอดคล้องลงรอยกันระหว่างความเชื่อในระบบ

 

- อนันตนิยม (infinitism) ทฤษฎีนี้มองโครงสร้างของกระบวนการให้เหตุผลสนับสนุนคล้ายกับทฤษฎีสหนัยนิยม คือ ทุกความเชื่อต้องมีเหตุผลสนับสนุน ไม่มีความเชื่อใดที่เป็นเหตุผลสนับสนุนตนเองได้ อย่างไรก็ตาม อนันตนิยมเห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนนั้นไม่มีที่สิ้นสุด  ความเชื่อแบบนี้จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ต้องการเหตุผลอื่น ๆ มาสนับสนุน แต่การแสวงหาเหตุผลสนับสนุนนั้นกระทำได้ไม่มีที่สิ้นสุด จึงแตกต่างทฤษฎีสหนัยนิยมที่เห็นว่าการให้เหตุผลสนับสนุนนั้นจำกัดอยู่ในระบบความเชื่อเดียวกัน

ทั้งนี้ ในญาณวิทยาแต่ดั้งเดิม ทฤษฎีที่เป็นที่สนใจถกเถียงกันเป็นหลักคือมูลฐานนิยมและสหนัยนิยม

 
4. ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกและทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายใน

จากปัญหาและข้อโต้แย้งที่มีต่อแนวคิดแบบมูลฐานนิยมและสหนัยนิยม นักญาณวิทยาจึงได้เสนอเกณฑ์อื่นๆ สำหรับตัดสินว่าความเชื่อหนึ่งๆ ที่มีเป็นความรู้หรือไม่ ที่สำคัญคือทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอก (externalism) ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับแนวคิดแบบทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายใน (internalism) ที่เห็นว่าการตัดสินว่าอะไรเป็นความรู้ต้องอาศัยปัจจัยที่อยู๋ภายในตัวผู้รู้ เช่น ความคิด ความทรงจำ เป็นต้น ทั้งนี้ มูลฐานนิยมและสหนัยนิยมที่กล่าวถึงไปในหัวข้อที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายใน ส่วนทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกเห็นว่าการตัดสินว่าอะไรเป็นความรู้ต้องพิจารณาสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากปัจจัยภายใน เช่น สภาพแวดล้อมของผู้รู้

ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายในและทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกมีข้อเสนอที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความรู้ อีกทั้งเมื่อมีปัญหาเกตติเออร์ ก็ได้มีการเพิ่มเติมเงื่อนไขเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ข้อเสนอเกี่ยวกับความรู้จากแนวคิดทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายในและทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกมีลักษณะดังนี้
 

- ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายในมีข้อเสนอว่าการให้เหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับความรู้ และกระบวนการที่นำสู่ความเชื่อที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอสำหรับการทำให้เกิดความรู้ ดังนั้น จึงอาจเข้าใจมโนทัศน์ “ความรู้” ของนักทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายในได้ว่า

S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ

(1) p เป็นจริง

(2) S เชื่อว่า p

(3) S มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในในการเชื่อว่า p

(4) ความเชื่อของ S ว่า p ไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์

 

- ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกมีข้อเสนอว่าการให้เหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายในไม่เป็นเงื่อนไขจำเป็นของความรู้ แต่กระบวนการที่นำสู่ความเชื่อที่น่าเชื่อถือเป็นปัจจัยที่เพียงพอสำหรับทำให้เกิดความรู้ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะมีความรู้ที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายใน ดังนั้น จึงอาจเข้าใจมโนทัศน์ “ความรู้” ของนักทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกได้ว่า

S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อ

(1) p เป็นจริง

(2) S เชื่อว่า p

(3) S มีเหตุผลสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกในการเชื่อว่า p (ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์)

จะเห็นได้ว่า ทั้งทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายในและทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกต่างก็เห็นว่าความรู้จำเป็นต้องเป็นความเชื่อที่จริง และทั้งสองก็เห็นร่วมกันว่าเกณฑ์ตัดสินความรู้ต้องหลีกเลี่ยงปัญหาของเกตติเออร์ด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเสนอคำตอบที่แตกต่างกันต่อคำถามที่ว่า “อะไรเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้ความเชื่อที่จริงกลายเป็นความรู้” ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายในเห็นว่าสิ่งที่จำเป็นคือการให้เหตุผลสนับสนุนบนพื้นฐานปัจจัยภายใน ส่วนทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกเห็นว่าปัจจัยภายในไม่จำเป็น แค่ปัจจัยภายนอกก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ความเชื่อที่จริงกลายเป็นความรู้

ทฤษฎีที่เน้นปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือทฤษฎีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (causal theory) และทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการ (reliabilism) ทฤษฎีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเห็นว่าความเชื่อจะเป็นความรู้ก็ต่อเมื่อสิ่งที่เชื่อมีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับการที่บุคคลมีความเชื่อนั้น  เช่น ความเชื่อว่า “มีนกตัวหนึ่งอยู่บนต้นไม้” เป็นความรู้ในกรณีที่การที่มีนกตัวหนึ่งอยู่บนต้นไม้มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกับการที่บุคคลมีความเชื่อนี้ อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเชิงสาเหตุมีข้อบกพร่องเนื่องจากในบางกรณีแม้การเชื่อจะมีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งที่เชื่อ แต่ก็ไม่ถือเป็นความรู้เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงความบังเอิญหรือความเข้าใจผิด และในบางกรณีมีความเชื่อหลายความเชื่อที่ถือเป็นความรู้แต่มิได้มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง ๆ เช่น 2+2=4 เป็นต้น

ต่อมาได้มีการเสนอทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการ ซึ่งไม่ได้เห็นว่าความเชื่อจะต้องการความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เหมาะสมกับสิ่งต่าง ๆ แต่จะถือว่าความเชื่อหนึ่ง ๆ เป็นความรู้ก็ต่อเมื่อความเชื่อดังกล่าวเป็นผลมาจากกระบวนการที่น่าเชื่อถือ ทฤษฎีนี้เห็นว่าการจะตัดสินว่าความเชื่อหนึ่งๆ เป็นความรู้หรือไม่ให้พิจารณาจากความน่าเชื่อถือของกระบวนการเชิงปริชาน (cognitive process) ที่นำสู่ความเชื่อนั้น โดยความน่าเชื่อถือของกระบวนการดังกล่าวขึ้นกับแนวโน้มที่กระบวนการจะนำสู่ความเชื่อที่จริงได้ ทั้งนี้ มีข้อควรระวังว่าทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรกคือ ทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการมีฐานะเป็นทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุน ซึ่งจะพิจารณาการมีเหตุผลสนับสนุนจากความน่าเชื่อถือของกระบวนการที่นำสู่ความเชื่อ รูปแบบที่สองคือทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการในฐานะที่เป็นทฤษฎีความรู้ ซึ่งเห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลสนับสนุน แต่สิ่งที่จำเป็นคือกระบวนที่น่าเชื่อถือที่นำสู่ความเชื่อ อาจสรุปหลักการของรูปแบบทั้งสองได้ดังนี้
 

- ทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการในฐานะที่เป็นทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุนประกอบด้วยหลักการ 2 ส่วนที่ว่า

- ส่วน A: S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ S ว่า p นั้น (1) เป็นจริง และ (2) มีเหตุผลสนับสนุน

- ส่วน B: S มีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ S ว่า p สร้างโดยกระบวนการเชิงปริชานที่น่าเชื่อถือ (ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์)

 

- ทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการในฐานะที่เป็นทฤษฎีความรู้ เห็นว่า S รู้ว่า p เมื่อและก็ต่อเมื่อความเชื่อของ S ว่า p นั้น (1) เป็นจริง และ (2) สร้างโดยกระบวนการเชิงปริชานที่น่าเชื่อถือ (ในแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเกตติเออร์)


5. หลักการเชิงญาณวิทยา (epistemic principles)

หลักการเชิงญาณวิทยาเป็นหลักการเชิงบรรทัดฐาน ซึ่งอธิบายสถานะทางญาณวิทยาของประพจน์ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน หลักการเชิงญาณวิทยาเหล่านี้มีหลายข้อที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่  เช่น มีความเห็นว่าบางหลักการอาจนำไปสู่วิมตินิยม หรือปัญหาเชิงญาณวิทยาอื่นๆ ตัวอย่างของหลักการเชิงญาณวิทยาที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น ถ้าบุคคลมีเหตุผลสนับสนุนความเชื่อว่าประพจน์ x จริง บุคคลนั้นก็จะมีไม่มีเหตุผลสนับสนุความเชื่อว่า x ไม่จริง นอกจากนี้ ยังมีหลักการที่สำคัญอื่น ๆ อีก เช่น
 

(1) Conjunction Principle (CON-P): ถ้า S มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า x และ S มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า y แล้ว S จะมีเหตุผลสนับสนุนในการเชื่อว่า x และ y

(2) Closure Principle (CLO-P):  ถ้า S มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า x และ x มีนัย (entail) ว่า y แล้ว S จะมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่า y

(3) Evidence Transfer Principle (ET-P) ถ้ามีหลักฐาน e ที่เป็นเหตุผลสนับสนุนให้ S เชื่อว่า x และ x มีนัยว่า y แล้ว e จะเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ S เชื่อว่า y

ข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้ง 3 หลักการนี้คือ CLO-P ไม่ได้มีนัยถึง CON-P เนื่องจาก CLO-P เกี่ยวข้องกับประพจน์เพียงประพจน์เดียว มิได้เกี่ยวข้องกับชุดของประพจน์เช่นเดียวกับ CON-P นอกจากนี้ CLO-P ก็มิได้มีนัยถึง ET-P เนื่องจาก CLO-P มิได้เรียกร้องว่าประพจน์ที่เกี่ยวข้องต้องมีหลักฐานร่วมกัน ดังนั้น เราสามารถยอมรับ CLO-P โดยไม่ยอมรับหลัก CON-P หรือ ET-P ได้

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นประการหนึ่งว่าหลักการเชิงญาณวิทยาหลายข้อยังเป็นที่ถกเถียงเนื่องจากเป็นพื้นฐานให้เกิดข้อสงสัยจนนำไปสู่ข้อเสนอแบบวิมตินิยม ซึ่งมีท่าทีสงสัยว่าเรามีความรู้จริงหรือไม่ ข้อเสนอแบบวิมตินิยมมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน รูปแบบที่สุดโต่งที่สุดคือวิมตินิยมแบบครอบคลุม (global skepticism) ที่สงสัยในความรู้ทุกประเภท

การตั้งข้อสงสัยการมีความรู้ของมนุษย์โดยวิมตินิยมมีหลายรูปแบบ ตัวอย่าง เช่น การตั้งข้อสงสัยโดยอาศัยเรื่องการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่กล่าวถึงในตอนต้น การตั้งข้อสงสัยดังกล่าวมีการอ้างเหตุผลดังนี้

(1) ความรู้ทั้งหมดต้องการเหตุผลสนับสนุน โดยเหตุผลดังกล่าวต้องไม่เป็นไปตามอำเภอใจหรือทวนคำถาม (beg the question) หรือมากมายไม่มีที่สิ้นสุด

(2) โครงสร้างสำหรับให้เหตุผลสนับสนุนต่างมีลักษณะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ตามอำเภอใจ (มูลฐานนิยม) เป็นเรื่องที่ทวนคำถาม (สหนัยนิยม) และเป็นเรื่องที่มีเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุด (อนันตนิยม)

ดังนั้น ไม่มีเหตุผลสนับสนุนความรู้

การโต้ตอบต่อการอ้างเหตุผลดังกล่าวมีหลายรูปแบบด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
 

(1) ประพจน์ที่เป็นพื้นฐานมิได้เป็นเรื่องตามอำเภอใจ

(2) สหนัยนิยมไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การทวนคำถามเสมอไป

(3) การต้องการเหตุผลที่ไม่สิ้นสุดสำหรับความเชื่อหนึ่ง ๆ มิได้มีนัยว่าความเชื่อนั้นจะไม่มีเหตุผลสนับสนุน

การตั้งข้อสงสัยของวิมัตินิยมสามารถอาศัยหลักการเชิงญาณวิทยามาเป็นพื้นฐานได้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างการอ้างเหตุผลเช่น

(1) ถ้าฉันมีเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อได้ว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ตรงหน้าฉันจริงๆ แล้วฉันจะมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าฉันมิได้อยู่ในสถานการณ์แบบที่นักวิมตินิยมอ้างถึง เช่น สถานการณ์ของการถูกปีศาจหลอกให้เห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น

(2) ฉันไม่มีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าฉันมิได้เป็นคนที่อยู่ในสถานการณ์แบบที่นักวิมตินิยมอ้างถึง

ดังนั้น ฉันไม่เคยมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าฉัน

สังเกตได้ว่าในตัวอย่างดังกล่าว มีการนำเอาหลักการเชิงญาณวิทยา CLO-P มาใช้ อีกตัวอย่างเป็นการอ้างเหตุผลในรูปแบบคล้ายกันเพื่อเสนอแนวคิดวิมตินิยมซึ่งใช้หลักการเชิงญาณวิทยา ET-P
 

(1) ถ้าหลักฐาน e ที่ฉันมีเพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ต่อหน้าฉันแล้ว หลักฐาน e ก็จะเพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อว่าฉันมิได้อยู่ในสถานการณ์แบบที่นักวิมตินิยมอ้างถึง

(2) หลักฐาน e ไม่เพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนว่าฉันฉันมิได้อยู่ในสถานการณ์แบบที่นักวิมตินิยมอ้างถึง

ดังนั้น หลักฐาน e ไม่เพียงพอที่จะให้เหตุผลสนับสนุนว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งอยู่ต่อหน้าฉัน

แนวทางที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งในการโต้ตอบการอ้างเหตุผลของวิมัตินิยมดังกล่าว คือการปฏิเสธหลักการทางญาณวิทยาที่เป็นปัญหาไป ซึ่งการปฏิเสธหลักการหนึ่งไม่จำเป็นต้องกระทบกับอีกหลักการดังได้กล่าถึงในข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลักการเหล่านี้ข้างต้น เช่น เราสามารถปฏิเสธ ET-P ได้โดยไม่ต้องปฏิเสธ CLO-P เพราะ CLO-P มิได้มีนัยว่า ET-P

นอกจากวิมัตินิยมจะทำให้ต้องตั้งคำถามกับหลักการเชิงญาณวิทยาแล้ว ยังมีปฏิทรรศน์ (paradox) ที่ในที่สุดทำให้ต้องตั้งคำถามกับหลักการเหล่านั้น ตัวอย่างเช่นปฏิทรรศน์เรื่องกรู (Grue Paradox) ซึ่งพัฒนาโดยเนลสัน กู๊ดแมน  (Nelson Goodman) นั้นตั้งคำถามกับหลักการ ET-P ตามปฏิทรรศน์นี้ เขาอธิบายว่าหยกทุกชิ้นที่ได้ตรวจสอบในเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันมีสีเขียว และเนื่องจากได้มีการตรวจสอบมาเป็นจำนวนมากแล้ว จึงมีเหตุผลสนับสนุนที่จะเชื่อว่าหยกทุกชิ้นสีเขียว สมมุติมีอีกความเชื่อว่าหยกทุกชิ้นที่ตรวจสอบมามีสีเขียวจนกระทั่งปัจจุบันเท่านั้น แต่ในอนาคตจะเป็นสีฟ้า เรียกสีที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ว่าสีกรู (grue : มาจาก green + blue) ความเชื่อที่ว่าหยกทุกชิ้นมีสีเขียวมีนัยว่าไม่มีหยกใดมีสีกรู อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานการตรวจสอบหยกที่ผ่านมาทั้งหมดจะสนับสนุนว่าหยกทุกชิ้นมีสีเขียว แต่หลักฐานเหล่านี้ก็มิได้สนับสนุนว่าไม่มีหยกใดที่มีสีกรู เพราะหลักฐานเหล่านี้มาจากการตรวจสอบหยกจนกระทั่งปัจจุบันเท่านั้น ไม่รวมถึงการตรวจสอบในอนาคต ปฏิทรรศน์เรื่องกรูจึงแสดงให้เห็นว่าหลักฐานมิได้มีลักษณะส่งผ่านตามที่ระบุในหลักการ ET-P


6. วิทยาศาสตร์ให้ความรู้แก่เราหรือไม่

 

จากการอภิปรายที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าโดยทั่วไปมีการยอมรับกันว่า “ความจริง” เป็นเงื่อนไขจำเป็นเงื่อนไขหนึ่งของความรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจตั้งคำถามได้ว่า วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มัก “มีการค้นพบความคิดใหม่และหักล้างความคิดเก่าอยู่ตลอด” นั้นเป็นศาสตร์ที่ทำให้เกิดความรู้หรือไม่ นอกจากนี้ งานวิจัยในวิทยาศาสตร์หลายครั้งมีผลลัพธ์เป็นการประมาณการหรือเป็นความน่าจะเป็นเท่านั้น ซึ่งทำให้ตั้งคำถามว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงแก่เราหรือไม่

 

นักคิดที่เป็นอติสัจนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific anit-realism) เสนอว่าการวิจัยในวิทยาศาสตร์นั้นมีจุดประสงค์เพื่อความเป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความจริง กล่าวคือ พวกเขาเห็นว่าทฤษฎีวิทยาศาสตร์มิได้จริงหรือเท็จ แต่เป็นประโยชน์ในการทำนายผลของการทดลองและอธิบายข้อมูลต่าง ๆ ได้ แต่ถ้าวิทยาศาสตร์มิได้เกี่ยวข้องกับความจริง วิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้ เนื่องจากความรู้ต้องมีความจริงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น

 

นอกจากนี้ ธอมัส คูห์น (Thomas Kuhn) นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการสะสมความรู้ของวิทยาศาสตร์ว่ากระบวนการสะสมความรู้ของวิทยาศาสตร์นั้นมิได้เป็นแบบพอกพูนความรู้ หรือมิได้เป็นการขยายตัวของความรู้ แต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm) กล่าวคือ คูห์นเสนอว่าการเปลี่ยนทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในประวัติศาสตร์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ (1) ขั้นก่อนกระบวนทัศน์ (preparadigm) เป็นขั้นที่ชุมชนวิทยาศาสตร์ต่างค้นคว้าเรื่องเดียวแต่มีแนวทางต่างกันไป จนกระทั่งเกิดกระบวนทัศน์ที่นักวิทยาศาสตร์พากันสนใจนำไปใช้เป็นต้นแบบการทำงาน (2) ขั้นวิทยาศาสตร์ปกติ (normal science) เป็นขั้นที่มีการค้นคว้าศึกษาภายในกรอบของกระบวนทัศน์ งานสำคัญคือการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในกรอบกระบวนทัศน์นั้น จนกระทั่งปัญหามีความซับซ้อนมากขี้นเรื่อย ๆ เมื่อผนวกกับปัจจัยอื่นๆ จึงเกิดขั้น (3) คือ ขั้นปฏิวัติ (revolution) เป็นขั้นที่นำไปสู่การยอมรับกระบวนทัศน์ใหม่

 

ตามความเข้าใจแบบนี้ การปฏิวัติในวิทยาศาสตร์คือการยอมรับแนวคิดใหม่แทนที่แนวคิดเก่า โดยการยอมรับดังกล่าวไม่ได้เป็นเพราะกระบวนทัศน์ใหม่จริงกว่า เช่น การเปลี่ยนแปลงจากการอธิบายระบบสุริยจักรวาลแบบโทเลมี (Ptolemy) มาเป็นการอธิบายระบบสุริยจักรวาลแบบโคเปอร์นิคัส (Copernicus) นั้นมิได้หมายความว่าแนวคิดใหม่ของโคเปอร์นิคัส จริงกว่า แนวคิดแบบธอเลมี แต่นักวิทยาศาสตร์เห็นว่ามีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากมีความซับซ้อนน้อยกว่า คูห์นจึงเห็นว่าเราไม่อาจแน่ใจได้ว่าวิทยาศาสตร์ทำให้เรามีความรู้มากขึ้นหรือพอกพูนขึ้นได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้เพราะการปฏิเสธแนวคิดเก่าเพื่อยอมรับแนวคิดใหม่นั้น อาจมิได้หมายความว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับโลกมากขึ้น แต่อาจเป็นเพราะเราเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวิธีการมองโลกแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งเหมือนว่าการเลือกรับกระบวนทัศน์นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับความจริงเท็จด้วย

 

การถกเถียงดังกล่าวทำให้ต้องพิจารณาทฤษฎีความจริงซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีความจริงแบบสมนัย (correspondence theory) เสนอว่า p เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อ p ตรงกันกับความเป็นจริง ทฤษฎีความจริงแบบสหนัย (coherence theory) เสนอว่า p เป็นจริงเมื่อและก็ต่อเมื่อ p สอดคล้องกับประพจน์อื่น ๆ เป็นต้น

 

 

7. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัย

คำถามที่นักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมสนใจคือ “เราควรเชื่ออะไร” และ “ความรู้คืออะไร” ซึ่งโดยทั่วไปนักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมจะตอบคำถามเหล่านี้โดย (1) บรรยายชนิดของเหตุผลที่ให้การยืนยันความเชื่อหนึ่ง ๆ และ (2) พัฒนาชุดของเงื่อนไขที่จำเป็นและเพียงพอของความรู้ อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ร่วมสมัยนั้นมีลักษณะเป็นการโต้แย้งและท้าทายข้อเสนอของญาณวิทยาแบบดั้งเดิม เช่น การท้าทายโดยทฤษฎีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและทฤษฎีที่เน้นความน่าเชื่อถือของกระบวนการ นอกจากนี้ นักญาณวิทยาบางคน เช่น ดับบลิว. วี. ไควน์ (W. V. Quine) ยังเห็นว่าญาณวิทยาเป็นสาขาหนึ่งของจิตวิทยาเชิงปริชาน (cognitive psychology) ข้อเสนอแบบนี้เรียกว่าญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (naturalized epistemology) ซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายต่อญาณวิทยาแบบดั้งเดิม เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนสถานะของคำถามเชิงบรรทัดฐานในญาณวิทยาให้เป็นคำถามที่ตอบโดยการบรรยายซึ่งอาศัยข้อมูลจากวิทยาศาสตร์ 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการท้าทายญาณวิทยาแบบดั้งเดิมโดยญาณวิทยาเชิงคุณธรรม (virtue epistemology) ซึ่งมุ่งเน้นการประเมินเชิงญาณวิทยาโดยพิจารณาตัวบุคคลมากกว่าจากคุณสมบัติของความเชื่อหรือกระบวนการที่นำสู่ความเชื่อ นักญาณวิทยาเชิงคุณธรรมคนสำคัญคือ ลินดา แซกเซบสกี (Linda Zagzebski) ผู้ซึ่งเสนอทฤษฎีทางญาณวิทยาที่วางอยู่บนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม (virtue ethics) และมีการท้าทายที่สุดโต่งจากกลุ่มนักญาณวิทยาหลายกลุ่มด้วยกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่มีแนวคิดพหุนิยมเชิงปริชาน (cognitive pluralism) ที่เห็นว่าไม่อาจหาคำตอบกลางเกี่ยวกับญาณวิทยาได้ เนื่องจากแต่ละคนก็มีวิธีคิด วิธีใช้เหตุผล วิธีได้มาและตรวจสอบความเชื่อในลักษณะที่แตกต่างหลากหลายกัน กลุ่มที่มีแนวคิดญาณวิทยาแบบสตรีนิยม (feminist epistemology) ที่ท้าทายสมมุติฐานต่างๆ ของญาณวิทยาดั้งเดิมซึ่งถือว่าเป็นญาณวิทยาของอภิสิทธิชน เช่น ท้าทายการแสวงหาคำตอบที่สากลไม่ขึ้นกับบริบท ท้าทายการให้ความสำคัญกับจิตมากกว่ากาย เป็นต้น

ผู้ที่ปกป้องญาณวิทยาแบบดั้งเดิมมีการตอบโต้พื้นฐานต่อการท้าทายเหล่านี้ใน 2 รูปแบบด้วยกัน แบบแรก ผู้ที่ปกป้องญาณวิทยาแบบดั้งเดิมเห็นว่าสามารถประเมินตรวจสอบข้อวิพากษ์ที่ผู้โต้แย้งเสนอขึ้นมาได้ ส่วนแบบที่สอง พวกเขาสามารถชี้ให้เห็นว่าผู้โต้แย้งจะต้องปกป้องความสมเหตุสมผลของความคิดเห็นตนโดยใช้หลักการเกี่ยวกับเหตุผลที่ดีที่นักญาณวิทยาแบบดั้งเดิมยึดถือ แม้ว่าการโต้ตอบนี้จะมิได้แสดงให้เห็นว่าข้อเสนอของผู้โต้แย้งผิด แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความสำคัญและความเป็นสากลของคำถามที่ว่า “เราควรเชื่ออะไร” และ “ความรู้คืออะไร” ซึ่งเป็นคำถามสำคัญคำถามมากหนึ่งในญาณวิทยาตลอดมา

ศิรประภา ชวะนะญาณ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

คูห์น, ธอมัส. 2544. โครงสร้างของการปฏิวัติในวิทยาศาสตร์. สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ แปลจาก The Structure of Scientific Revolution. Third Edition. งานแปลของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติลำดับที่ 187. กรุงเทพฯ: วิภาษา.

·

มารค ตามไท. ทฤษฎีความรู้ของวิทยาศาสตร์.

·

Alston, William. 1998. Internalism and Externalism in Epistemology. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].

·

Conee, Earl and Feldman, Richard. Epistemology. In Donald M. Borchet (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 3: 270-277.
· Gettier, Edmund. 1963. Is justified true belief knowledge? Analysis 23: 121–123.
· Goldman, A. I. 1998. Reliabilism. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].
· Klein, P. D. 1998. Knowledge, Concept of. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].
· Luper, Steven. 1998. Belief and Knowledge. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].
· Quinton, Anthony. 2006. Knowledge and Belief. In Donald M. Borchet (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 5: 91-100.
· Steup, Matthias. 2006. The Analysis of Knowledge. In Edward N. Zalta (ed.). The Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/knowledge-analysis/>.



เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
 

·

Aristotle (3rd century BC). Posterior Analytics. Ed. and trans. J. Barnes. Oxford: Clarendon Press, 1975. (อริสโตเติลเสนอและปกป้องมูลฐานนิยมเกี่ยวกับประสบการณ์ทางผัสสะ)

·

Audi, R. 1993. The Structure of Justification. Cambridge: Cambridge University Press. (เสนอการพัฒนาและปกป้องแนวคิดมูลฐานนิยมรูปแบบหนึ่ง)

·

Ayer, A. J. 1940. Foundations of Empirical Knowledge. London: Macmillan. (เสนอการพัฒนาและปกป้องแนวคิดมูลฐานนิยมรูปแบบโครงสร้างของเหตุผล)

·

BonJour, L. 1985. The Structure of Empirical Knowledge. Cambridge, MA: Harvard University Press. (ประกอบด้วยข้อปกป้องแนวคิดสหนัยนิยม)

·

Chisholm, R. 1966. Theory of Knowledge. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall; 2nd edn, 1977; 3rd edn, 1989. (เสนอแนวคิดมูลฐานนิยมเกี่ยวกับความรู้ ประกอบกับข้อเสนอเรื่องความสามารถผิดได้)

·

Davidson, D. 1983. A coherence theory of truth and knowledge. In E. LePore (ed.). Truth and Interpretation: Perspectives on the Philosophy of Donald Davidson. Oxford: Blackwell, 1986. (ประกอบด้วยข้อเสนอแบบสหนัยนิยมเกี่ยวกับความรู้ และมีการอ้างเหตุผลที่เสนอว่าความเชื่อที่สอดคล้องจะต้องเป็นความเชื่อที่ถูกต้อง)

·

Descartes, R. 1641. Meditations on First Philosophy. In E. Haldane and G.R.T. Ross (eds). The Philosophical Works of Descartes. Vol. 1. Mineola, NY: Dover Publications, 1955. (ประกอบด้วยข้อเสนอของมูลฐานนิยมเชิงเหตุผลแบบดั้งเดิม “Meditation 1” ประกอบด้วยการอ้างเหตุผลแบบคาร์ธีเชียนเพื่อตอบโต้กับวิมตินิยม โดยเดส์การ์ตส์ปฏิเสธวิมตินิยมใน “Meditation 5)

·

Dretske, F. 1981. Knowledge and the Flow of Information. Cambridge, MA: MIT Press. (ประกอบด้วยแนวคิดความน่าเชื่อถือนิยมเกี่ยวกับความรู้โดยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับข้อมูล)
· Gettier, E. 1963. Is justified true belief knowledge? Analysis 23 (6): 121-3. (บทความนี้มุ่งเน้นให้เห็นความไม่เพียงพอของการยืนยันโดยอาศัยการให้เหตุผลสนับสนุนเพียงอย่างเดียว)
· Goldman, A. 1986. Epistemology and Cognition. Cambridge, MA: Harvard University Press. (ประกอบด้วยการพัฒนาและปกป้องแนวคิดความน่าเชื่อถือนิยม)
· Locke, J. 1689. An Essay Concerning Human Understanding. Ed. A. C. Fraser. Mineola, New York: Dover Publications, 1959. (ประกอบด้วยข้อเสนอมูลฐานนิยมเกี่ยวกับประสบการณ์ทางผัสสะแบบดั้งเดิม)
· Plato (4th century BC). Theaetetus. In The Collected Dialogues of Plato. Ed. E. Hamilton and H. Cairns. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1961. (เสนอว่าความรู้ไม่สามารถเป็นเพียงความเชื่อที่จริงและมีเหตุผลสนับสนุนว่าจริง แต่เพลโต้ก็ไม่ได้เสนอว่าอะไรคือลักษณะที่ขาดไป)
· Prichard, H. A. 1950. Knowledge and Perception. Oxford: Clarendon Press. (เสนอข้อปกป้องแนวคิดที่ว่าความรู้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความเชื่อ)
· Quine, W.V.O and Ullian, J. 1978. The Web of Belief. 2nd edition. New York: Random House. (เสนอการปกป้องแนวคิดแบบสหนัยนิยม)
· Sosa, E. 1991. Knowledge in Perspective. Cambridge: Cambridge University Press. (ประกอบด้วยข้อเสนอความน่าเชื่อถือนิยมรูปแบบหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นประเด็นปัญหาที่เกิดจากญาณวิทยาแบบดั้งเดิม)
· Zagzebski, L. 1996. Virtues of the Mind. Cambridge: Cambridge University Press. (พัฒนาข้อเสนอญาณวิทยาเชิงคุณธรรมที่วางอยู่บนจริยศาสตร์เชิงคุณธรรม)


คำที่เกี่ยวข้อง

เหตุผลนิยม-ประสบการณ์นิยม / การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ
Rationalism and Empiricism / Epistemic Justification


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ