ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

สิทธิ
Rights

 

1. บทนำ
2. ที่มาของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ
3. องค์ประกอบของการมีสิทธิ
4. การวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องสิทธิ
    4.1 รูปแบบของสิทธิ: การวิเคราะห์ของโฮห์เฟลด์
   
4.2 บทบาทของสิทธิ: ทฤษฎีทางเลือกและทฤษฎีผลประโยชน์
5. การอ้างเหตุผลสนับสนุนต่อการมีสิทธิ
6. มโนทัศน์เรื่องสิทธิในแนวคิดทางการเมือง
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

 

1. บทนำ

มโนทัศน์เรื่องสิทธิเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยในสังคมปัจจุบัน ดังเห็นได้ว่า “สิทธิ” เป็นคำที่เราอ้างถึงอยู่เสมอเพื่อแสดงถึงความชอบธรรมในสิ่งที่เราทำ เช่น เรามีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง นอกจากนี้ เรามักอ้างถึง “สิทธิ” เพื่อแสดงถึงความชอบธรรมในการเรียกร้องผู้อื่นและสังคม เช่น เรามีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในการดำรงชีวิต เห็นได้ว่าการอ้างถึง “สิทธิ” มีนัยว่าเราเรียกร้องให้ผู้อื่นต้องเคารพและปฏิบัติตาม

อย่างไรก็ตาม แม้มโนทัศน์เรื่องสิทธิเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าเราเข้าใจมโนทัศน์นี้ดีหรือไม่ เช่น เรารู้หรือไม่ว่าแนวคิดเรื่องสิทธิเกิดขึ้นเมื่อใด “สิทธิ” หมายถึงอะไร อะไรเป็นลักษณะสำคัญของสิทธิ อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอ้างได้ว่าเรามีสิทธิต่างๆ และ การที่สังคมให้ความสำคัญลำดับแรกกับสิทธินั้นเหมาะสมหรือไม่
 

2. ที่มาของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ

คำว่า สิทธิ แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “right” ที่นอกจากจะแปลได้ว่า สิทธิ แล้วยังมีอีกความหมายหนึ่งคือ ถูกต้อง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นความหมายดั้งเดิมของ “right” ดังเห็นจากการที่ “right” นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า “ius” หรือ “jus” ในกฎหมายโรมัน ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเชิงยืนยันว่าสิ่งบางสิ่งหรือการกระทำบางอย่างนั้นถูกต้องหรือยุติธรรม ความหมายนี้บ่งถึงความถูกต้องแบบวัตถุวิสัย (objective) ของการกระทำโดยอิงจากหลักจริยธรรมหรือกฎหมาย

ต่อมาในช่วงคริสตศตวรรษที่ 13 จนถึงคริสตศตวรรษที่ 17 งานเขียนบางเรื่องของนักปรัชญาหลายท่าน เช่น โธมัส อไควนัส (Thomas Aquinas) ในคริสตศตวรรษที่ 13 วิลเลียมแห่งอ๊อกคัม (William of Ockham) ในคริสตศตวรรษที่ 14 ฟรานซิสโก ซัวเรซ (Francisco Suarez) และฮิวโก โกรเทียส (Hugo Grotius) ในคริสตศตวรรษที่ 16 ปรากฏการใช้คำว่า “right” หรือ “ius” ในความหมายที่คลุมเครือระหว่างความหมายเดิมที่บ่งถึงความถูกต้องแบบวัตถุวิสัยกับความหมายที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งบ่งถึงความถูกต้องในแบบอัตวิสัย (subjective) โดยความหมายอย่างหลังนี้เป็นความหมายพื้นฐานของคำที่หมายถึง สิทธิ ตามความเข้าใจในปัจจุบันที่ว่า สิทธิ หมายถึงสิ่งที่บุคคลสามารถเป็นเจ้าของหรือถือครอง โดยช่วยให้บุคคลผู้ถือสิทธินั้นมีอำนาจชอบธรรม หรือมีอำนาจที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือกฎหมาย การใช้คำว่า “right” ในความหมายที่บ่งถึงความถูกต้องแบบอัตวิสัยหรือสิทธิอย่างชัดเจนนั้นพบได้ใน Leviathan (ค.ศ.1651) ของโธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) ซึ่งเขากล่าวว่า

สิทธิตามธรรมชาติคือเสรีภาพที่มนุษย์แต่ละคนมีในการที่จะใช้อำนาจของเขาตามเจตนาของเขาเอง เพื่อที่จะรักษาชีวิตของเขา และเพื่อกระทำสิ่งใดก็ตามจากการตัดสินและการใช้เหตุผลโดยตัวของเขาเอง ที่เขาเห็นว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสม (Hobbes: chapter 14, section 1)
 

สำหรับฮอบส์ สิทธิคือเสรีภาพ โดยเสรีภาพในที่นี้หมายถึงการที่มนุษย์สามารถใช้อำนาจของตน โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ ที่ขัดขวาง ทำให้มนุษย์สามารถใช้อำนาจนั้นได้ตามการตัดสินใจและเหตุผลของเขาเอง (Hobbes: chapter 14, section 2)

 

การใช้คำว่า “right” ในความหมายที่บ่งถึงความถูกต้องแบบอัตวิสัยหรือสิทธินี้ ยังปรากฏให้เห็นใน Two Treatises of Government (ค.ศ.1690) ของจอห์น ล็อค (John Locke) ซึ่งได้เสนอแนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติ (natural rights) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับสิทธิแนวคิดหนึ่ง จุดประสงค์ของล็อคคือปฏิเสธการแบ่งชนชั้นและการผูกขาดอำนาจของชนชั้นปกครองในสังคมอังกฤษสมัยนั้น โดยเขาโต้แย้งการอ้างเหตุผลของโรเบิร์ต ฟิลเมอร์ (Robert Filmer) ซึ่งสนับสนุนทัศนะที่ว่าพระเจ้าทรงให้ความชอบธรรมแก่กษัตริย์ในการมีอำนาจปกครองเหนือผู้อื่น

 

ล็อคเห็นว่าแท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทุกคนให้เท่าเทียมกัน มีลักษณะร่วมกันตามธรรมชาติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้น มนุษย์จึงควรมีความเสมอภาค มีสิทธิและเอกสิทธิ์แบบเดียวกัน (Locke: Book One, chapter 6, section 67 และ Locke: Book Two, chapter 2, section 4) เขายังเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะรักษาและปกป้องชีวิตของตนเอง (right of self-preservation) เพราะพระเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์มีความปรารถนาในการรักษาชีวิตและการดำรงอยู่ และสอนให้มนุษย์ทำตามความโน้มเอียงทางธรรมชาติ (natural inclination) ที่จะรักษาและดำรงชีวิตโดยอาศัยสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นบนโลกนี้ (Locke: Book One, chapter 9, section 86)

คำกล่าวที่ยกมาเหล่านี้แสดงถึงแนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติของล็อค ซึ่งมีใจความหลักคือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทุกคนให้มีธรรมชาติแบบเดียวกัน มนุษย์ทุกคนจึงมีอิสระและความเสมอภาคกัน ดังนั้นมนุษย์ทุกคนจึงควรมีสิทธิแบบเดียวกันและเสมอภาคกัน และไม่ควรมีผู้ใดมีสิทธิเหนือกว่าผู้อื่น แนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติของล็อคมีอิทธิพลต่อแนวคิดทางทางการเมืองในคริสตศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างมาก ดังเห็นได้จากคำประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence) ของอเมริกาในปี ค.ศ.1776 และคำประกาศเรื่องสิทธิของมนุษย์และประชาชน (Declaration of the Rights of Man and of Citizens) ของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติของเขาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ แนวคิดของล็อคยังมีอิทธิพลสืบเนื่องมายังแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันอีกด้วย

หากยึดเอาความหมายของคำเป็นหลัก ดูเหมือนว่ามโนทัศน์เรื่อง สิทธิ ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎอยู่ในแนวคิดทางการเมืองหรือวัฒนธรรมของสังคมอื่นที่ไม่ใช่สังคมตะวันตกสมัยใหม่ เช่น สังคมกรีก-โรมัน สังคมศักดินา รวมถึงสังคมที่ไม่ใช่สังคมตะวันตก เช่น เอเชีย เพราะสังคมเหล่านี้ไม่ได้มีคำที่สื่อถึงความหมายของ สิทธิ อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาบางคน เช่น อลัน กีเวิร์ธ (Alan Gewirth) เห็นว่า การที่สังคมเหล่านี้ไม่มีคำที่สื่อถึงความหมายของ สิทธิ ไม่ได้แปลว่าสังคมเหล่านี้ไม่มีมโนทัศน์เรื่องสิทธิ ทั้งนี้เพราะรูปแบบการแสดงออกของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ อาจแตกต่างกันตามแนวคิดทางการเมืองหรือวัฒนธรรมของแต่ละสังคม สังคมที่ไม่ใช่สังคมตะวันตกสมัยใหม่ อาจมีมโนทัศน์เรื่องสิทธิแฝงอยู่โดยไม่ได้แสดงออกเป็นคำตรงๆ ในทำนองเดียวกัน ในแนวคิดทางการเมืองของสังคมตะวันตกสมัยใหม่ มีนักปรัชญาผู้หนึ่งที่อ้างเหตุผลเพื่อแสดงให้เห็นว่ามโนทัศน์เรื่องสิทธิไม่จำเป็นต้องมีอยู่เฉพาะในวัฒนธรรมของสังคมตะวันตกสมัยใหม่เท่านั้น คือ จอห์น ฟินนิส (John Finnis) ซึ่งเป็นนักนิติปรัชญาสำนักทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ (natural law)

ตัวอย่างเช่นในสังคมโรมันไม่มีการกล่าวถึงเรื่องสิทธิ กฎหมายของโรมันจะกำหนดเพียงว่าแต่ละบุคคลในสังคมนั้น มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อบุคคลอื่นและต่อสังคมตามบทบาทของตนเองอย่างไร ซึ่งความสัมพันธ์นี้เป็นความสัมพันธ์ที่เน้นมโนทัศน์เรื่องหน้าที่ (duty) และการมีพันธะต่อกัน (obligation) เป็นหลัก แต่ฟินนิสชี้ว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมโรมันจะไม่ให้ความสำคัญกับมโนทัศน์เรื่อง สิทธิ การที่กฎหมายโรมันกำหนดให้แต่ละบุคคลในสังคมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อบุคคลอื่นและต่อสังคมตามบทบาทของตนเองนั้น ก็เกิดจากการเห็นว่าบุคคลในสังคมมีพันธะโดยตรงต่อกัน โดยพันธะนี้แสดงออกในรูปที่บุคคล () มีพันธะหน้าที่ที่ต้องทำบางสิ่งให้แก่อีกบุคคล () โดย (ข) นั้นก็มีพันธะหน้าที่ที่ต้องทำบางสิ่งให้แก่ () การที่ (ข.) มีพันธะหน้าที่ที่ต้องทำบางสิ่งให้แก่ (ก.) นี้เองที่ทำให้ฟินนิสเห็นว่าแฝงนัยเรื่องสิทธิไว้ กล่าวคือ เป็นการแสดงว่า (ก.) มี “สิทธิ” นั่นคือ สามารถเรียกร้องให้ (ข.) กระทำตามพันธะหน้าที่ที่มีต่อ (ก.) ได้

ฟินนิสเห็นว่ามโนทัศน์เรื่องสิทธิที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตกสมัยใหม่ พัฒนามาจากการยืนยันหรือเรียกร้องประโยชน์ของแต่ละบุคคล บนพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีพันธะหน้าที่ต่อกัน สิทธิ เป็นวิธีการกล่าวถึง “สิ่งที่ควรได้รับในความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น จัดเป็นสิ่งที่ควรได้รับจากมุมมองของบุคคลหนึ่งต่อบุคคลอื่นที่มีพันธะที่ต้องกระทำบางสิ่งต่อเขา และจะถือว่าเป็นความผิดหากบุคคลอื่นนั้นไม่กระทำตามพันธะที่ว่า การที่บุคคลหนึ่งมีสิทธิก็คือการที่เขามีผลประโยชน์ที่ควรได้รับตามกฎหมายหรือระบบจริยธรรม ซึ่งทำให้เขามีเสรีภาพในการกระทำและมีอำนาจในการเลือกว่าจะให้ผู้อื่นกระทำหรือไม่กระทำตามพันธะหน้าที่ที่มีต่อผลประโยชน์ของเขา

การอ้างเหตุผลของฟินนิสดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในสังคมที่เน้นมโนทัศน์เรื่องหน้าที่และการมีพันธะต่อกันระหว่างบุคคล ก็พบมโนทัศน์เรื่องสิทธิแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน การที่คนๆ หนึ่งมี สิทธิ ในสังคมลักษณะดังกล่าว มาจากการที่เขามีผลประโยชน์ที่จะได้มาก็ต่อเมื่อบุคคลอื่นกระทำตามพันธะหน้าที่ที่มีต่อเขา พันธะนี้ทำให้เขามี สิทธิ ที่จะเรียกร้องผลประโยชน์ที่ควรได้รับจากความสัมพันธ์นั้น


3. องค์ประกอบของการมีสิทธิ

เมื่อเรากล่าวถึง สิทธิ แทบไม่มีใครเลยที่จะกล่าวคำนี้ขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีบริบทรองรับ คำว่า สิทธิจะใช้ในบริบทของการแสดงถึงการมีสิทธิเสมอ เช่น บุคคลหนึ่งอาจกล่าวว่า เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนจากลูกหนี้ เพราะเป็นสิทธิที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ ประโยคตัวอย่างดังกล่าวสามารถเขียนในรูปประโยคทั่วไป (general form) ของการแสดงถึงการมีสิทธิที่ว่า “A มีสิทธิที่จะ X ต่อ B เพราะ Y”

รูปประโยคทั่วไปดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการมีสิทธิต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 อย่าง คือ (1) ผู้มีสิทธิหรือผู้ครองสิทธิ (subject of a right - นั่นคือ A ในประโยคข้างต้น) เช่นในประโยคตัวอย่างข้างต้น ผู้มีสิทธิคือเจ้าหนี้ (2) มโนทัศน์เรื่องสิทธิ ซึ่งก็คือสิ่งที่แสดงออกผ่านคำว่า สิทธิ” (3) กรรมของสิทธิ (the object of the right - นั่นคือ X ในประโยคข้างต้น) คือการกระทำที่ผู้มีสิทธิสามารถกระทำได้อันเกิดจากการมีสิทธิที่จะกระทำสิ่งนั้น เช่น ในประโยคตัวอย่างข้างต้น กรรมของสิทธิคือการได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนจากลูกหนี้ (4) ผู้ตอบสนองต่อสิทธิ (respondent of the right- นั่นคือ B ในประโยคข้างต้น) คือผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนทำให้สิทธิของผู้มีสิทธินั้นสามารถบรรลุผลสำเร็จ เช่น ในประโยคตัวอย่างข้างต้น ผู้ตอบสนองต่อสิทธิคือลูกหนี้ ผู้มีหน้าที่ต้องคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้เพื่อทำให้สิทธิของเจ้าหนี้บรรลุผล (5) พื้นฐานอันเป็นเหตุผลสนับสนุนแก่สิทธินั้น (justifying basis or ground of the right - นั่นคือ Y ในประโยคข้างต้น) ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไมผู้มีสิทธิจึงมีสิทธิดังกล่าว เช่นในประโยคตัวอย่างข้างต้น พื้นฐานอันเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมเจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนจากลูกหนี้ก็คือระบบกฎหมายที่บัญญัติขึ้นในสังคม

จากองค์ประกอบดังกล่าวทำให้เข้าใจได้ว่า การกล่าวถึงสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิทางจริยธรรม สิทธิทางกฎหมาย สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็กและสตรี สิทธิสัตว์ สามารถจัดประเภทได้ตามองค์ประกอบของการมีสิทธิ สิทธิทางจริยธรรมและสิทธิทางกฎหมายเป็นสิทธิที่อ้างถึงองค์ประกอบ (5) แตกต่างกัน กล่าวคือ สิทธิทางกฎหมายอ้างถึงระบบกฎหมาย ขณะที่สิทธิทางจริยธรรมอ้างถึงหลักทางจริยธรรม นักปรัชญาบางท่าน เช่น เดวิด ลีออนส์ (David Lyons) เห็นว่าสิทธิทางจริยธรรมแตกต่างจากสิทธิทางกฎหมายตรงที่สิทธิทางจริยธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยอมรับทางสังคมหรือการบังคับใช้สิทธินั้น เพราะสิทธิทางจริยธรรมเรียกร้องได้แม้ไม่มีการยอมรับจากสังคมหรือบังคับใช้โดยกฎหมาย ส่วนสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็กและสตรี สิทธิสัตว์ เป็นสิทธิที่บ่งบอกถึงการมีสิทธิตามลักษณะผู้มีสิทธิที่แตกต่างกัน สิทธิมนุษยชนเป็นการบ่งบอกว่าผู้มีสิทธิคือมนุษย์ สิทธิเด็กและสตรีเป็นการบ่งบอกว่าผู้มีสิทธิคือเด็กและสตรี และสิทธิสัตว์เป็นการบ่งบอกว่าผู้มีสิทธิคือสัตว์

แม้องค์ประกอบของการมีสิทธิจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 5 องค์ประกอบ แต่ประเด็นสำคัญของข้อถกเถียงทางปรัชญาเกี่ยวกับสิทธินั้น เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลักเพียงสององค์ประกอบ คือ (2) มโนทัศน์เรื่องสิทธิ ซึ่งครอบคลุมลักษณะที่สิทธิต่างๆ มีร่วมกัน และ (5) พื้นฐานอันเป็นเหตุผลสนับสนุนการมีสิทธิ ทั้งนี้เพราะข้อถกเถียงเกี่ยวกับทั้ง 2 องค์ประกอบมักจะครอบคลุมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่เหลือด้วย นั่นคือ ใครบ้างที่ควรเป็นผู้มีสิทธิ ควรมีสิทธิในเรื่องอะไร และควรมีสิทธิต่อใคร


4. การวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องสิทธิ

นักปรัชญาได้วิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องสิทธิในสองแง่มุม แง่มุมแรกคือโครงสร้างหรือรูปแบบ (form) ของสิทธิ แง่มุมที่สองคือบทบาทหน้าที่ (function) ของสิทธิ การวิเคราะห์แง่มุมแรกเป็นการวิเคราะห์ตัวมโนทัศน์เรื่องสิทธิโดยตรง ส่วนการวิเคราะห์แง่มุมที่สองไม่ได้เป็นการวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องสิทธิโดยตรง แต่เป็นการวิเคราะห์ว่าสิทธินั้นมีบทบาทหน้าที่อะไร

4.1 รูปแบบของสิทธิ: การวิเคราะห์ของโฮห์เฟลด์

ในต้นคริสตศตวรรษที่ 20 นักปรัชญาและนักกฎหมายพยายามวิเคราะห์ว่าสิทธิคืออะไร ซึ่งในบรรดาการวิเคราะห์ทั้งหลายนั้น ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือบทความ “Some Fundamental Legal Conceptions as Applied in Judicial Reasoning” ของเวลลี่ย์ นิวคอมบ์ โฮห์เฟลด์ (Wesley Newcomb Hohfeld) ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1919 ในบทความเรื่องนี้ โฮห์เฟลด์พยายามวิเคราะห์คำต่างๆ ทางกฎหมายที่มีความสัมพันธ์กับคำว่า สิทธิและมักใช้สับสนกับคำว่า สิทธิ โฮห์เฟลด์พบว่าในบางกรณีมีการใช้คำว่า สิทธิ” (right) โดยนักกฎหมาย รวมทั้งมีการอ้างถึงในกฎหมายต่างๆ ในความหมายเดียวกันกับคำอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น คำว่าเอกสิทธิ์” (privilege) “อำนาจ” (power), และ ความคุ้มกัน (immunity) ซึ่งเขาเรียกการใช้เช่นนี้ว่าเป็นการใช้คำว่า สิทธิแบบไม่เคร่งครัด แต่การใช้แบบไม่เคร่งครัดนี้ ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ดังนั้น โฮห์เฟลด์จึงมุ่งอธิบายความหมายที่เฉพาะเจาะจงลงไปของคำว่า สิทธิ เพื่อให้เห็นถึงความหมายที่แตกต่างกันระหว่างคำๆ นี้กับคำอื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน โดยวิธีที่โฮห์เฟลด์ใช้คือ อธิบายผ่านกรอบของความสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม (opposites) และแบบสหสัมพันธ์ (correlatives)

สิทธิกับหน้าที่

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างความหมายของคำว่า สิทธิกับคำอื่นที่มีความหมายใกล้เคียงกัน คือการมีหน้าที่อันมีสหสัมพันธ์ (correlative duty) กับสิทธิ การที่บุคคลมีสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นมีนัยว่าบุคคลอื่นมีหน้าที่ที่จะต้องไม่ขัดขวางการใช้สิทธินั้น หรือจะต้องทำให้สิทธินั้นบรรลุผล เช่น ถ้า (ก) มีสิทธิต่อบุคคลอื่น (ข) ที่จะไม่ให้ (ข) เข้ามาในที่ดินของเขาแล้ว (ข) ย่อมมีหน้าที่ต่อ (ก) ที่จะไม่เข้ามาในที่ดินของ (ก) โฮห์เฟลด์เห็นว่า ถ้าจะหาคำที่มีความหมายเดียวกับคำว่า สิทธิในแบบเคร่งครัดแล้ว คำนั้นควรเป็นคำว่า ข้อเรียกร้อง” (claims)

เอกสิทธิ์กับสิทธิ

เอกสิทธิ์มีลักษณะตรงข้ามกับหน้าที่ นั่นคือ เมื่อเรากล่าวว่าบุคคลหนึ่งมีเอกสิทธิ์ในการทำสิ่งหนึ่ง ก็จะหมายความว่าบุคคลนั้นไม่มีหน้าที่หรือข้อผูกมัดกับผู้อื่นที่จะต้องละเว้นสิ่งนั้น และเอกสิทธิ์ของบุคคลหนึ่ง เช่น (ก) มีสหสัมพันธ์กับการไม่มีสิทธิของบุคคลอื่น เช่น (ข) กล่าวคือ การที่ (ก) มีเอกสิทธิ์ที่จะทำสิ่งหนึ่ง ทำให้ (ข) ปราศจากสิทธิที่จะเรียกร้องให้นาย (ก) ละเว้นการกระทำสิ่งนั้น

ตัวอย่างเช่น การกล่าวว่า (ก) มีเอกสิทธิ์ที่จะเดินไปมาในที่สาธารณะ หมายความว่า (ก) ไม่มีหน้าที่หรือข้อผูกมัดกับผู้อื่นที่จะต้องละเว้นการเดินไปมาในที่สาธารณะ และแสดงถึงสหสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เช่น (ข) ที่ไม่มีสิทธิห้าม (ก) เดินไปมาในที่สาธารณะ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคำว่า สิทธิ และ เอกสิทธิ์ ที่โฮห์เฟลด์วิเคราะห์ไว้คือในขณะที่สิทธิมีความหมายว่าผู้อื่นมีหน้าที่ต่อผู้มีสิทธินั้น แต่เอกสิทธิ์ไม่ได้มีความหมายว่าผู้อื่นต้องมีหน้าที่ใดต่อผู้มีเอกสิทธิ กล่าวคือ ถ้า (ก) มีเอกสิทธิ์ที่จะทำสิ่งหนึ่ง ก็มีความหมายว่า (ข) ไม่มีสิทธิที่จะห้าม (ก) ทำสิ่งนั้นเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายรวมไปถึงว่า (ข) มีหน้าที่ที่จะต้องไม่แทรกแซง (ก) ในการทำสิ่งที่ว่านั้นด้วย

ตัวอย่างเช่น ถ้า (ก) มีเอกสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์ (ข) ในที่สาธารณะแล้ว (ข) จะไม่มีสิทธิห้าม (ก) ในการทำสิ่งนั้น แต่ (ข) จะยังสามารถรบกวนหรือแทรกแซง (ก) ขณะทำสิ่งนั้นได้ เช่น ส่งคนไปทำเสียงดังเพื่อกลบเสียงของ (ก) ในขณะที่เขากำลังวิพากษ์วิจารณ์ (ข) อยู่ในที่สาธารณะ ทั้งนี้ การแทรกแซงดังกล่าวของ (ข) จะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิอื่นๆ ของ (ก) ด้วย

นอกจากนี้ ความแตกต่างอีกประการหนึ่งระหว่างสิทธิกับเอกสิทธิก็คือ การที่ (ก) มีเอกสิทธิ์ที่จะทำสิ่งหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า (ก) จะเป็นผู้เดียวที่มีเอกสิทธิ์ในการทำสิ่งนั้น บุคคลอื่น เช่น (ข) สามารถมีเอกสิทธิ์แบบเดียวกับ (ก) ได้เช่นเดียวกัน ในกรณีนี้ (ข) ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องละเว้นสิ่งที่ตนมีเอกสิทธิ์ และบุคคลอื่นที่มีเอกสิทธิ์แบบเดียวกัน เช่น (ก) ก็ไม่มีสิทธิที่จะห้าม (ข) ในการทำสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น ทั้ง (ก) และ (ข) ต่างมีเอกสิทธิ์ที่จะจอดรถในที่จอดรถสาธารณะ ซึ่งทำให้ทั้งคู่ต่างไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไม่จอดรถในที่จอดรถสาธารณะ และทั้งคู่ต่างก็ไม่มีสิทธิที่จะห้ามอีกฝ่ายไม่ให้จอดรถในที่จอดรถสาธารณะ

อำนาจกับการรับผล

อำนาจตามกฎหมายมีลักษณะตรงข้ามกับความไม่สามารถ (disability) หรือความไม่มีอำนาจ (no-power) ตามกฎหมาย นั่นคือ เมื่อเรากล่าวว่าบุคคลหนึ่งมีอำนาจในการทำสิ่งหนึ่ง ก็จะหมายความว่าบุคคลนั้นไม่มีความไม่สามารถที่ทำให้ต้องละเว้นการทำสิ่งนั้นจากการที่การทำสิ่งนั้นอยู่ภายใต้ความคุ้มกันของบุคคลอื่น (หรือการที่บุคคลอื่นมีความคุ้มกันที่ครอบคลุมถึงการทำสิ่งนั้นของเขา) และขณะเดียวกันอำนาจตามกฎหมายของบุคคลหนึ่งก็มีสหสัมพันธ์กับการรับผล (liability) ตามกฎหมายของบุคคลอื่นที่มีต่อการใช้อำนาจนั้น บุคคลหนึ่งมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงและ/หรือยกเลิกความสัมพันธ์ตามกฎหมาย (legal relation) ที่ตนมีกับบุคคลอื่น เช่น สัญญา ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้บุคคลอื่นที่เกี่ยวพันกับการใช้อำนาจนั้นมีการรับผลจากการใช้อำนาจของเขา

ยกตัวอย่างเช่น ถ้า (ก) เป็นเจ้าหนี้ (ข) (ก) มีอำนาจที่จะยกหนี้ให้ (ข) ซึ่ง (ข) ก็จะรับผลการใช้อำนาจของ (ก) คือ ไม่ต้องใช้หนี้ให้ (ก) หรือถ้า (ก) เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง (ก) มีอำนาจที่จะให้บุคคลอื่น เช่น (ข) เช่าที่ดินหรือขายที่ดินนั้นให้แก่ (ข) ได้ ถ้า (ข) ตกลงรับที่จะเช่าหรือซื้อที่ดินจาก (ก) (ข) ก็จะกลายเป็นผู้รับผลการใช้อำนาจของ (ก)

ความคุ้มกันกับความไม่สามารถ

ความคุ้มกันตามกฎหมายมีลักษณะตรงข้ามกับการรับผลตามกฎหมาย นั่นคือ เมื่อเรากล่าวว่าบุคคลหนึ่งมีความคุ้มกันในสิ่งหนึ่ง ก็จะหมายความว่าบุคคลนั้นไม่มีการรับผลจากการใช้อำนาจของบุคคลอื่นในสิ่งนั้น ขณะเดียวกันความคุ้มกันตามกฎหมายของบุคคลหนึ่งก็มีสหสัมพันธ์กับความไม่สามารถหรือความไม่มีอำนาจตามกฎหมายของบุคคลอื่นที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ตามกฎหมายที่อยู่ภายใต้ความคุ้มกันนั้น กล่าวคือ ถ้า (ก) มีความคุ้มกันในสิ่งหนึ่งจาก (ข) แล้ว (ข) ก็ย่อมไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นหรือผลประโยชน์ที่มาจากสิ่งนั้น

ตัวอย่างเช่น ถ้า (ก) เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งและ (ก) มีความคุ้มกันในความเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้น บุคคลอื่นเช่น (ข) ย่อมไม่สามารถ หรือไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้ (ก) ขายหรือยกผลประโยชน์จากที่ดินแปลงนั้นให้แก่เขา

แม้การวิเคราะห์ของโฮห์เฟลด์จะเป็นวิเคราะห์คำว่า สิทธิ ในทางกฎหมายเป็นหลัก แต่การวิเคราะห์ของเขากลับมีอิทธิพลอย่างมากต่อการวิเคราะห์และอภิปรายเกี่ยวกับความหมายของสิทธิในยุคต่อมา โดยในการอภิปรายมักจะใช้คำว่า สิทธิในการเรียกร้อง” (claim-rights) แทนคำว่า สิทธิในความหมายแบบเคร่งครัดของโฮห์เฟลด์ และใช้คำว่า เสรีภาพ (liberty) หรือ “สิทธิเสรีภาพ” (liberty-right) แทนคำว่า เอกสิทธิ์

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ของโฮห์เฟลด์ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงตามมาในสองประเด็น ประเด็นแรกมาจากข้อเสนอของเขาที่ว่าข้อเรียกร้องมีความหมายเดียวกับสิทธิในความหมายเคร่งครัด หรืออีกนัยหนึ่ง ข้อเรียกร้องเป็นลักษณะที่จำเป็นของสิทธิ โจเอล ไฟน์เบิร์ก (Joel Feinberg) ซึ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ของโฮห์เฟลด์ได้วิเคราะห์การให้ความหมายคำว่า สิทธิ(rights) และ ข้อเรียกร้อง” (claims) ในพจนานุกรม รวมถึงการใช้คำทั้งสองในงานเขียนทางวิชาการต่างๆ และพบว่าคำสองคำนี้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งสำหรับเขาแล้ว คำจำกัดความที่เหมาะสมของ สิทธิคือ ข้อเรียกร้องอันชอบ” (valid claims) ขณะที่นักปรัชญาที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของโฮห์เฟลด์ เช่น เอช. เจ. แมคคลอสกี้ (H. J. McCloskey) เห็นว่าโดยตัวของสิทธิเองนั้นไม่ใช่ข้อเรียกร้อง แต่สิทธิอาจก่อให้เกิดข้อเรียกร้องขึ้นได้ สิทธิบางอย่าง เช่น สิทธิในการรดน้ำต้นไม้ของตัวเอง สิทธิในการอาบน้ำ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสิทธิในการทำกิจวัตรประจำวันนั้น ไม่ได้สื่อถึงความจำเป็นของการมีข้อเรียกร้องต่อผู้อื่นเลย

ส่วนข้อถกเถียงประเด็นที่สองมาจากคำอธิบายของโฮห์เฟลด์ในเรื่องสหสัมพันธ์ระหว่างสิทธิกับหน้าที่ ซึ่งโฮห์เฟลด์กล่าวไว้ว่าสิทธิของบุคคลหนึ่งก่อให้เกิดหน้าที่ขึ้นแก่อีกบุคคลหนึ่ง คำอธิบายนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าสหสัมพันธ์ระหว่างสิทธิกับหน้าที่สามารถมีลักษณะกลับกันหรือไม่ กล่าวคือ ถ้าบุคคลหนึ่ง () มีหน้าที่ต่อบุคคลอีกผู้หนึ่ง () แล้ว (ข) จะมีสิทธิต่อ (ก) หรือไม่? นักปรัชญาที่เห็นว่าสิทธิกับหน้าที่มีสหสัมพันธ์ด้านกลับ ได้แก่ ฟินนิส ดังการอ้างเหตุผลของเขาที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ส่วนนักปรัชญาที่เห็นว่าสิทธิกับหน้าที่ไม่มีสหสัมพันธ์ด้านกลับ ได้แก่ ไฟน์เบิร์ก ซึ่งอ้างเหตุผลโดยสมมติโลกขึ้นมาสองโลกที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการ รวมถึงการมีมโนทัศน์เรื่องหน้าที่ แต่เขาสมมติต่อไปให้โลกหนึ่งมีมโนทัศน์เรื่องสิทธิ ส่วนอีกโลกหนึ่งไม่มีมโนทัศน์ดังกล่าว ไฟน์เบิร์กอ้างว่าประชาชนในโลกที่มีมโนทัศน์เรื่องสิทธิจะมีความแตกต่างจากประชาชนในโลกที่ไม่มีมโนทัศน์เรื่องสิทธิ กล่าวคือ พวกเขามีการเรียกร้องซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของสิทธิ ขณะที่ในโลกซึ่งไม่มีมโนทัศน์เรื่องสิทธินั้น แม้ประชาชนจะถูกละเมิดหรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม พวกเขาก็ไม่คิดที่จะเรียกร้องการปฏิบัติใดๆ เพราะไม่มีความคิดเรื่องสิทธิรองรับนั่นเอง ดังนั้น สิทธิกับหน้าที่จึงไม่มีสหสัมพันธ์ด้านกลับ
 

4.2 บทบาทหน้าที่ของสิทธิ: ทฤษฎีทางเลือกและทฤษฎีผลประโยชน์

การวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องสิทธิของโฮห์เฟลด์ชี้ให้เห็นกรอบความเข้าใจในแง่มุมหนึ่ง คือ เราสามารถเข้าใจมโนทัศน์เรื่องสิทธิได้โดยอาศัยคำทั้งสี่ที่เขาใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ข้อเรียกร้อง เสรีภาพ อำนาจ และความคุ้มกัน ซึ่งกรอบความเข้าใจนี้ยังมีอิทธิพลต่อนักปรัชญาและนักกฎหมายหลายท่าน เช่น เอช. แอล. ฮาร์ท (H. L. A. Hart) ดี. เอ็น. แม็คคอร์มิค (D. N. MacCormick) คาร์ล เวลแมน(Carl Wellman) โจเซฟ เรซ (Joseph Raz) จูดิธ จาร์วิส ทอมสัน (Judith Jarvis Thomson) และ ไฟน์เบิร์ก เป็นต้น ในการวิเคราะห์ว่าสิทธิคืออะไร นักปรัชญาบางคนเห็นว่าคำใดคำหนึ่งในสี่คำนี้ สื่อถึงลักษณะสำคัญของสิทธิ แต่นักปรัชญาบางคนก็เห็นว่าไม่ใช่แค่คำๆ เดียว แต่มากกว่านั้น อาจจะเป็นสองคำหรือหมดทั้งสี่คำ แต่การวิเคราะห์ลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นความพยายามทำความเข้าใจมโนทัศน์เรื่องสิทธิผ่านการให้คำจำกัดความว่า สิทธิ หมายถึงอะไร อย่างไรก็ตาม ยังมีกรอบการเข้าใจมโนทัศน์เรื่องสิทธิอีกแบบหนึ่งคือการเข้าใจสิทธิผ่านการพิจารณา บทบาทหน้าที่ของสิทธิ มีแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสิทธิที่แตกต่างกัน 2 กลุ่มคือ ทฤษฎีทางเลือก (choice theory) หรืออีกชื่อหนึ่งคือทฤษฎีเจตจำนง (will theory) และทฤษฎีผลประโยชน์ (interest theory หรือ benefit theory) ตัวแทนของนักปรัชญาที่มีแนวคิดแบบทฤษฎีทางเลือกได้แก่ ฮาร์ท ส่วนตัวแทนของนักปรัชญาที่มีแนวคิดแบบทฤษฎีผลประโยชน์ ได้แก่ ลีออน และ เรซ

โดยคร่าวๆ แล้ว แนวคิดแบบทฤษฎีทางเลือกเห็นว่าบทบาทหน้าที่ของสิทธิคือให้อำนาจแก่ผู้ครองสิทธิที่จะควบคุมหรือจัดการสถานการณ์ต่างๆ การให้สิทธิแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงเท่ากับเป็นการให้อำนาจแก่บุคคลนั้น ในอันที่จะเลือกหรือบังคับให้คนอื่นทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น การที่ (ก) มีสิทธิในคอมพิวเตอร์ของเขา หมายความว่าผู้อื่นมีหน้าที่ที่จะต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ของเขา และ (ก) มีอำนาจในการเลือกที่จะบังคับให้ผู้อื่นทำตามหน้าที่นี้ (คือไม่ให้ใช้คอมพิวเตอร์ของเขา) หรือเลือกที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นละเว้นการทำตามหน้าที่นี้ (คืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้คอมพิวเตอร์ของเขา)

แนวคิดแบบทฤษฎีทางเลือกถูกโต้แย้งว่ามีข้อบกพร่องสำคัญคือไม่สามารถอธิบายสิทธิที่ไม่สามารถสละได้ (unwaivable right) เช่น สิทธิในการไม่ตกเป็นทาส เนื่องจากตามแนวคิดแบบทฤษฎีทางเลือก สิทธิมีบทบาทในการให้อำนาจแก่ผู้ครองสิทธิที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้สิทธินั้น แต่สิทธิบางอย่างไม่ได้ขึ้นกับการเลือกของผู้ครองสิทธิ เพราะเป็นสิทธิที่ผู้ครองสิทธิไม่สามารถสละได้ เช่น สิทธิในการไม่ตกเป็นทาส ซึ่งในกรณีของสิทธิที่ว่านี้ ผู้ครองสิทธิไม่มีอำนาจที่จะเลือกสละสิทธินี้ โดยยินยอมให้ตัวเองเป็นทาสของผู้อื่น นอกจากนี้ แนวคิดแบบทฤษฎีทางเลือกยังถูกโต้แย้งด้วยเหตุผลอีกข้อหนึ่งคือไม่สามารถอธิบายกรณีที่ตัวผู้ครองสิทธิเองไม่มีความสามารถที่จะใช้อำนาจที่ได้มาจากสิทธินั้น เช่น ทารก สัตว์ หรือผู้ป่วยที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ตัวอย่างเหล่านี้ไม่มีความสามารถใช้สิทธิที่จะไม่ได้รับความเจ็บปวดทรมาน อันเป็นสิทธิที่เรายอมรับว่าบุคคลหรือสัตว์มีอยู่

ส่วนแนวคิดแบบทฤษฎีผลประโยชน์นั้นได้รับอิทธิพลจากเจเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham) แนวคิดนี้เห็นว่าสิทธิมีบทบาทในการปกป้องผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มบุคคล การให้สิทธิแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจึงเท่ากับเป็นการบอกว่าผลประโยชน์ของเขา ตลอดจนการกระทำอื่นๆ ที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของเขา ต้องได้รับการปกป้องมิให้ผู้อื่นละเมิด แนวคิดแบบทฤษฎีผลประโยชน์นั้นดูเหมือนจะอธิบายได้ครอบคลุมมากกว่าแนวคิดแบบทฤษฎีทางเลือก เนื่องจากสามารถอธิบายสิทธิที่ไม่สามารถสละได้ว่าการมีสิทธินี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ครองสิทธิเอง ผู้ครองสิทธิจึงไม่สามารถสละสิทธินี้ได้ และยังสามารถอธิบายสิทธิที่ผู้ครองสิทธิไม่สามารถใช้สิทธิเองได้ว่าสิทธิเหล่านี้มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา

อย่างไรก็ตาม แนวคิดแบบทฤษฎีผลประโยชน์ก็ถูกโต้แย้งว่าอ้างเหตุผลไม่ถูกต้องในการเชื่อมโยงการมีหรือได้รับผลประโยชน์จากบางสิ่งกับการมีสิทธิในสิ่งนั้น เพราะมีบางกรณีที่เรายอมรับกันว่าบุคคลสามารถมีผลประโยชน์ในบางสิ่งได้โดยไม่ต้องมีสิทธิในสิ่งนั้น เช่น กรณีบุคคลที่สาม ตัวอย่างเช่น (ก) ทำสัญญากับ (ข) ให้ (ข) จ่ายเงินจำนวนหนึ่งพันบาทแก่ (ค) ในกรณีนี้ (ก) มีสิทธิตามสัญญานี้กับ (ข) เพราะ (ก) ได้รับผลประโยชน์จากการที่ (ข) ทำตามสัญญา นั่นคือ (ก) ได้ชื่อว่าเป็นคนให้เงินจำนวนหนึ่งพันบาทแก่ (ค) ทั้งนี้ (ก) อาจทำสัญญาไว้กับ (ค) อีกฉบับหนึ่งว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งพันบาทให้แก่ (ค) ก็ได้ แต่แม้ (ค) จะได้รับผลประโยชน์ในฐานะบุคคลที่สามจากการทำตามสัญญาระหว่าง (ก) กับ (ข) แต่เราไม่สามารถกล่าวได้ว่า (ค) มีสิทธิทวงสัญญาให้ (ข)จ่ายเงินหนึ่งพันบาทแก่ตนได้ นอกจากนี้ ในทางกลับกัน ก็มีบางกรณีที่บุคคลมีสิทธิในการทำบางสิ่งโดยที่บุคคลนั้นไม่ได้รับผลประโยชน์จากการทำสิ่งนั้น เช่น ผู้พิพากษามีสิทธิตามกฎหมายในการตัดสินจำคุกคน แต่ผู้พิพากษาไม่ได้รับหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการตัดสินจำคุก เมื่อเป็นเช่นนี้ การเชื่อมโยงสิทธิในบางสิ่งเข้ากับการมีหรือได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในทุกกรณี


5. การอ้างเหตุผลสนับสนุนต่อการมีสิทธิ

การอ้างเหตุผลที่อธิบายว่าอะไรคือสิทธิพื้นฐานที่บุคคลควรมีและอะไรคือเหตุผลที่ทำให้บุคคลอื่นควรเคารพสิทธิเหล่านั้น มีที่มาจากแนวคิดทางสังคม ซึ่งอยู่เบื้องหลังระบบกฎหมายหรือระบบจริยธรรม โดยแบ่งได้เป็นสองแนวคิดหลักๆ ซึ่งมีรูปแบบการอ้างเหตุผลที่แตกต่างกันดังนี้

แนวคิดแรกให้เหตุผลโดยอ้างว่ามนุษย์มีคุณสมบัติบางประการที่ทำให้มีสิทธิพื้นฐานต่างๆ และบุคคลอื่นควรเคารพสิทธิเหล่านี้ การอ้างเหตุผลตามแนวคิดนี้จึงเป็นการอ้างจากสถานะของบุคคลเพื่อสรุปว่า บุคคลนั้นๆ มีสิทธิ ทำให้เรียกแนวคิดแรกนี้ว่าทฤษฎีสถานะ (status theories)

แนวคิดที่สองให้เหตุผลว่าการที่บุคคลมีสิทธิต่างๆ และบุคคลอื่นควรเคารพสิทธิเหล่านี้ ก็เพราะว่าการมีสิทธิและการเคารพสิทธินั้นเป็นวิถีทาง (means) หรือเครื่องมือ (instruments) ที่นำไปสู่การกระจายผลประโยชน์แก่แต่ละบุคคลที่ดีที่สุด แนวคิดที่สองนี้เรียกว่าทฤษฎีเครื่องมือ (instrumental theories)

แนวคิดทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยแนวคิดแรกเห็นว่าเราควรเคารพสิทธิของผู้อื่นเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่เพราะทำแล้วก่อให้เกิดผลที่ดีที่ตามมา ดังนั้น สิทธิไม่ใช่เครื่องมือที่นำไปสู่การมีผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคม ตามแนวคิดนี้ สิทธิพื้นฐานจึงมีลักษณะสัมบูรณ์ (absolute) และไม่อาจละเมิดได้แม้ว่าการละเมิดสิทธิจะนำไปสู่ผลต่อสังคมโดยรวมที่ดีกว่าก็ตาม ส่วนแนวคิดที่สองนั้นเห็นว่าการเคารพสิทธิของกันและกันนั้นควรทำ เพราะการทำเช่นนี้จะก่อให้เกิดผลที่ดีตามมา เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมจึงควรมีการกำหนดและบังคับใช้สิทธิต่างๆ ระหว่างสมาชิกในสังคม ดังนั้น ตามแนวคิดที่สอง การตัดทอนและละเมิดสิทธิบางอย่างของคนในสังคม ก็เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ หากกระทำแล้วนำไปสู่ผลลัพธ์โดยรวมที่ดีกว่าแก่สังคม

ตัวอย่างของการอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีสิทธิตามแนวคิดแบบทฤษฎีสถานะที่เห็นได้ชัดก็คือแนวคิดเรื่องสิทธิธรรมชาติ ที่อ้างว่ามนุษย์นั้นโดยธรรมชาติแล้วมีคุณสมบัติบางอย่างซึ่งทำให้มีสิทธิพื้นฐานบางอย่างที่ทุกคนต้องเคารพและไม่ล่วงละเมิด แนวคิดที่อ้างเหตุผลตามแนวทางนี้ มีความแตกต่างในเรื่องคุณสมบัติของมนุษย์ที่ใช้อ้างว่าทำให้มนุษย์มีสิทธิ คุณสมบัติของมนุษย์ที่มักหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ ความเป็นเหตุเป็นผล (rationality) การมีเจตจำนงอิสระ (free will) อัตตาณัติ (autonomy) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (human dignity) เป็นต้น นักปรัชญาที่ใช้การอ้างเหตุผลแบบนี้มีเช่น ล็อค คานท์ และกีเวิร์ธ

การที่แนวคิดแบบทฤษฎีสถานะเห็นว่าสิทธิพื้นฐานมีลักษณะสัมบูรณ์และไม่ควรละเมิดทำให้แนวคิดแบบนี้ถูกโต้แย้งหลายประการ เช่น

ประการแรก มีบางกรณีที่ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้นเลวร้ายมากจนถึงขั้นที่ทำให้คิดว่าเราควรละเมิดสิทธิพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น ผู้ก่อการร้ายกำลังจะกดระเบิดฆ่าตัวตายท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ในกรณีเช่นนี้เราย่อมเห็นว่าบุคคลอื่น เช่น ตำรวจ ย่อมสามารถละเมิดสิทธิในการมีชีวิตของผู้ก่อการร้ายได้ นั่นคือ ฆ่าเขาเสียก่อนที่จะกดระเบิดเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเป็นจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตาย

ประการที่สอง เมื่อพิจารณาโดยละเอียดจะพบว่าสิทธิพื้นฐานบางประการที่เรายอมรับกันว่าทุกคนมีนั้น มีปัญหาในตัวเอง เช่น สิทธิในการพูดอย่างเสรี ซึ่งสิทธินี้ครอบคลุมถึงการมีสิทธิที่จะด่าว่าผู้อื่น ทั้งที่สิทธิในการพูดอย่างเสรีนั้น ควรใช้เพื่อวิจารณ์บุคคลสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อด่าว่าบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ สิทธิในการพูดอย่างเสรี ยังครอบคลุมถึงสิทธิในการพูดหรือวิจารณ์ โดยที่ผู้พูดรู้ว่าเนื้อหาที่พูดออกมานั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งการใช้สิทธิเช่นนี้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ประการที่สาม การเชื่อมโยงระหว่างการอ้างถึงคุณสมบัติบางอย่างของมนุษย์กับการสรุปว่ามนุษย์มีสิทธิพื้นฐานบางอย่างตามแนวคิดเรื่องสิทธิธรรมชาตินั้นไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากคุณสมบัติของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องทางอภิปรัชญาแต่มโนทัศน์เรื่องสิทธิเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างและถูกบังคับใช้โดยมนุษย์ ดังเช่นเบนแธมที่วิจารณ์แนวคิดเรื่องสิทธิธรรมชาติว่าแท้จริงแล้ว สิทธินั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ร่วมกันตกลงขึ้น (convention) ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ คำกล่าวว่ามนุษย์มีสิทธิบางอย่างติดตัวโดยธรรมชาติและไม่สามารถพรากเอาไปได้เป็นเพียงโวหารที่ฟังดูดีแต่ไร้ความหมาย

ตัวอย่างของการอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีสิทธิตามแนวคิดแบบทฤษฎีเครื่องมือที่เห็นได้ชัดคือ แนวคิดแบบประโยชน์นิยมที่เห็นว่าสิทธิเป็นเครื่องมือนำไปสู่การกระจายผลประโยชน์ที่ดีที่สุด ถ้าเราเปรียบเทียบแนวการอ้างเหตุผลทั้งสองแบบตามที่กล่าวมาจะพบว่า ขณะที่แนวคิดแบบทฤษฎีสถานะนั้นมีลักษณะที่แข็ง (strong) เกินไป กล่าวคือ เห็นว่าสิทธิพื้นฐานมีลักษณะสัมบูรณ์ไม่สามารถละเมิดได้ ซึ่งทำให้ประสบกับข้อโต้แย้งดังที่เพิ่งกล่าวไป แนวคิดแบบประโยชน์นิยมกลับไม่ประสบปัญหาเหล่านี้ เพราะยินยอมให้มีการละเมิดสิทธิพื้นฐานของบุคคลได้ ถ้าการละเมิดนั้นก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมสูงสุด อย่างไรก็ตาม ลักษณะดังกล่าวของแนวคิดแบบประโยชน์นิยมก็มองได้ว่ามีลักษณะที่อ่อน (weak) เกินไป เพราะการยินยอมให้ละเมิดสิทธิพื้นฐานของบุคคลได้ ซึ่งในบางครั้ง อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ เช่น การยินยอมให้ฆ่าหรือทำลายบุคคลผู้เป็นพาหะของโรคร้ายแรงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดซึ่งจะเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้น การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐานของบุคคล คือ สิทธิในการมีชีวิต ทั้งที่บุคคลนั้นไม่ได้กระทำความผิดใด นอกจากนี้ การอ้างผลประโยชน์โดยรวมนั้น แม้จะดูเหมือนว่าสามารถให้รายละเอียดได้ว่าบุคคลแต่ละคนในแต่ละสถานการณ์มีสิทธิที่จะทำสิ่งใดบ้าง โดยพิจารณาจากผลประโยชน์โดยรวมที่คาดว่าจะได้จากการยอมให้มีสิทธินั้น แต่ก็ตั้งคำถามได้ว่าแท้จริงแล้วเราสามารถคาดคำนวณถึงผลประโยชน์โดยรวมที่จะเกิดขึ้นจากการให้สิทธิในการทำบางอย่างได้หรือไม่ ปัญหาสำคัญคือเรื่องความเป็นกลางของการคาดคำนวณ และการแสดงผลจากการคาดคำนวณที่เป็นรูปธรรมซึ่งทุกคนยอมรับได้
 

6. มโนทัศน์เรื่องสิทธิในแนวคิดทางการเมือง

มโนทัศน์เรื่องสิทธิเป็นความคิดพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งของแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม (liberalism) เช่น แนวคิดของโรนัลด์ ดอร์กิน (Ronald Dworkin) ที่เห็นว่าสิทธิเป็นคุณค่าเชิงบรรทัดฐานที่สำคัญที่สุดและต้องมาก่อนคุณค่าเชิงบรรทัดฐานอื่นๆ ทั้งหมดแม้แต่คุณค่าเรื่องความมั่งคั่ง (wealth) ของสังคม นอกจากนี้ ยังเห็นว่าสิทธิเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าการที่ผู้ครองสิทธิกระทำตามสิทธิที่เขามีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้การกระทำนั้นจะขัดแย้งกับคุณค่าอื่นทางสังคมก็ตาม อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับสิทธิในลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามว่าจริงหรือไม่ที่สิทธิทุกชนิดมีลักษณะสัมบูรณ์ คือ เป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้ แม้การละเมิดนั้นจะตอบสนองต่อคุณค่าเชิงบรรทัดฐานอื่นๆ ทางสังคม นักปรัชญาบางท่าน เช่น กีเวิร์ธ เห็นว่าอย่างน้อยที่สุด สิทธิประการหนึ่งที่มีลักษณะสัมบูรณ์ซึ่งไม่อาจล่วงละเมิดได้ก็คือสิทธิที่จะไม่ถูกสังหารไม่ว่ากรณีใดก็ตาม แต่ความคิดนี้ถูกปฏิเสธโดยนักปรัชญาที่มีแนวคิดแบบประโยชน์นิยมที่เห็นว่าสิทธิควรมาหลังผลประโยชน์สูงสุดของสังคม

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับสิทธิยังประสบปัญหาอีกสองประการ ประการแรก คือ ความขัดแย้งระหว่างสิทธิต่างประเภทกัน เช่น ความขัดแย้งระหว่างสิทธิในการเป็นเจ้าของกับสิทธิในการมีชีวิต ดังเช่นกรณีบริษัทยาที่มีสิทธิเหนือสูตรยาที่ตัวเองคิดค้นขึ้น ทำให้สามารถผลิตและกำหนดราคายาให้สูงเท่าไรก็ได้ รวมทั้งสามารถห้ามผู้อื่นใช้สูตรยาที่ตัวเองคิดค้นขึ้นเพื่อผลิตขายในราคาถูกเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัททำกำไรได้ลดลง สิทธิดังกล่าวย่อมขัดแย้งกับสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน ซึ่งพวกเขาควรที่จะสามารถซื้อยาได้ในราคาถูกเพื่อใช้รักษาและดำรงชีวิตต่อไป ประการที่สอง คือ แม้สิทธิจะเป็นเหตุผลสนับสนุนสำหรับผู้ครองสิทธิว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำตามสิทธินั้น แต่การทำตามสิทธินั้นอาจเป็นสิ่งที่ผิดในทางจริยธรรมได้ ปัญหานี้เห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีความขัดแย้งระหว่างสิทธิตามกฎหมายกับหลักทางจริยธรรม เช่น ในบริบทของสังคมไทยที่นับถือพุทธศาสนานั้นเห็นว่าการฆ่าสัตว์ผิดหลักจริยธรรม แต่ตามกฎหมายไทยนั้นอนุญาตให้โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมายมีสิทธิที่จะฆ่าสัตว์ได้ตามที่กำหนดไว้ หรือในหลายประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก กลับอนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิตามกฎหมายที่จะคุมกำเนิด ทั้งๆ ที่การคุมกำเนิดนั้นขัดกับหลักคำสอนของคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิก เป็นต้น

ในขณะที่แนวคิดแบบเสรีนิยมเห็นว่ามโนทัศน์เรื่องสิทธิเป็นความคิดพื้นฐานสำคัญทางการเมือง แนวคิดของมาร์ก (Marx) และแนวคิดแบบชุมชนนิยม (communitarianism) กลับไม่เห็นด้วยกับการให้ความสำคัญกับมโนทัศน์เรื่องสิทธิ แนวคิดทั้งสองอ้างว่ามโนทัศน์เรื่องสิทธินั้น แฝงนัยของแนวคิดแบบปัจเจกนิยม (individualism) ไว้ การให้ความสำคัญกับมโนทัศน์เรื่องสิทธิมากกว่าคุณค่าอื่นในสังคม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบปัจเจกบุคคลนิยม กล่าวคือ ทำให้ปัจเจกบุคคลแยกตัวเองออกจากสังคม และทำให้ปัจเจกบุคคลเห็นแก่ตัวเองมากกว่าเห็นแก่สังคมโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนการให้ความสำคัญกับมโนทัศน์เรื่องสิทธิโต้แย้งว่ามโนทัศน์เรื่องสิทธิไม่ได้มีนัยของแนวคิดแบบปัจเจกนิยม เพราะเวลาเรากล่าวถึงผู้ครองสิทธิ เราไม่ได้จำเป็นต้องกล่าวถึงผู้ครองสิทธิที่เป็นปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว เรายังสามารถกล่าวถึงผู้ครองสิทธิที่เป็นกลุ่มบุคคล เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มทางศาสนาและวัฒนธรรมได้ด้วย ดังนั้น จึงไม่ถูกต้องที่จะแย้งว่ามโนทัศน์เรื่องสิทธินั้นมีนัยแนวคิดแบบปัจเจกนิยม

พงศ์ศิริ ศรีวรรธนะ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก
 

·

Hobbes, Thomas. [1651] 1977. Leviathan. C.B. Macpherson (ed.). Harmondsworth,
Middlesex: Penguin Books.

·

Hohfeld, W.  N. 1999. Some Fundamental Legal conceptions as Applied in Judicial Reasoning. In Jules L. Coleman (ed.). Readings in the Philosophy of Law, pp. 164-207. New York & London: Garland Publishing.

·

Locke, John. [1690] 1974. Two Treatises of Government. Thomas I. Cook. (ed.). New York: Hafner Press.

·

Wenar, Leif. 2005. Rights. In Edward N. Zalta (ed.) The Stanford Encyclopedia of Philosophy. <URL=http://plato.stanford.edu/entries/rights/>.



เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
 

·

Dagger, Richard. 1989. Rights. In Terence Ball, James Farr and Russell L. Hanson (eds.). Political Innovation and Conceptual Change, pp. 292-308. Cambridge: Cambridge University Press. (อธิบายประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)

·

Edmundson, William A. 2004. An Introduction to Rights. New York: Cambridge University Press. (อธิบายประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)

·

Feinberg, Joel. 1973. Social Philosophy. New Jersey: Prentice-Hall. (ในบทที่สี่ของหนังสือเล่มนี้ให้รายละเอียดการอ้างเหตุผลของไฟน์เบิร์กที่สนับสนุนความเห็นของเขาที่ว่าสิทธิคือข้ออ้างที่สมเหตุสมผลและความเห็นที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิกับหน้าที่นั้นไม่มีความสัมพันธ์กลับกัน ส่วนบทที่ห้ากล่าวถึงประเด็นการขัดแย้งระหว่างสิทธิและบทที่หกกล่าวถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน)

·

Feinberg, Joel. 1980. Nature and value of rights.  In Right, Justice and the Bounds of Liberty: Essay in Social Philosophy, pp. 143-155. Princeton, N.J.: Princeton University Press. (รายละเอียดการอ้างเหตุผลของไฟน์เบิร์กที่สนับสนุนความเห็นของเขาที่ว่า สิทธิคือข้ออ้างที่สมเหตุสมผลและความเห็นที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิกับหน้าที่นั้นไม่มีความสัมพันธ์กลับกัน)

·

Finnis, John. 1980. Natural Law and Natural Rights. Oxford: Clarendon Press. (อธิบายประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของมโนทัศน์เรื่องสิทธิและแสดงการอ้างเหตุผลว่าสังคมโรมันมีมโนทัศน์เรื่องสิทธิเนื่องจากสิทธิกับหน้าที่มีความสัมพันธ์กลับกัน)

·

Gewirth, Alan. 1978. Reason and Morality. Chicago: The University of Chicago Press. (แสดงข้อโต้แย้งว่าสังคมที่ไม่ใช่สังคมตะวันตกสมัยใหม่นั้นมีมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)

·

Gewirth, Alan. 1984. The Epistemology of Human Rights. In Ellen Frankel Paul, Jeffrey Paul and Fred   D. Miller (eds.). Human Rights, pp. 1-24. Oxford: Basil Blackwell. (อธิบายองค์ประกอบของสิทธิ)

·

Kramer, Matthew H., Simmonds, N.E., and Steiner, Hillel. (eds.). 2000. A Debate over Rights: Philosophical Enquiries. Oxford: Oxford University Press. (แสดงข้อถกเถียงระหว่างแนวคิดแบบทฤษฎีทางเลือกกับแนวคิดแบบทฤษฎีผลประโยชน์)
· Lyons, David. 1984. Utility and Rights. In Jeremy Waldron (ed.) Theories of Rights, pp.110-136.   Hong Kong: Oxford University Press. (แสดงการจำแนกความแตกต่างระหว่างสิทธิทางศีลธรรมและสิทธิทางกฎหมาย)
· Martin, Rex, and Nickel, James W. 1980. Recent work on the concept of rights. American Philosophical Quarterly. 17: 165-180. (รวมข้อถกเถียงเกี่ยวกับมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)
· McCloskey, H. J. 1965. Rights. Philosophical Quarterly. 15: 115-127. (แสดงข้อโต้แย้งต่อความเห็นที่ว่าข้ออ้างเป็นลักษณะสำคัญของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)
· Stoljar, Samuel. 1984. An Analysis of Rights. Hong Kong: Macmillan. (แสดงข้อถกเถียงระหว่างไฟน์เบิร์กและแมคคลอสกี้ในประเด็นเรื่องข้ออ้างเป็นลักษณะสำคัญของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)
· Sumner, L. W. 1990. The Moral Foundation of Rights. Oxford: Clarendon Press. (แสดงการอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีสิทธิจากพื้นฐานแนวคิดแบบประโยชน์นิยม)
· Tuck, Richard. 1989. Natural Rights Theories: Their Origin and Development. Cambridge: Cambridge University Press. (อธิบายประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)
· Tully, Jame. 1980. A Discourse on Property. Cambridge: Cambridge University Press. (อธิบายประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของมโนทัศน์เรื่องสิทธิ)
· Waldron, Jeremy. (ed.). 1984. Theories of Rights. Hong Kong: Oxford University Press. (รวมบทความที่แสดงข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในประเด็นต่างๆ)


คำที่เกี่ยวข้อง

ความเสมอภาค / อัตตาณัติ / ประชาธิปไตย
Equality / อัตตาณัติ / ประชาธิปไตย

 


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ