ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 18/05/54

 

ปัญหาความชั่วร้าย
The Problem of Evil

 

1. ประเภทของความชั่วร้าย
2. ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้าย
3. การแก้ปัญหาความชั่วร้าย
เรียบเรียงจาก
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

 

ความชั่วร้ายเป็นปัญหาสำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งสำหรับศาสนาแบบเอกเทวนิยม โดยเฉพาะในแบบที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเปี่ยมด้วยความสมบูรณ์แบบ เหตุผลเนื่องจากถ้าพิจารณาถึงคุณลักษณะของพระเจ้าแล้ว ความชั่วร้ายเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กล่าวคือ พระเจ้าเป็นผู้ทรงสรรพฤทธิ์ (omnipotent) ทรงไว้ด้วยความดีสมบูรณ์ (perfectly good) อีกทั้งยังทรงเป็นสัพพัญญู (omniscience) ถ้าพระเจ้าทรงสรรพฤทธิ์ พระองค์ก็น่าจะทรงสร้างจักรวาลให้ปราศจากความชั่วร้ายได้ ด้วยความที่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ก็ไม่น่าที่จะทรงปรารถนาให้มนุษย์เผชิญความทุกข์ใดๆ และในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู พระองค์ย่อมทรงรู้ล่วงหน้าว่ามนุษย์จะกระทำบาปต่อพระองค์ อันเป็นเหตุให้มนุษย์ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในภายหลัง พระองค์จึงน่าจะทรงสามารถหาทางป้องกันมิให้มนุษย์ทำบาปได้ ดังนั้น ในฐานะที่จักรวาลและมนุษย์สร้างขึ้นโดยพระเจ้าผู้ทรงสรรพฤทธิ์ ผู้ทรงความดีสูงสุด และผู้ทรงเป็นสัพพัญญู จักรวาลนี้จึงน่าที่จะปราศจากความชั่วร้าย และมนุษย์ก็มิควรจะต้องเผชิญกับความชั่วร้ายใดๆ แต่ในความเป็นจริงที่พบ มนุษย์ยังต้องเผชิญกับความชั่วร้ายอยู่ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหานี้ ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความชั่วร้ายก่อน

 
1. ประเภทของความชั่วร้าย

ความชั่วร้ายแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้  

1.1 ความชั่วร้ายทางจริยธรรมหรือบาป (moral evil or sin)

ความชั่วร้ายทางจริยธรรมหรือบาป หมายถึง ความชั่วร้ายที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งศาสนาคริสต์เรียกว่า บาป อันเป็นความชั่วร้ายทางความประพฤติที่ไม่น่าถึงปรารถนา หรือเป็นความประพฤติที่ไม่ดี ไม่ควรปฏิบัติ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการไม่เชื่อฟังพระเจ้าด้วย

1.2 ความชั่วร้ายทางธรรมชาติ (natural evil)

ความชั่วร้ายทางธรรมชาติคือ ปรากฏการณ์ที่มีสาเหตุมาจากธรรมชาติ และก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน ความสูญเสียชีวิต รวมทั้งชีวิตผู้มีจริยธรรมผู้เชื่อฟังพระเจ้า เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม เป็นต้น

1.3 ความชั่วร้ายทางอภิปรัชญา (metaphysical evil)

ความชั่วร้ายอันเนื่องมาจากธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง กล่าวคือ ในฐานะที่มนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง มนุษย์จึงไม่มีความสมบูรณ์และเต็มไปด้วยข้อจำกัด  เมื่อมนุษย์มีข้อจำกัด จึงทำให้บางครั้งมนุษย์ใช้เจตจำนงอิสระไปในทางที่ผิด ก็เป็นเหตุให้มนุษย์ทำบาป และสิ่งนี้นำมาซึ่งความชั่วร้าย

 

2. ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้าย

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้ายแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ

1 ปัญหาความชั่วร้ายเชิงตรรกวิทยา (logical problem of evil)
2 ปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐาน (evidential problem of evil)

ปัญหาความชั่วร้ายเชิงตรรกวิทยาเห็นว่าในทางตรรกวิทยาแล้ว ความเชื่อเกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้าที่ทรงสรรพฤทธิ์ ทรงไว้ด้วยความดีสมบูรณ์ และทรงเป็นสัพพัญญูนั้น ไม่อาจจริงได้ในเวลาเดียวกับความเชื่อที่ว่ามีความชั่วร้ายดำรงอยู่ หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าความเชื่อหนึ่งจริง อีกความเชื่อต้องเท็จ ข้อถกเถียงดังกล่าวสามารถเขียนเป็นรูปแบบการอ้างเหตุผลทางตรรกวิทยาได้ดังนี้

ความเชื่อที่ 1 พระเจ้าดำรงอยู่และทรงอำนาจสูงสุด ทรงเป็นสัพพัญญูและทรงความดีสูงสุด

ความเชื่อที่ 2 ความชั่วร้ายดำรงอยู่

 เมื่อผนวกกับเหตุผลต่อไปนี้ จะพบว่าหนึ่งในสองความเชื่อนี้ต้องเป็นเท็จ

(ก) สิ่งที่ทรงความดีสูงสุดควรที่จะกำจัดความชั่วร้ายออกไปเท่าที่จะเป็นไปได้
(ข) สัตที่เป็นสัพพัญญูควรรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความชั่วร้าย
(ค) ไม่มีสิ่งใดที่สัตที่ทรงอำนาจสูงสุดทำไม่ได้

จาก () – () แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อที่ 1 หรือ ความเชื่อที่ 2 เท็จ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ 2 นั้นมีความชัดเจนจากประสบการณ์ของเรา ดังนั้น บางคนจึงสรุปว่า

() ถ้าความเชื่อที่ 2 จริง ความเชื่อที่ 1 น่าจะเป็นเท็จ กล่าวคือ ถ้าความชั่วร้ายมีอยู่จริง พระเจ้าไม่น่ามีอยู่

นักปรัชญาศาสนาอย่างเช่น วิลเลียม โรว์ (William Rowe) วิลเลียม พี. อัลสตัน (William P. Alston) ปีเตอร์ แวน อินวาเกน (Peter Van Inwagen) และสตีเฟน ไวสตร้า  (Stephen Wykstra)] มองว่าการโต้แย้งเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้ายไม่ควรเป็นเรื่องของข้อถกเถียงเชิงตรรกวิทยาข้างต้น แต่ควรเป็นเรื่องของข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐานมากกว่า ข้อถกเถียงเชิงหลักฐานก็อาศัยการอ้างเหตุผลที่ใช้กันในการถกเถียงเชิงตรรกวิทยาชุดข้างต้นเช่นกัน ความแตกต่างอยู่ตรงที่ข้อถกเถียงเชิงหลักฐานเห็นว่าการยกหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงเพื่อสนับสนุนความเชื่อที่ 2 จะเป็นสิ่งที่ให้น้ำหนักในการปฏิเสธความเชื่อที่ 1 อย่างแท้จริง การถกเถียงเชิงตรรกวิทยาพิจารณาเฉพาะความเป็นไปได้ (หรือความเป็นไปไม่ได้) ที่ความเชื่อที่ 1 และ 2 จะจริงในเวลาเดียวกัน การพิจารณาเช่นนี้เป็นนามธรรม แต่การยกความชั่วร้ายที่รุนแรงที่เกิดขึ้นจริงจะเป็นรูปธรรม และทำให้เห็นว่าควรที่จะปฏิเสธความเชื่อที่ 1 ได้อย่างชัดเจน

 

3. การแก้ปัญหาความชั่วร้าย

จากความขัดแย้งระหว่างความเชื่อที่ 1 และ 2 ข้างต้น มีนักปรัชญาเสนอวิธีแก้ไขปัญหามากมาย ถึงแม้ว่าแต่ละแนวทางจะมีข้อเสนอที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือทุกแนวความคิดยอมรับว่าเราสามารถยอมรับได้ว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่พร้อมๆ กับที่จะยอมรับว่าโลกนี้มีความชั่วร้าย ดังนั้น เหตุผลที่เสนอมาจึงเป็นพยายามอธิบายว่าพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบกับความชั่วร้ายสามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ความพยายามปกป้องความยุติธรรมหรือความดีงามของพระเจ้าต่อข้อวิจารณ์ที่อ้างถึงความชั่วร้ายนี้ เรียกว่า “theodicy” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า “theos” ซึ่งหมายถึงพระเจ้าและคำว่า “dike” ซึ่งหมายถึง ความยุติธรรม (justice)

ในการแก้ปัญหาดังกล่าว วิธีการหนึ่งที่พบได้เรียกว่าวิธีการยก เหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรม” (morally sufficient reason) อันเป็นข้อเสนอว่าพระเจ้าอาจมีเหตุผลที่ดีในการยอมให้มีความชั่วร้ายและความเจ็บปวดเกิดแก่มนุษย์ ขอให้ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

(1) อาจเป็นได้ว่า พระเจ้ามีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมสำหรับการยอมให้มีสิ่งชั่วร้าย ถ้าพระเจ้ามีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรม อาจเป็นได้ว่าพระเจ้าทรงอำนาจสูงสุด แต่ยังคงมีความชั่วร้ายและเจ็บปวดได้

(2) ถ้าพระเจ้ารู้เกี่ยวกับความชั่วร้ายและความเจ็บปวดในโลก และรู้วิธีกำจัดหรือปกป้อง และมีอำนาจมากพอในการปกป้อง แต่การที่พระองค์ไม่ทรงกระทำก็ไม่ได้หมายความว่า พระองค์ไม่ได้ทรงความดีสูงสุด แต่เป็นเพราะพระองค์มีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย

(3) ถ้าพระเจ้ารู้เกี่ยวกับความชั่วร้ายและความเจ็บปวด รู้วิธีการกำจัดหรือปกป้องและต้องการที่จะปกป้อง แต่การที่พระองค์ไม่ทรงกระทำก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ทรงเป็นสัพพัญญู แต่เป็นเพราะพระองค์มีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย

(4) ถ้าพระเจ้าทรงมีอำนาจมากพอที่จะปกป้องโลกจากความชั่วร้ายและความเจ็บปวดและต้องการจะทำเช่นนั้น แต่การที่พระองค์ไม่ทรงกระทำก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทรงอำนาจสูงสุด แต่เป็นเพราะพระองค์มีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมในการยอมให้มีสิ่งชั่วร้าย

(5) ดังนั้น ถ้าความชั่วร้ายดำรงอยู่ ก็หมายความได้ว่า () พระเจ้าไม่ทรงอำนาจสูงสุด ไม่ทรงเป็นสัพพัญญู หรือไม่ทรงความดีสูงสุด หรือ () พระเจ้ามีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้าย

จะเห็นได้ว่า (1) – (4) แสดงว่าแม้มีความชั่วร้าย เราก็มิอาจสรุปได้ทันทีว่าพระเจ้าไม่ดำรงอยู่ ทั้งนี้ เพราะว่าการมีความชั่วร้ายนั้น อาจเป็นเพราะพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมในการยอมให้ความชั่วร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นก็ได้ เห็นได้ว่าวิธีการนี้ยกมาเพื่อโต้แย้งปัญหาความชั่วร้ายเชิงตรรกวิทยา เนื่องจากเป็นการแสดงถึงความเป็นไปได้ที่ความเชื่อที่ 1 (พระเจ้าดำรงอยู่และทรงอำนาจสูงสุด ทรงเป็นสัพพัญญูและทรงความดีสูงสุด) และความเชื่อที่ 2 (ความชั่วร้ายดำรงอยู่) จะจริงพร้อมกัน

ณ จุดนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่าการบอกว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมนั้นมีความหมายอย่างไร เราอาจพิจารณาจากตัวอย่างเหตุการณ์ที่เราพบเห็นโดยทั่วไป เช่น วันหนึ่งเพื่อนบ้านช่างนินทาของคุณมาเล่าว่าคุณปราณียอมให้คนอื่นมาทำให้ลูกของตนเจ็บปวด  ทีแรกคุณอาจตกใจ แต่เมื่อคุณได้รู้ความจริงว่า ความเจ็บปวดที่คนอื่นกระทำต่อต่อลูกของคุณปราณีคือการฉีดภูมิคุ้มกันโรคโปลิโอ ถึงตอนนี้คุณก็จะไม่คิดว่าคุณปราณีเป็นคนอันตรายต่อลูกของตนเอง หรืออาจเป็นอันตรายต่อสังคมด้วย หรืออีกนัยหนึ่ง สำหรับกรณีการฉีดภูมิคุ้มกันโรคโปลิโอ คุณปราณีมีเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมในการยอมให้เกิดความเจ็บปวดกับลูกของตน ในทำนองเดียวกัน เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีแก่มนุษย์ พระเจ้าอาจมีเหตุผลเพียงพอทางจริยธรรมในการยอมให้มีความชั่วร้ายเกิดขึ้น

ไลบ์นิซ (Leibniz) คือผู้ที่ริเริ่มใช้วิธีการอ้างถึงเหตุผลที่เพียงพอทางจริยธรรมของพระเจ้า เขาให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เพียงพอในการสร้างโลกนี้ขึ้นมา เนื่องจากโลกนี้เป็นโลกที่ดีที่สุดในบรรดาโลกที่เป็นไปได้ทั้งหลาย (the best possible world) แม้ในโลกนี้จะพบความชั่วร้าย แต่ความชั่วร้ายเหล่านี้ก็เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับก่อให้เกิดความดีที่ยิ่งใหญ่กว่า โลกนี้จะไม่สมบูรณ์ถ้าขาดความชั่วร้ายเหล่านี้ ข้อวิจารณ์สำคัญต่อเหตุผลเช่นนี้ก็คือทำไมจึงเห็นว่าวิถีทางใดๆ ไม่ว่าจะเป็นความชั่วร้ายหรือไม่ ก็นับว่าชอบธรรม ถ้าหากวิถีทางนั้นช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่ดีกว่า

อีกข้อถกเถียงในการแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายคือการอ้างถึงเจตจำนงอิสระ (free will) ของมนุษย์ ทัศนะนี้มีประเด็นหลัก 2 ประการคือ

(1) เจตจำนงอิสระของมนุษย์เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ทั้งเป็นสิ่งที่ดีในตัวเองและเป็นสิ่งที่ช่วยให้บรรลุผลตามพระประสงค์ของพระเจ้า

(2) ในอันที่พระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์ผู้มีอิสระจะบรรลุผลได้ พระองค์ต้องอนุญาตให้มนุษย์ใช้อิสรภาพของตนในทางที่ผิดได้ ซึ่งการใช้อิสรภาพในลักษณะดังกล่าวก็คือสิ่งที่นำสู่ความชั่วร้ายนั่นเอง

ข้อถกเถียงนี้เน้นคุณลักษณะด้านความดีสูงสุดของพระเจ้า ซึ่งทำให้พระองค์ทรงให้สิ่งที่ประเสริฐสุดแก่มนุษย์ นั่นคือ เจตจำนงอิสระ และในขณะเดียวกัน ก็ช่วยอธิบายว่าพระองค์มิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดความชั่วร้าย นอกจากนี้ ความชั่วร้ายยังไม่ใช่ข้อบกพร่องของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง แต่เป็นผลข้างเคียงที่พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ประเด็นของข้อถกเถียงนี้ก็คือเรื่องของการ “ตกสวรรค์” (the Fall) นั่นเอง พระองค์ทรงให้อดัมและอีฟมีอิสระในการเลือก เพื่อให้พวกเขาเลือกสิ่งที่ดีและถูกต้องด้วยตนเอง มิใช่ด้วยถูกบังคับ แต่ในที่สุด ทั้งสองก็ใช้อิสรภาพที่มีไปในทางที่ผิด ทำให้ความชั่วร้ายได้เกิดขึ้นมา วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวก็มุ่งแก้ปัญหาความชั่วร้ายเชิงตรรกวิทยาเช่นกัน เนื่องจากมุ่งอธิบายการดำรงอยู่ร่วมกันได้ระหว่างความเชื่อเกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้าและความเชื่อที่ว่ามีความชั่วร้ายดำรงอยู่ ปัญหาของวิธีแก้ปัญหานี้ก็คืออธิบายได้เฉพาะความชั่วร้ายที่เกิดจากเจตจำนงอิสระเท่านั้น แต่ไม่อาจอธิบายความชั่วร้ายประเภทอื่นๆ ได้

สำหรับผู้เสนอปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐานนั้น จะมุ่งท้าทายเหตุผลหรือเป้าหมายที่ดีเบื้องหลังความชั่วร้ายอย่างที่ปรากฎในการแก้ปัญหาความชั่วร้ายเชิงตรรกวิทยาข้างต้น ผู้เสนอปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐานจะพยายามยกกรณีเฉพาะต่างๆ ที่ทำให้เชื่อได้ว่าไม่น่าจะมีเหตุผลหรือเป้าหมายที่ดีใดๆ เบื้องหลังความทุกข์ หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นความพยายามที่จะยกให้เห็นกรณีของ “ความชั่วร้ายที่ไร้ความหมาย” (pointless evil) ตัวอย่างของกรณี เช่น ลูกกวางที่ถูกไฟป่าเผาและเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสอยู่ 5 วันก่อนจะตาย ในกรณีเช่นนี้ คำถามก็คือความทุกทรมานดังกล่าวสามารถนำไปสู่ ความดีอะไรได้ หรือกรณีของเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมโรคร้ายและต้องเสียชีวิตลงหลังจากทรมานอยู่นานหลายวัน อะไรคือเป้าหมายที่ดีเบื้องหลังความชั่วร้ายนี้

ข้อโต้แย้งของผู้เสนอปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐานมีลักษณะทั่วไปเช่นนี้

(1) มีความชั่วร้ายที่ไม่มีเป้าหมายนำไปสู่ความดีใดๆ
(2) ถ้าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ ความชั่วร้ายที่ไม่มีเป้าหมายนำไปสู่ความดีย่อมไม่อาจมีอยู่ได้
(3) ดังนั้น พระเจ้าไม่ทรงดำรงอยู่
 

วิลเลียม โรว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสนอปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐาน เสนอข้อโต้แย้งคล้ายกันดังนี้

(1) มีความเจ็บปวดดำรงอยู่ โดยสัต (Being) อันมีอำนาจสูงสุดและเป็นสัพพัญญูสามารถปกป้องไม่ให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องสูญเสียสิ่งที่ดีไป

(2) สัตที่เป็นสัพพัญญูและมีความดีสูงสุดจะป้องกันไม่ให้เกิดมีความเจ็บปวด เว้นแต่ว่าจะไม่สามารถกระทำได้โดยปราศจากการสูญเสียสิ่งที่ดีไป

(3) ฉะนั้น ไม่มีสัตที่เป็นสัพพัญญูและมีความดีสูงสุด

การโต้แย้งผู้เสนอปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐานวิธีหนึ่ง ก็คือการอธิบายว่าในแต่ละกรณีเฉพาะที่ยกมานั้น มีเป้าหมายที่ดีอะไรแอบแฝงอยู่ได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ทางแก้ปัญหานี้อาจประสบความล้มเหลวได้ เนื่องจากมีหลายกรณีที่คำอธิบายดูจะไม่มีน้ำหนัก สมมุติคนอธิบายว่ากวางต้องทรมานเพื่อให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะเมตตาและห่วงใยสัตว์โลก ก็อาจแย้งได้ว่าการเรียนรู้ดังกล่าวมีได้โดยกวางไม่ต้องทรมานขนาดนั้น ทางแก้ปัญหาความชั่วร้ายเชิงหลักฐานอีกวิธีหนึ่งที่มีน้ำหนักกว่าก็คือการชี้ถึงข้อจำกัดด้านสติปัญญาของมนุษย์ นั่นคือ การที่เรามิอาจคิดถึงเหตุผลที่ดีเบื้องหลังความทุกข์ทรมานนั้น ไม่จำเป็นต้องแสดงว่าไม่มีเหตุผลนั้นอยู่ แต่อาจจะแสดงเพียงว่าสติปัญญาของเรามิอาจเข้าถึงเหตุผลนั้น

นอกจากแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้แล้ว ยังมีแนวทางอื่นๆ อีก โดยแนวทางเหล่านี้มุ่งแก้ไขที่ความเชื่อ 1 หรือ 2 ตัวอย่างเช่น แนวทางที่ปฏิเสธว่าความชั่วร้ายเป็นเพียงมายาภาพ (illusion) เท่านั้น ไม่ได้มีอยู่จริงๆ แนวทางนี้เป็นการปฏิเสธความเชื่อ 2 หรือแนวทางของเทววิทยาเชิงกระบวนการ (process theology) ที่ปฏิเสธบางคุณลักษณะของพระเจ้า เช่น คุณลักษณะเรื่องสรรพฤทธิ์ ซึ่งแนวทางนี้เป็นการปรับเปลี่ยนความเชื่อ 1

มัสยา นิรัติศยภูติ  (ผู้เรียบเรียง)


เรียบเรียงจาก


·

Adams, Marilyn McCord. 1998. Evil, problem of. Routledge Encyclopedia of Philosophy. [CD-ROM Version 1.0].

·

Hick, John. 1967. Evil, the problem of. In Donald M. Bochert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. Second Edition. New York: Macmillan, Vol. 1: 471-477.

·

Holt, Tim. The Problem of Evil. [Online]. Available: http://www.philosophyofreligion.info/problemofevil.html (Accessed Date: 23/5/2007)

·

Tooley, Michael. The Problem of Evil. [Online]. Available: http://plato.standford.edu/entries/evil/ (Accessed Date: 25/5/2007)


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม  

·

Adams, Marilyn McCord & Robert M. Adams. 1991. The Problem of Evil. Oxford University Press. (ข้อถกเถียงเกี่ยวปัญหาความชั่วร้าย)

·

Adams, R. M. 1985. Plantinga on the Problem of Evil. In J. E. Tomberlin and P. van Inwagen (eds.). Profiles: Alvin Plantinga. Dordrecht: Reidel, pp. 225-255. (ข้อเสนอของแพลนทิงก้าต่อปัญหาความชั่วร้าย)

·

Mackie, J. L. 1955. Evil and Omnipotence. Mind 64: 200-212. (ข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความชั่วร้ายกับการดำรงอยู่ของพระเจ้า)

·

Rowe, William L. 2002. God and the Problem of Evil. Blackwell Publishers (ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้ากับปัญหาความชั่วร้าย)



คำที่เกี่ยวข้อง

ญาณวิทยาศาสนา / อเทวนิยม / การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า
Epistemology of Religion / Atheism / Arguments for the Existence of God

 

 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ