ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

ญาณวิทยาศาสนา
Epistemology of Religion

 

1. ลักษณะของความเชื่อทางศาสนา
2. แนวคิดแบบหลักฐานนิยม
3. แนวคิดแบบศรัทธานิยมของ ลุดวิก วิตเกนสไตน์
4. ข้อเสนอเรื่องญาณวิทยาเชิงปฏิรูปของ อัลวิน แพลนติงก้า
5. แนวคิดเรื่องการรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนาของ วิลเลี่ยม พี. อัลสตัน
เอกสารอ้างอิง
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

ญาณวิทยาศาสนามุ่งการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาในประเด็นทางญาณวิทยา โดยเฉพาะในศาสนาแบบเทวนิยม (ยูดาย คริสต์ อิสลาม) อาทิเช่น ปัญหาเกี่ยวกับสถานะของความรู้ทางศาสนา เช่น ความรู้ในเชิงรหัสยะ (mystical knowledge) ถือเป็นความรู้หรือไม่ ความรู้ที่ได้จากการวิวรณ์ (revelation) หรือวิธีการแบบเทววิทยาธรรมชาติ (natural theology) สามารถยอมรับได้หรือไม่ การมีประสบการณ์ทางศาสนา การมีอยู่ของพระเจ้า การรับรู้คุณสมบัติต่างๆ ของพระเจ้า เช่น การหยั่งรู้ทุกอย่าง (omniscience) การมีอำนาจสูงสุด (omnipotence) หรือการดำรงอยู่ทุกที่ทุกเวลา (omnipresence) เป็นต้น อย่างไรก็ดีปัญหาหลักที่ญาณวิทยาศาสนาให้ความสนใจคือ ปัญหาเรื่องความมีเหตุมีผล (rationality) ของความเชื่อทางศาสนา การรับประกัน (warrant) หรือการให้เหตุผลสนับสนุน (justification) ความเชื่อทางศาสนา

การอธิบายเนื้อหาญาณวิทยาศาสนาในที่นี้จะเป็นการอธิบายในประเด็นปัญหาหลัก คือ การพิจารณาเรื่องการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า หรือประเด็นคำถามว่า ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความเชื่อที่สามารถทำให้ถูกหลักการได้หรือไม่ แนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนกับความเชื่อทางศาสนา รวมถึงข้อโต้แย้งของแต่ละแนวคิดโดยสังเขป อาทิเช่น แนวคิดแบบหลักฐานนิยม (evidentialism) ศรัทธานิยมแบบวิตเกนไตน์ (Wittgensteinian fideism) และแนวคิดที่พยายามปฏิรูปหลักการทางญาณวิทยาเพื่อใช้แก้ปัญหาการให้เหตุผลสนับสนุนกับความเชื่อทางศาสนาที่เรียกว่า ญาณวิทยาเชิงปฏิรูป” (Reformed epistemology) เช่น แนวคิดของ อัลวิน แพลนทิงกา (Alvin Platinga) และวิลเลี่ยม พี. อัลสตัน (William P. Alston) เป็นต้น ในการกล่าวถึงญาณวิทยาทางศาสนาในที่นี้ จะเป็นการกล่าวถึงลักษณะของความเชื่อศาสนาในบริบทของศาสนาเป็นหลัก เนื่องจากมีการพัฒนาข้อถกเถียงในประเด็นญาณวิทยาเป็นอันมาก

 

1. ลักษณะของความเชื่อทางศาสนา

โดยทั่วไป ความเชื่อทางศาสนาจะมีสถานะแตกต่างจากความเชื่ออื่น คือเป็นความเชื่อที่ถือว่าจริงโดยไม่ต้องมีการอ้างหลักฐานสนับสนุน หรือเป็นความเชื่อที่ไม่สามารถพิจารณาด้วยเหตุผล ในทางศาสนา สิ่งที่ใช้รับประกันว่าความเชื่อชนิดเป็นความจริงก็คือศรัทธาในความเชื่อนั้น ด้วยทัศนะเช่นนี้ จึงทำให้ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีสถานะพิเศษกว่าความเชื่ออื่น ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล เช่น ศรัทธาเป็นเครื่องประกันแห่งความหวัง เป็นการเชื่อมั่นในสิ่งที่ไม่ได้เห็น” (ฮิบรู 11:1) หากปราศจากศรัทธาแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์มีอยู่ และเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ผู้ที่แสวงหาพระองค์” (ฮิบรู 11: 6)  ศรัทธาจึงเป็นสิ่งที่ใช้รับประกันความเชื่อทางศาสนา และทำหน้าที่เป็นเสมือนกับเสาหลักในการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนา

ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความจริงในระดับที่เรียกว่าความจริงระดับอุตรภาวะ” (transcendent truth) ที่หมายถึงความจริงในระดับเหนือธรรมชาติ หรือเป็นความจริงที่มีลักษณะเหนือกว่า หรือเกินไปกว่าการรับรู้โดยประสบการณ์ปรกติ มีความเชื่อว่าการรับรู้ความจริงในเชิงอุตรภาวะเป็นการรับรู้ได้เฉพาะในรูปแบบพิเศษ เช่น การรับรู้ผ่านการเผยแสดงของพระเจ้าที่เรียกว่าวิวรณ์” (revelation) มนุษย์จะสามารถรับรู้ความจริงลักษณะนี้ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะให้มนุษย์รับรู้เท่านั้น การรับรู้การมีอยู่ของพระเจ้าในความหมายนี้ จึงมีลักษณะลึกลับ เหนือธรรมชาติ หรือดังที่เรียกว่าเป็นการรับรู้ในเชิง รหัสยะ” (mystical) จอห์น คัลแวง (John Calvin) นักเทววิทยาคนสำคัญกล่าวถึงลักษณะของความรู้ทางศาสนาว่า เมื่อพวกเรากล่าวถึงความรู้ เราไม่ได้หมายถึงความเข้าใจโดยทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ภายในขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์ เพราะว่าศรัทธาเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าการรับรู้ที่จิตของมนุษย์จะสามารถบรรลุถึง และพัฒนาถึงระดับนั้นได้ หรือถึงแม้ว่าจิตจะรับรู้ก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่รับรู้นั้น(Konyndyk, 1986: 93)

จากแนวคิดดังกล่าวจึงมีข้อโต้แย้งว่า หากความเชื่อทางศาสนาเป็นเพียงความเชื่อที่จริงสำหรับผู้ที่มีศรัทธา หรือเฉพาะกับผู้ที่มีความเชื่ออยู่แล้ว ความเชื่อก็จะมีเพียงความจริงเชิงอัตวิสัย (subjective truth) เท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ ความเชื่อทางศาสนาจะมีความแตกต่างอย่างไรกับความเชื่อของเด็กๆ เกี่ยวกับซานตาคลอสหรือนางเงือก หรือจะสามารถแยกแยะความแตกต่างได้อย่างไรระหว่างความเชื่อของคนทั่วไปกับคนที่มีจิตผิดปรกติ แนวคิดเรื่องการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาในรูปแบบนี้จึงอาจจะมีความเหมาะสมกับผู้ที่มีศรัทธาทางศาสนา แต่จะมีปัญหาในการตอบข้อสงสัยหรืออธิบายกับผู้ที่ไม่มีความเชื่ออยู่ก่อนให้สามารถเข้าใจและยอมรับได้

นอกจากการเข้าใจความหมายของศรัทธาในรูปแบบที่กล่าวถึง ยังมีแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความหมายของศรัทธาในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้แยกความเชื่อทางศาสนาจากเรื่องการใช้เหตุผลโดยสิ้นเชิง เป็นความหมายของศรัทธาไม่ได้มีนัยถึงการเชื่อมั่นแน่ใจโดยปราศจากความลังเลสงสัยเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น แนวคิดเรื่องศรัทธาของนักบุญออกัสติน (St. Augustine) ที่เห็นว่าการใช้เหตุผลเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง หรือเชื่อมโยงกับแรงผลักดันทางศาสนา” (religious impulse) ในขั้นต้น ผู้เชื่อจะต้องมีศรัทธาในวิวรณ์ที่บันทึกในพระคัมภีร์ หรือปรากฎในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวว่าเป็น ความจริง ก่อน (เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างโลก บาปกำเนิด การฟื้นคืนชีพ หรือการไถ่บาป ซึ่งถือว่าเป็นความเชื่อที่จำเป็นสำหรับการช่วยให้รอด) หลังจากนั้น เหตุผลจะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้มนุษย์สามารถทำให้เข้าใจความจริงทางศาสนาได้ ลำพังเพียงแต่การใช้เหตุผลอย่างเดียวจะไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้

แนวคิดแบบเทววิทยาธรรมชาติ (natural theology) ของนักบุญโธมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas) เป็นตัวอย่างที่สำคัญของแนวคิดในรูปแบบนี้ เขาอธิบายว่าความเชื่อทางศาสนาไม่ได้แยกออกอย่างเด็ดขาดจากการใช้เหตุผล และได้นำการใช้เหตุผลแบบปรัชญามาพิสูจน์ความจริงของความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า รวมถึงทัศนะทางปรัชญาที่มีอยู่ เช่น ทัศนะทางปรัชญาของ อริสโตเติล (Aristotle) มาประยุกต์เพื่อใช้สนับสนุนความเชื่อทางศาสนา ที่รู้จักกันคือข้อพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า 5 วิธี (ดูหัวข้อ “การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า” ในสารานุกรมฉบับนี้) อไควนัสอธิบายถึงศรัทธาว่า ลำพังแต่เพียงการใช้เหตุผลของมนุษย์นั้นสามารถรับรู้ได้แต่ความจริงระดับธรรมชาติ (natural truth) ซึ่งเป็นความจริงที่เข้าใจได้โดยสภาวะการรับรู้อันจำกัดของมนุษย์ แต่หากมนุษย์ไม่ได้รับวิวรณ์จากพระเจ้า ก็จะไม่สามารถรับรู้ความจริงในระดับที่สูงขึ้นไปได้ เช่น ความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า หรือความจริงเกี่ยวกับลักษณะของพระเจ้า ศรัทธาจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนกับเครื่องมือนำทาง ให้กับการใช้เหตุผลของมนุษย์ซึ่งมีข้อที่จำกัด อันจะช่วยให้สามารถรับรู้ความจริงในระดับที่เหนือธรรมชาติ (supernatural truth) ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าโดยทั่วไปกลุ่มของผู้ที่ยอมรับความเชื่อทางศาสนาว่าเป็นความจริง จะนิยมอ้างถึงวิธีการที่ต้องอาศัยศรัทธาเพื่อสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาเป็นสำคัญ แม้แต่ในทัศนะของเทววิทยาธรรมชาติ ก็ยังต้องถือว่าศรัทธาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดสำหรับการยืนยันความจริงของความเชื่อทางศาสนา


2. แนวคิดแบบหลักฐานนิยม

แนวคิดแบบหลักฐานนิยม (evidentialism) เป็นแนวคิดที่ท้าทายประเพณีความคิดเรื่องการมีศรัทธาในแบบของคัลแวงและอไควนัส หรือต่อความหมายของศรัทธาที่คริสตศาสนิกชนส่วนมากเข้าใจ แนวคิดแบบหลักฐานนิยมมีความเห็นว่าความเชื่อใดๆ ก็ตามหากปราศจากการอ้างหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ ก็จะถือว่าเป็นความเชื่อที่บกพร่อง วิลเลี่ยม คลิฟฟอร์ด (William Clifford) เป็นคนสำคัญที่นำเสนอทัศนะแบบนี้ เขาได้กล่าวประโยคที่เป็นเสมือนกับสัญลักษณ์ของแนวคิดแบบหลักฐานนิยมว่าเป็นสิ่งที่ผิดเสมอไม่ว่าในที่ใดหรือกับใครก็ตามที่จะเชื่อในสิ่งที่ตั้งอยู่บนหลักฐานที่ไม่เพียงพอ(Clifford, 1998: 403) ความเชื่อที่น่าเชื่อถือตามทัศนะแบบหลักฐานนิยมจึงหมายถึงความเชื่อที่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ ตามมาตรฐานนี้ ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอจึงต้องถือว่าเป็นความเชื่อที่บกพร่อง

มีข้อโต้แย้งว่าหลักการเชื่ออย่างมีเหตุผลที่คลิฟฟอร์ดเสนอมีความคลุมเคลือและไม่สามารถเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าหลักฐานอย่างไรจึงจะถือได้ว่าเป็นหลักฐานที่เพียงพอหากขาดความชัดเจนเช่นนี้ ในกรณีของนักเทววิทยา ก็อาจมีการอ้างหลักฐานเพื่อสนับสนุนว่าความเชื่อที่มีเป็นความเชื่อที่มีหลักฐานเพียงพอเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น อาจมีการยกหลักฐานจากประสบการณ์ทางศาสนา ข้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์ หรือแม้แต่การมีอยู่ของตัวศาสนิกเองในฐานะสิ่งสร้างของพระเจ้า สำหรับผู้มีศรัทธา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานเช่นกัน

นอกจากแนวคิดแบบหลักฐานนิยมที่คลิฟฟอร์ดเสนอ ยังมีแนวคิดแบบหลักฐานนิยมในรูปแบบอื่นที่มีความชัดเจนกว่า ตัวอย่างเช่นหลักฐานนิยมแบบล็อค” (Lockean evidentialism) จอห์น ล็อค (John Locke) อธิบายถึงลักษณะของหลักการในการตัดสินความเชื่อที่มีเหตุผลว่าหมายถึงการไม่ยอมรับประพจน์ใดๆ ด้วยความเชื่อมั่นในระดับที่เกินกว่าที่หลักฐานจะสนับสนุนได้ (Konyndyk, 1986: 103) นั่นคือ ล็อคเห็นว่าการตัดสินความมีเหตุผลของความเชื่อใดๆ ต้องพิจารณาจากน้ำหนักความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่สนับสนุน เนื่องจากศรัทธาเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือในระดับที่ต่ำหรือไม่เป็นที่ยอมรับทั่วไป จึงต้องถือว่าความเชื่อที่สนับสนุนด้วยศรัทธาไม่มีความน่าเชื่อถือ หรือมีความน่าเชื่อถือในระดับที่ต่ำตามไปด้วย

ในทัศนะแบบหลักฐานนิยม ความเชื่อทางศาสนาจึงไม่ใช่ความเชื่อที่มีสิทธิพิเศษ แต่เป็นความเชื่อที่ต้องมีหลักฐานสนับสนุนเหมือนกับความเชื่ออื่นๆ เช่นกัน อาจจะสรุปการอ้างเหตุผลของหลักฐานนิยมในการอธิบายถึงความบกพร่องของความเชื่อทางศาสนาได้ดังนี้

P.1 ความเชื่อทางศาสนาจะเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลสนับสนุนได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานที่เพียงพอเท่านั้น

P.2 ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอสำหรับสนับสนุนความเชื่อทางศาสนา

สรุป ความเชื่อทางศาสนาเป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน

ถึงแม้ความเชื่อที่มีหลักฐานเพียงพอจะยังมีความหมายที่คลุมเครือว่าหมายถึงความเชื่อในลักษณะอย่างไร แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าทัศนะแบบหลักฐานนิยมมุ่งหมายถึงสิ่งที่คนเข้าใจกันอยู่โดยทั่วไป ท่าทีของผู้ที่มีทัศนะในลักษณะนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธความน่าเชื่อถือของความเชื่อทางศาสนา เนื่องจากเห็นว่าความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าไม่สามารถมีหลักฐานที่เพียงพอมาสนับสนุนได้ ขณะที่ฝ่ายผู้ที่มีความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการพิจารณาความเชื่อทางศาสนาตามที่หลักฐานนิยมเสนอ มากกว่าจะพยายามหาหลักฐานเพื่อสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาของตน


3. แนวคิดแบบศรัทธานิยมของ ลุดวิก วิตเกนสไตน์

ศรัทธานิยม (fideism) เป็นทัศนะที่ปฏิเสธหลักฐานนิยม (anti-evidentialism) โดยเห็นว่าไม่ควรประเมินความเชื่อทางศาสนาในเชิงเหตุผล ความเชื่อทางศาสนานั้นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา เนื่องจากเห็นว่าความเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าเป็นความเชื่อที่อยู่เหนือกว่า ตรงกันข้าม หรือไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผล นักปรัชญาที่นำเสนอแนวคิดในรูปแบบนี้ ได้แก่ เบลส ปาสกาล (Blaise Pascal) โซเร็น เคียร์คีกอร์ด(Soren Kierkegaard) ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstein) และดี. ซี. ฟิลิปส์ (D. Z. Philips) เป็นต้น ในที่นี้จะอธิบายแนวคิดแบบศรัทธานิยมโดยอาศัยแนวคิดเรื่อง “รูปแบบของชีวิต” (form of life) ในทฤษฎีเกมภาษา (language game) ของวิตเกนสไตน์ เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำความเข้าใจแนวคิดแบบศรัทธานิยม

เกมภาษาเป็นแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ Philosophical Investigations ของวิตเกนสไตน์ ซึ่งเปรียบเทียบภาษาว่าเป็นเหมือนกับเกมกีฬา เขาอธิบายว่าการใช้ภาษาเป็นไปได้เนื่องจากคนมีความเข้าใจร่วมกันในกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดความหมายของคำในบริบทต่างๆ กฎเกณฑ์เหล่านี้มิได้มีเพียงชุดเดียว แต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของการใช้ภาษา เหมือนกับที่กฎกติกาของเกมที่เราเล่น ซึ่งต้องเปลี่ยนไปตามบริบทของกีฬาที่แตกต่างกัน การใช้ภาษาจึงเหมือนการเล่นเกมที่ต้องรู้กฎกติกาว่ากำลังเล่นเกมอะไร วิธีใช้ลูกบอลในเกมวอลเลย์บอลนั้น ต่างไปจากวิธีใช้ลูกบอลในเกมแชร์บอล เช่นกันคำๆ เดียวกันหากอยู่ในเกมภาษาที่แตกต่างกัน ก็อาจจะมีความหมายที่ต่างกันได้ ความหมายของภาษาจึงแยกออกจากบริบทของการใช้คำไม่ได้ วิตเกนสไตน์เรียกบริบทดังกล่าวว่า บริบทของชีวิต (context of life) หรือ รูปแบบของชีวิต” (form of life) เช่น ศาสนา วิทยาศาสตร์ การศึกษา อาชีพ การเมือง ดังนั้น ตามแนวคิดของวิตเกนสไตน์ การกำหนดความหมายที่แน่นอนตายตัวให้กับภาษาจึงไม่สามารถทำได้ เพราะความหมายของคำแต่ละคำเป็นเพียงความหมายที่ขึ้นอยู่กับบริบทหนึ่งๆ เท่านั้น

 

ความหมายของข้อความทางศาสนาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ความหมายของข้อความทางศาสนาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับรูปแบบของชีวิตแบบหนึ่ง การนำกฎเกณฑ์ของเกมภาษาจากรูปแบบชีวิตอื่นมาใช้ในเกมภาษาทางศาสนาจึงกระทำไม่ได้ เช่น วิทยาศาสตร์อาจจะมีกฎเกณฑ์ว่าต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือโดยพิจารณาจากหลักฐานสนับสนุน แต่กฎเกณฑ์นี้สามารถใช้ได้ในวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ใช้ไม่ได้ในศาสนาซึ่งมีกฎเกณฑ์ของตนเอง นั่นคือ อาศัยศรัทธา ไม่ใช่การตรวจสอบหลักฐาน ดังนั้น หากนำมาใช้เมื่อใด ภาษาศาสนาย่อมไม่สามารถเข้ากับกฎเกณฑ์จากเกมภาษาของวิทยาศาสตร์ได้ และการนำกฎเกณฑ์จากเกมภาษาอื่นมาใช้เช่นนี้ ยังทำให้ไม่สามารถเข้าใจภาษาศาสนาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังไม่อาจเทียบได้ว่ารูปแบบชีวิตใดที่จริงกว่าหรือถูกต้องกว่า จึงกล่าวไม่ได้ว่าเกมภาษาของวิทยาศาสตร์เหนือกว่าศาสนา ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้ผู้ที่นำทัศนะของวิตเกนสไตน์มาใช้ยืนยันว่าเราไม่ควรพยายามตรวจสอบความเชื่อทางศาสนา แต่ควรยอมรับความเชื่อทางศาสนาอย่างที่เป็น จัดทัศนะแบบนี้ว่าเป็นศรัทธานิยม

 

ดี ซี ฟิลิปส์ เป็นบุคคลสำคัญที่นำแนวคิดของวิตเกนสไตน์มาใช้อธิบายลักษณะของความเชื่อทางศาสนาในแบบของศรัทธานิยม เขาใช้ทฤษฎีเกมภาษาของวิตเกนสไตน์ในการอธิบายการมีความหมายของข้อความทางศาสนา นั่นคือ กฎเกณฑ์การมีความหมายของข้อความต่างๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของชีวิตที่มีความแตกต่างกัน และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบตัดสินกันได้ ดังนั้น จึงไม่สามารถแสวงหาหลักเกณฑ์ที่เป็นสากล หรือเป็นภววิสัย เพื่อตัดสินความมีความหมายของภาษาทุกประเภท ฟิลิปส์ชี้ว่าความหมายของความเชื่อทางศาสนาเป็นสิ่งที่มีความหมายจากภายใน (internal) รูปแบบของชีวิตทางศาสนา เขาจึงปฏิเสธวิธีการตัดสินความมีความหมายของภาษาศาสนาโดยอาศัยหลักเกณฑ์จากภายนอก (external)

 

ไค นีลสัน (Kai Nielson) สรุปแนวคิดศรัทธานิยมแบบวิตเกนสไตน์” (Wittgensteinian fideism) ว่ามีลักษณะที่สำคัญ 3 ข้อ คือ

 

(ก) การอธิบายถึงพื้นฐานของเรื่องราวต่างๆ ทางศาสนาว่าเป็นสิ่งที่จำแนกโดยรูปแบบของชีวิตที่มีระบบตรรกะเป็นของตัวเอง

(ข) รูปแบบของชีวิตทั้งหมดไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างกันได้ แต่ละรูปแบบของชีวิตมีสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานหรือมีกฎเกณฑ์เป็นของตัวเองที่จะสามารถใช้เข้าใจเรื่องความจริงเท็จ ความมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล

(ค) มีความเชื่อว่าไม่มีจุดยืนกลางที่สามารถใช้เป็นหลักการในการวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินรูปแบบของชีวิตแบบต่างๆ ได้ เพราะทุกครั้งที่เราใช้หลักเกณฑ์มาตัดสิน หลักเกณฑ์นั้นก็จะมาจากรูปแบบของชีวิตแบบใดแบบหนึ่งเสมอ (Stiver, 1996: 69)

 

เห็นได้ว่าทฤษฎีเกมภาษานำสู่ “มุมมองนิยมแบบแข็ง” (hard perspectivism) มุมมองนิยมคือทัศนะที่ว่าความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับภูมิหลังของผู้เชื่อ เช่น ข้อมูลจากประสบการณ์ ความเชื่อที่ยอมรับก่อนหน้า ความประทับใจต่างๆ สิ่งเหล่านี้อาจจะเรียกรวมๆ กันว่าเป็นกรอบมโนทัศน์” (conceptual framework) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดมุมมอง การตีความ และการให้ความหมายกับสิ่งต่างๆ ที่พานพบ มุมมองนิยมแบบแข็งนั้นจะยืนยันว่ามุมมองที่แตกต่างกันนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบตัดสินระหว่างกันได้อย่างเด็ดขาด และไม่มีวันพบจุดยืนภายนอกที่จะช่วยการวิพากษ์วิจารณ์หรือเปรียบเทียบระหว่างมุมมองที่แตกต่างกันนี้ได้

 

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการโต้แย้งอาศัยการตั้งคำถามว่า นอกจากศาสนิกจะยอมรับว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นสิ่งที่มีความหมายแล้ว ศาสนิกเหล่านี้ยอมรับหรือไม่ว่าความเชื่อเหล่านี้บรรยายข้อเท็จจริงในจักรวาล เช่น ความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ากล่าวถึงพระเจ้าที่มีอยู่จริงในจักรวาล ถ้ายอมรับเช่นนี้ ก็แปลว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบข้อความทางศาสนาในเชิงข้อเท็จจริงได้ ข้อโต้แย้งนี้มีผลกับกลุ่มที่เชื่อว่าข้อความทางศาสนามีองค์ประกอบเชิงปริชาน (cognitive) คือจริงเท็จได้ อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งนี้ไม่มีผลต่อนักปรัชญา เช่น ฟิลิปส์ ที่ไม่เห็นด้วยว่าภาษาศาสนาอ้างถึงข้อเท็จจริง คนเหล่านี้จัดเป็นกลุ่มที่เห็นว่าข้อความทางศาสนาไม่เกี่ยวข้องกับด้านปริชาน (non-cognitive) คือไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริงเท็จ ภาษาศาสนามีความหมายภายในรูปแบบชีวิตทางศาสนา การจะเข้าถึงความหมายได้ก็คือการยอมรับและดำเนินชีวิตตามแนวทางของรูปแบบชีวิตเท่านั้น เมื่อเข้าถึงแล้ว ก็ย่อมไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาต่างๆ แต่จะใช้ภาษาศาสนาตามหน้าที่ที่กำหนดในรูปแบบชีวิต เช่น สวดภาวนาเพื่อสร้างความหวังและกำลังใจในสถานการณ์ที่ทุกข์ยาก


4. ข้อเสนอเรื่องญาณวิทยาเชิงปฏิรูปของ อัลวิน แพลนติงกา

อัลวิน แพลนทิงกา (Alvin Plantinga) เสนอทฤษฎีที่จัดอยู่ใน ญาณวิทยาเชิงปฏิรูป” (Reformed epistemology) เพื่อโต้แย้งหลักฐานนิยม นักปรัชญาที่นำเสนอแนวคิดในทำนองนี้คนอื่นๆ มีเช่น ริชาร์ด สวินเบิร์น (Richard Swinburne) วิลเลี่ยม พี อัลสตัน (William P. Alston) ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป) เหตุที่เรียกว่า “ญาณวิทยาปฏิรูป” เนื่องจากนักปรัชญาเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของนักคิดในจารีตสายปฏิรูป (Reformed tradition) ของคริสต์ศาสนาที่เริ่มโดย จอห์น คัลแวง (John Calvin)

ข้อเสนอของแพลนติงกาตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีมูลฐานนิยม (foundationalism) ซึ่งเขาเห็นว่าสามารถใช้สนับสนุน รวมทั้งแก้ปัญหาที่ตามมาจากหลักฐานนิยมได้ ดังที่เห็นแล้วตอนต้นว่าหลักฐานนิยมเห็นว่าความเชื่อที่ยอมรับได้ต้องมีหลักฐานสนับสนุน ตามแนวคิดนี้ ถ้ามีใครถามถึงความเชื่อหนึ่งๆ ว่ายอมรับได้หรือไม่ ผู้ที่เชื่อก็จะต้องอ้างอิงถึงความเชื่ออื่นในฐานะหลักฐานสนับสนุน แต่การอ้างอิงหลักฐานที่เป็นความเชื่ออื่นต่อไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหานี้ว่าปัญหาการถอยกลับแบบอนันต์” (infinite regression problem) มูลฐานนิยมเป็นทฤษฎีการให้เหตุผลสนับสนุนกับความเชื่อที่แก้ปัญหานี้ได้ โดยอธิบายว่าการอ้างหลักฐานจะถอยกลับไปยุติที่จุดหนึ่ง เรียกว่าความเชื่อพื้นฐาน” (basic belief) ที่มีลักษณะสำคัญคือไม่ต้องอ้างอิงหลักฐานอื่น ดังนั้น จึงทำหน้าที่เป็นพื้นฐานให้กับความเชื่ออื่นๆ ได้ มูลฐานนิยมโดยทั่วไปถือว่าความเชื่อพื้นฐานอยู่ในรูปประพจน์ (proposition) หรือในรูปของประพจน์พื้นฐาน (basic proposition)

ความเชื่อพื้นฐานที่เป็นความเชื่อที่สนับสนุนตัวเอง มีทั้งที่เป็นความเชื่อที่เป็นหลักฐานในตัวเอง (self-evident) และความเชื่อที่ไม่สามารถเป็นเท็จได้ (incorrigible) ตัวอย่างของประพจน์ที่แสดงความเชื่ออันเป็นหลักฐานในตัวเอง เช่น “2 + 1 = 3” หรือ เช่นไม่มีคนโสดคนใดที่แต่งงานแล้วซึ่งเป็นความจริงเชิงตรรกะ ตัวอย่างของประพจน์แสดงความเชื่อที่ไม่สามารถเป็นเท็จได้ เช่น “ฉันรู้สึกหิว” ประพจน์เหล่านี้เข้าเงื่อนไขการเป็นความเชื่อพื้นฐานแนวคิดของมูลฐานนิยม คือ มีลักษณะเป็นจริงโดยตัวเองและไม่ต้องการการสนับสนุน  อย่างไรก็ตาม ประพจน์หรือความเชื่อที่เป็นหลักฐานในตนเองหรือไม่สามารถเป็นเท็จได้นั้น ถือว่ามีลักษณะเป็น “พื้นฐานที่เหมาะสม” (properly basic) ด้วยในขณะเดียวกัน ความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสมก็คือผู้เชื่อสามารถเชื่อได้อย่างมีเหตุมีผลว่าความเชื่อนั้นมีความเป็นพื้นฐานจริงๆ เห็นได้ว่ามีการเพิ่มเงื่อนไขของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อกับผู้เชื่อเข้าไปด้วย

ทฤษฏีมูลฐานสมัยใหม่ถือว่าความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสมมีเพียงความเชื่อที่เป็นเหตุผลในตัวเองและความเชื่อที่ไม่สามารถเป็นเท็จได้เท่านั้น ถ้ายึดตามทฤษฎีมูลฐานนิยมสมัยใหม่ ความเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่ความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสม ทฤษฎีมูลฐานนิยมดั้งเดิมจะมีความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสมกว้างไปกว่าของมูลฐานนิยมสมัยใหม่ คือ ครอบคลุมถึงความเชื่อที่กระจ่างชัดต่อผัสสะ (evident to the senses)  หรือทฤษฎีมูลฐานนิยมของโธมัส เรด (Thomas Reid) ก็ยอมรับกว้างไปกว่านั้น เช่น เห็นว่าความทรงจำที่ระลึกขึ้นได้หรือคำบอกเล่าจากผู้อื่นก็เป็นความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสมได้

แพลนติงกาเห็นว่าความเปิดกว้างของมูลฐานนิยมแบบหลังสามารถใช้สนับสนุนความเชื่อทางศาสนาได้ แพลนติงกาเริ่มโดยชี้ว่าความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสมมีลักษณะสำคัญร่วมกัน คือ มักเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นมาเอง (spontaneous) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการตอบสนองต่อบางสิ่งโดยความเชื่อเหล่านี้ไม่ต้องอาศัยการ เช่น เชื่อว่ามีนกอยู่ที่หน้าต่างเมื่อนกปรากฏต่อผู้เชื่อ เชื่อว่าเมื่อเช้ากินข้าวต้มเมื่อผู้เชื่อระลึกขึ้นมาว่าเมื่อเช้ากินอะไร เป็นต้น ความเชื่อในพระเจ้าก็เช่นกันอาจเกิดจากการมองเห็นความสวยงามของธรรมชาติและเชื่อขึ้นมาเองว่าพระเจ้าทรงสร้างธรรมชาติ หรือเมื่อกระทำความผิดแล้วมีความเชื่อผุดขึ้นมาว่าพระเจ้าทรงไม่พอพระทัย โดยนัยนี้ ความเชื่อในพระเจ้าจึงเป็นความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสมได้ หากเป็นเช่นนั้น จึงกล่าวได้ว่าเราเชื่อในพระเจ้าได้อย่างมีเหตุผลสนับสนุนได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อนั้นอย่างที่หลักฐานนิยมคิด ความเชื่อทางศาสนาสามารถยอมรับได้อย่างมีเหตุผลสนับสนุนเนื่องจากเป็นความเชื่อพื้นฐานที่เหมาะสมได้ และหลักฐานนิยมต้องยอมรับความเชื่อประเภทนี้ เนื่องจากความเชื่อประเภทนี้เป็นไปตามทฤษฎีมูลฐานนิยมซึ่งหลักฐานนิยมต้องใช้เพื่อมิให้ทฤษฎีของตนต้องประสบปัญหาการถอยกลับแบบอนันต์

แพลนติงกาชี้ว่าสำหรับชาวคริสต์เอง มีฐานสำหรับสนับสนุนการเกิดขึ้นของความเชื่อในพระเจ้าเช่นนี้ โดยอ้างถึงแนวคิดที่พัฒนาโดย จอห์น คัลแวง ซึ่งเห็นว่ามนุษย์มีผัสสะสำหรับรับรู้พระเจ้าได้ (sensus divinitatis) ซึ่งทำให้มนุษย์เกิดความเชื่อในพระเจ้าในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่ออยู่ในอันตราย เมื่อกระทำผิด เมื่อเห็นลักษณะอันยิ่งใหญ่น่าประทับใจของธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม อาจถือว่าแนวคิดดังกล่าวไม่มีบทบาทนัก สำหรับการโต้แย้งกับผู้ที่ไม่ใช่คริสต์เพื่อให้ยอมรับว่าสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างมีเหตุผลสนับสนุน ในหัวข้อต่อไป จะเห็นว่าอัลสตันก็อาศัยความคิดเรื่องผัสสะพิเศษเช่นนี้เหมือนกัน

5. แนวคิดเรื่องการรับรู้ประสบการณ์ทางศาสนาของ วิลเลี่ยม พี อัลสตัน

วิลเลี่ยม พี อัลสตัน อธิบายว่าความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้ามีเหตุผลสนับสนุนจากประสบการณ์ของผู้เชื่อ ที่เรียกว่าความตระหนักรู้ในเชิงประสบการณ์ถึงพระเจ้า” (experiential awareness of God) หรือการรับรู้พระเจ้า” (perceiving God) การรับรู้พระเจ้าที่อัลสตันกล่าวถึงคือการมีประสบการณ์ทางศาสนา เช่น การรับรู้ถึงพลังอำนาจ ความรัก ความเมตตา ความสงบสุข ที่มาจากพระเจ้า หรือการมีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสวดภาวนาหรือการอธิษฐาน ข้อเสนอของอัลสตันใน Perceiving God: The Epistemology of Religious Experience มีจุดประสงค์ที่สำคัญคือเพื่อเสนอว่าประสบการณ์ดังกล่าวสามารถเป็นเหตุผลสนับสนุนความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าได้

อัลสตันอธิบายการรับรู้พระเจ้าว่าเป็นการรับรู้ที่เหมือนกับการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ หรืออาจเรียกว่าเป็นการรับรู้ของชาวคริสต์” (Christian perception) คือเป็นการรับรู้เชิงผัสสะที่ชาวคริสต์มีประสบการณ์ และการรับรู้เช่นนี้เป็นเหตุผลสนับสนุนกับความเชื่อโดยทันทีเหมือนกับการรับรู้ทั่วๆ ไป ตัวอย่างเช่น สำหรับผู้หนึ่งที่รับรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีสีฟ้า การรับรู้นี้จะเป็นการให้เหตุผลสนับสนุนกับความเชื่อว่า “หนังสือเล่มนี้มีสีฟ้า” ในทันที การให้เหตุผลสนับสนุนในลักษณะเช่นนี้ อัลสตันเรียกว่า การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อในชั้นต้น” (prima facie justification) การให้เหตุผลสนับสนุนเกิดขึ้นพร้อมกับการรับรู้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยหลักฐานอื่นเป็นเหตุผลสนับสนุน (Alston, 1992: 68) ความเชื่อเช่นนี้จะต้องยอมรับไว้ก่อนจนกว่าจะมีสิ่งอื่นที่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ต้องปฏิเสธไป (เช่น หลักฐานว่าผู้ที่รับรู้กำลังเมายา) ลักษณะสำคัญของอัลสตันคือทัศนะเกี่ยวกับบทบาทของสังคมหรือชุมชนในการก่อรูปความเชื่อของปัจเจกบุคคล กล่าวคือ คนในกลุ่มเดียวกันจะมี แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อ” (doxastic practice) ร่วมกัน (Alston, 1992: 73) แนวปฏิบัตินี้ขึ้นอยู่กับบริบทต่างๆ เช่น ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละชุมชนที่เป็นพื้นฐานให้กับความเชื่อ แนวปฏิบัติดังกล่าวมีอิทธิพลต่อประสบการณ์ของบุคคล คนในกลุ่มที่ยึดถือแนวปฏิบัติเดียวกันจึงมีความเชื่อในลักษณะเดียวกัน ความเชื่อที่ได้จากประสบการณ์การรับรู้อันได้รับอิทธิพลจากแนวปฏิบัติดังกล่าว ถือว่ามีเหตุผลสนับสนุนเบื้องต้น

วรเทพ ว่องสรรพการ (ผู้เรียบเรียง)

 

เอกสารอ้างอิง
 

·

วรเทพ ว่องสรรพการ. 2546. การอ้างเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้าตามทฤษฎีสหนัยนิยม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

·

Alston, William P. 1991. Perceiving God: The Epistemology of Religious Experience. New York: Cornell University Press.

·

Alston, William P. 1992. The Autonomy of Religious Experience. Philosophy of Religion 31: 67-87.

·

Audi, Robert. 1986. Direct Justification, Evidential Dependence, and Theistic Belief. In Robert Audi and William J. Wainwright (eds.). Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New Essays in the Philosophy of Religion, pp. 139-166. New York: Cornell University Press.

·

Clifford, William K. 1998. The Ethics of Belief. In Louis P. Pojman (ed.). Philosophy of Religion: Anthology. Third edition, pp. 399-403. New York: Wadsworth.

·

Konyndyk, Kenneth. 1986. Faith and Evidentialism. In Robert Audi and William J. Wainwright (eds.). Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New Essays in the Philosophy of Religion, pp. 82-108. New York: Cornell University Press.

·

Martin, Michael. 1998. A Critique of Plantinga’s Religious Epistemology. In Louis P. Pojman (ed.). Philosophy of Religion: Anthology. Third edition, pp. 475-483. New York: Wadsworth.

·

Plantinga, Alvin. 1998. Religious Belief without Evidence. In Louis P. Pojman (ed.). Philosophy of Religion: Anthology. Third edition, pp. 461-475. New York: Wadsworth.

·

Stiver, Dan R. 1996. The Philosophy of Religious Language: Sign, Symbol, and Story. Cambridge: Blackwell Published.

·

Trigg, Roger. 1998. Rationality and Religion: Does Faith Need Reason? Oxford: Blackwell.


เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม

·

Alston, William P. 1991. Perceiving God: The Epistemology of Religious Experience. New York: Cornell University Press. (คำอธิบายของ วิลเลี่ยม พี. อัลสตัน เรื่องทฤษฎีความรู้กับประสบการณ์ทางศาสนา)

·

Audi, Robert and Wainwright, William J. (eds.). 1986. Rational Religious Belief, & Moral Commitment: New Essays in the Philosophy of Religion. New York: Cornell University Press.  (รวมบทความนำเสนอประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลกับความเชื่อทางศาสนาที่สำคัญ)

·

Plantinga, Alvin.  2000. Warranted Christian Belief.  New York & Oxford: Oxford University Press. (การนำเสนอแนวคิดเรื่องการปฎิรูปทางญาณวิทยา และการประยุกต์กับการให้หลักการกับความเชื่อทางเทววิทยาของศาสนาคริสต์)


คำที่เกี่ยวข้อง

การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ / ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ / ความรู้ / เหตุผลนิยม-ประสบการณ์นิยม / การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า
Epistemic Justification / A Priori-A Posteriori / Knowledge / Rationalism-Empiricism / Arguments for the Existence of God

 

 


 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ