ปรับปรุงแก้ไขล่าสุด: 16/04/54

 

ก่อนประสบการณ์ - หลังประสบการณ์
A Priori – A Posteriori


 

1. บทนำ
2. มโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของอิมมานูเอล ค้านต์
3. ความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงที่มีเงื่อนไข และประพจน์เชิงวิเคราะห์-ประพจน์เชิงสังเคราะห์  

4. การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์
5. การถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในสมัยปัจจุบัน
เรียบเรียงจาก
เอกสารอ้างอิง
เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
คำที่เกี่ยวข้อง

 

1. บทนำ

“ก่อนประสบการณ์” (a priori) และ “หลังประสบการณ์” (a posteriori) เป็นคำสำคัญในญาณวิทยามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 มโนทัศน์ทั้งสองนี้เป็นการแบ่งแยกเชิงญาณวิทยา (epistemological distinction) และมีอริสโตเติล (Aristotle) เป็นผู้ริเริ่ม ความหมายตามตัวอักษรของ “ก่อนประสบการณ์” คือ “จากสิ่งที่มาก่อน” (from what is prior) และความหมายตามตัวอักษรของ "หลังประสบการณ์" คือ “จากสิ่งที่มาทีหลัง” (from what is posterior) ตามความคิดของอริสโตเติล ก จะ “มาก่อน” ข ก็ต่อเมื่อ ข ไม่สามารถมีอยู่ได้โดยไม่มี ก หากมองในเชิงญาณวิทยา จะกล่าวได้ว่า ก จะมาก่อน ข ก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถรู้ ข ได้โดยไม่รู้ ก มาก่อน ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าตามแนวคิดของอริสโตเติลนั้น การรู้ว่า “อะไรมาก่อน” ก็คือการรู้สาเหตุของสิ่งนั้นๆ อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่า "ก่อนประสบการณ์" และ "หลังประสบการณ์" ในปัจจุบัน มักจะอ้างอิงความหมายที่เสนอไว้โดย อิมมานูเอล ค้านต์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 การเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ "ก่อนประสบการณ์" และ "หลังประสบการณ์" มาสู่แบบของค้านต์นั้นมีต้นเค้ามาจากแนวคิดของ กอตฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz) กล่าวคือ ไลบ์นิซเสนอว่าการรู้ความจริงหลังประสบการณ์ คือการรู้ความจริงจากสิ่งที่พบในโลก หรือโดยประสบการณ์ทางผัสสะ ส่วนการรู้ความจริงก่อนประสบการณ์นั้น ก็คือการรู้ความจริงจากการเผยให้เห็นสาเหตุที่แน่นอน สิ่งนี้ช่วยให้ไลน์บิซสามารถแยกความแตกต่างระหว่างความจริงหลังประสบการณ์ หรือความจริงของข้อเท็จจริงต่างๆ (truth of facts) ออกจากความจริงก่อนประสบการณ์ หรือความจริงของเหตุผล (truth of reason) ดังนั้นความแตกต่างระหว่าง "ก่อนประสบการณ์" และ "หลังประสบการณ์" จึงเป็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มิได้มาจากประสบการณ์กับสิ่งที่มาจากประสบการณ์ ค้านต์เป็นนักปรัชญาที่อธิบายความหมายของก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์และส่งผลให้นักปรัชญาหลายต่อหลายท่านเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับลักษณะของก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ในสมัยต่อมา

โดยทั่วไป "ก่อนประสบการณ์" หมายถึงชนิดของความรู้ (knowledge) หรือการให้เหตุผลสนับสนุน (justification) ที่ไม่ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ ดังนั้น การกล่าวถึง "ความจริงก่อนประสบการณ์" จึงหมายถึงความจริงที่รู้ได้โดยไม่อ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ และการกล่าวถึง "มโนทัศน์ก่อนประสบการณ์" จึงหมายถึงมโนทัศน์ที่สามารถเข้าใจได้โดยไม่อ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างของความรู้ที่นักปรัชญาหลายคนยอมรับว่าเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์คือความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ เช่น 1+1=2 ในทางตรงกันข้าม โดยทั่วไป "หลังประสบการณ์" หมายถึงชนิดของความรู้หรือการให้เหตุผลสนับสนุนที่ขึ้นอยู่กับหรืออ้างอิงหลักฐานที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ ดังนั้น การกล่าวถึง "ความจริงหลังประสบการณ์" จึงหมายถึงความจริงที่สามารถรู้ได้โดยอ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ และการกล่าวถึง "มโนทัศน์หลังประสบการณ์" จึงหมายถึงมโนทัศน์ที่สามารถเข้าใจได้โดยอ้างอิงหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างของความรู้ที่นักปรัชญาหลายคนยอมรับว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์คือความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น น้ำจะเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส

อันที่จริงแล้วการถกเถียงทางปรัชญาเกี่ยวกับ "ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์" นั้น เป็นการถกเถียงที่มีลักษณะสืบเนื่องจากมโนทัศน์เรื่อง "ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์" ของค้านต์ ในส่วนต่อไปจึงเป็นการอธิบายถึงมโนทัศน์ดังกล่าวของค้านต์ เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจเข้อถกเถียงในสมัยต่อมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง"ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์" กับ "ความจริงจำเป็น-ความจริงที่มีเงื่อนไข" (necessary-contingent truth) และ "ประพจน์เชิงวิเคราะห์-ประพจน์เชิงสังเคราะห์" (analytic-synthetic proposition) รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์




2. มโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ของค้านต์

ค้านต์เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันคนสำคัญที่มีแนวคิดเกี่ยวกับก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ งานเขียนสำคัญของค้านต์เรื่องหนึ่งคือ “Critique of Pure Reason” (ค.ศ.1787) ตัวอย่างของคำถามสำคัญในงานเขียนเรื่องนี้เช่น

(ก) ความรู้ก่อนประสบการณ์คืออะไร
(ข) ความรู้ก่อนประสบการณ์มีอยู่หรือไม่
(ค) อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์กับความจริงจำเป็น
(ง) ความรู้ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ (synthetic a priori) มีอยู่หรือไม่

ในงานเขียนเรื่องดังกล่าว ค้านต์ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถมีความรู้เกี่ยวกับความจริงของโลกภายนอกในระดับปรากฏการณ์ (phemomena) ได้ กล่าวคือ ค้านต์อธิบายความเป็นไปได้ของความรู้ โดยอาศัยความเป็นไปได้ของการตัดสิน (judgment) แบบก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ เนื่องจากค้านต์คิดว่าหากประพจน์ (proposition) ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เป็นไปได้ ก็เท่ากับว่ามนุษย์สามารถเข้าถึงความรู้ที่แน่นอน หรือความเป็นจริงแบบจำเป็นเกี่ยวกับโลกภายนอกได้

ค้านต์เห็นว่าความรู้ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากประสบการณ์ แต่แม้กระนั้น ก็มิได้หมายความตามมาว่าความรู้ทั้งหมดมาจากประสบการณ์ (Kant, 1933: 41) กล่าวคือ ค้านต์แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ที่ไม่ขึ้นกับ (independent) ประสบการณ์และเป็นอิสระจากภาพประทับ (impression) ที่ได้จากการรับรู้ทางผัสสะใดๆ ซึ่งค้านต์เรียกว่า "ความรู้ก่อนประสบการณ์" ซึ่งแตกต่างจากความรู้หลังประสบการณ์ตรงที่ความรู้แบบหลังนี้มีแหล่งที่มา (source) จากประสบการณ์ ขณะที่ความรู้แบบแรกไม่เป็นเช่นนั้น จะเห็นได้ว่าค้านต์แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์โดยอาศัย “แหล่งที่มา” ของความรู้ทั้งสองประเภท

นอกจากนี้ ค้านต์ยังอธิบายถึงเกณฑ์ที่สามารถใช้แบ่งแยกความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ โดยเสนอว่าถ้าเรามีประพจน์ซึ่งเป็นประพจน์ที่จำเป็นต้องจริง จะถือว่าประพจน์นั้นเป็นการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์ และด้วยเหตุที่สิ่งที่เรารับรู้จากประสบการณ์มีข้อจำกัด ประสบการณ์จึงไม่อาจให้การตัดสินที่มีความเป็นสากล ถ้าประสบการณ์จะให้การตัดสินที่มีความเป็นสากลได้ ก็จะเป็นความเป็นสากลแบบตามอำเภอใจ มิใช่ความเป็นสากลแบบเคร่งครัด (strict universality) สำหรับค้านต์แล้ว ข้อตัดสินที่มีความเป็นสากลนั้นได้มาแบบก่อนประสบการณ์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ความจำเป็นต้องจริงและความเป็นสากลแบบเคร่งครัดจึงเป็นเกณฑ์สำหรับตัดสินว่าความรู้ใดเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์ (Kant, 1933: 43-45)

ในส่วนของความแตกต่างระหว่างประพจน์เชิงวิเคราะห์ (analytic statement) และประพจน์เชิงสังเคราะห์ (synthetic statement) นั้น ค้านต์ได้อธิบายโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างภาคประธาน (subject) และภาคแสดง (predicate) ซึ่งเป็นไปได้ในสองลักษณะด้วยกัน สมมุติว่ามีภาคประธาน ก และภาคแสดง ข ความสัมพันธ์ลักษณะแรกคือภาคแสดง ข "อยู่ใน" ภาคประธาน ก หรืออีกนัยหนึ่ง มโนทัศน์ของภาคแสดงเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในมโนทัศน์ของภาคประธาน ค้านต์เรียกการตัดสินมโนทัศน์แบบนี้ว่า "การตัดสินเชิงวิเคราะห์" ส่วนความสัมพันธ์ในลักษณะที่สองคือ ภาคแสดง ข "อยู่นอก" ภาคประธาน ก ซึ่งเหมือนกับการที่ภาคแสดงไม่ได้เป็นองค์ประกอบอยู่ในมโนทัศน์ของภาคประธาน ค้านต์เรียกการตัดสินของมโนทัศน์แบบนี้ว่า "การตัดสินเชิงสังเคราะห์" ค้านต์อธิบายเพิ่มเติมว่า การตัดสินเชิงวิเคราะห์นั้น ไม่ได้มีการเพิ่มอะไรเข้าไปในมโนทัศน์ของภาคประธาน ในขณะที่การตัดสินเชิงสังเคราะห์นั้น มีการเพิ่มมโนทัศน์จากภาคแสดงเข้าไปในภาคประธาน ค้านต์ยกตัวอย่างของการตัดสินเชิงวิเคราะห์เช่น “วัตถุทุกวัตถุกินที่” (All bodies are extended) ซึ่งเขาอธิบายว่าการตัดสินประพจน์ดังกล่าว ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการวิเคราะห์มโนทัศน์ “วัตถุ” ในทางตรงกันข้าม สำหรับ “วัตถุทุกวัตถุหนัก” (All bodies are heavy) นั้น มโนทัศน์ของความหนักมิได้อยู่ในมโนทัศน์ของวัตถุ ดังนั้น การตัดสินประพจน์ดังกล่าวจึงเป็นการตัดสินเชิงสังเคราะห์บนพื้นฐานของมโนทัศน์เรื่อง "ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์" และ "ประพจน์เชิงวิเคราะห์-ประพจน์เชิงสังเคราะห์" ทำให้เห็นได้ว่ามีการตัดสินที่เป็นไปได้ 4 แบบ คือ

(1) การตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงวิเคราะห์ (analytic a priori judgment) หมายถึงการตัดสินที่มโนทัศน์ของภาคแสดง “อยู่ใน” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างเช่น คนโสดคือคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน เป็นต้น

(2) การตัดสินแบบหลังประสบการณ์เชิงวิเคราะห์ (analytic a posteriori judgment) หมายถึงการตัดสินที่มีมโนทัศน์ของภาคแสดง “มิได้อยู่ใน” หรือ “เกินไปจาก” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ค้านต์อธิบายว่าไม่มีประพจน์ลักษณะนี้ เนื่องจากมนุษย์รู้ประพจน์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ไม่อยู่ในภาคประธานได้โดยอาศัยการสังเกตเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่เห็นว่าประพจน์ในลักษณะดังกล่าวสามารถเป็นได้ ตัวอย่างเช่น โจเซ เอ. เบนาร์เดเต (Jose A. Benardete) มีข้อเสนอไว้ในบทความ “The Analytic a Posteriori and the Foundations of Metaphysics” (ค.ศ. 1958) ว่าประพจน์หลังประสบการณ์เชิงวิเคราะห์หมายถึงประพจน์เกี่ยวกับนิยามของสิ่งที่เรารับรู้ผ่านทางผัสสะ “วัตถุทางกายภาพทุกชิ้นมีน้ำหนัก” (all material objects have weight) ซึ่ง การเป็นสิ่งมีน้ำหนักนั้นเป็นมโนทัศน์ที่อยู่ในวัตถุอยู่แล้ว และการรู้ประพจน์ดังกล่าวนั้นจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ เป็นต้น

(3) การตัดสินแบบก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ (synthetic a priori judgment) หมายถึงการตัดสินที่มโนทัศน์ของภาคแสดง “ไม่อยู่ใน” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ซึ่งเท่ากับเป็นประพจน์ที่ไม่อาจรู้ได้จากประสบการณ์และเป็นจริงอย่างจำเป็น ค้านต์อธิบายว่าตัวอย่างของประพจน์ลักษณะนี้คือ ประพจน์ทางคณิตศาสตร์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น 5+7=12 เป็นต้น การที่ค้านต์นำประพจน์ทางคณิตศาสตร์มาเป็นตัวอย่างของประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ เนื่องจากค้านต์มองว่ามโนทัศน์ “12” มิได้อยู่ในมโนทัศน์ “7+5” ดังนั้น ประพจน์ทางคณิตศาสตร์จึงเป็นประพจน์ที่ให้ข้อมูลใหม่และไม่อาจเป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม ได้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวตามมา ตัวอย่างเช่น ก็อตล็อบ เฟรเก้ (Gotlob Frege) อธิบายว่าประพจน์เกี่ยวกับเลขคณิต (arithmatic) ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ประพจน์เชิงวิเคราะห์ เป็นต้น

(4) การตัดสินแบบหลังประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ (synthetic a posteriori judgment)หมายถึงการตัดสินที่มีมโนทัศน์ของภาคแสดง “มิได้อยู่ใน” หรือ “เกินไปจาก” มโนทัศน์ของภาคประธาน และรู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างของประพจน์ประเภทนี้คือประพจน์ที่ได้จากการสังเกตรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั่วไป ตัวอย่างเช่น "บ้านหลังนั้นสีขาว" เป็นต้น

จากการแบ่งดังกล่าวจะเห็นได้ว่าค้านต์มองว่า (ก) ความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นจะต้องเป็นจริงอย่างจำเป็น (ข) ความรู้เกี่ยวกับประพจน์เชิงวิเคราะห์นั้นมีลักษณะก่อนประสบการณ์ และ (ค) มีประพจน์ที่รู้ได้ก่อนประสบการณ์บางประพจน์เป็นประพจน์เชิงสังเคราะห์ ค้านต์อธิบายว่าการตัดสินแบบที่ (3) หรือการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์นั้นเป็นไปได้ โดยยกการตัดสินทางคณิตศาสตร์ (เช่น 7+5=12) ที่ภาคแสดงมิได้อยู่ในภาคประธานและเป็นประพจน์ที่รู้ได้โดยไม่อาศัยประสบการณ์ ซึ่งเท่ากับมนุษย์สามารถมีความรู้ที่แน่นอนเกี่ยวกับความจริงภายนอกในระดับปรากฏการณ์ (phenomena) ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่ามโนทัศน์เรื่องการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์เป็นมโนทัศน์ที่มีความสำคัญมากในปรัชญาของค้านต์ที่เสนอว่าความรู้ที่แน่นอนเกี่ยวกับความจริงภายนอกในระดับปรากฏการณ์นั้นเป็นไปได้

จะเห็นได้ว่าลักษณะการให้นิยาม“ก่อนประสบการณ์”ของค้านต์นั้น ใช้วิธีการกำหนดลักษณะเชิงลบ (negative characterization) เนื่องจากค้านต์เสนอว่าความรู้ก่อนประสบการณ์ คือการที่ความเชื่อของ S ว่า P นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “ไม่ขึ้นอยู่กับ” (not depend on) ประสบการณ์ อย่างไรก็ตาม มีนักปรัชญาบางคน ตัวอย่างเช่น ลอเรนซ์ บองชู (Laurence BonJour) ที่พยายามใช้วิธีการกำหนดลักษณะของเชิงบวก (positive characterization) โดยเสนอว่าความเชื่อของ S ว่า P นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ “ขึ้นอยู่กับ” กล่าวคือ บองชูอธิบายว่าความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นเป็นการเห็นหรือการเข้าใจความจริงจำเป็นของประพจน์ตามความเป็นเหตุเป็นผล ความรู้ก่อนประสบการณ์จึง "ขึ้นอยู่กับ" การเข้าใจความจริงตามความเป็นเหตุเป็นผล เป็นต้น




3. ความสัมพันธ์ระหว่าง ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์" กับ "ความจริงจำเป็น-ความจริงที่มีเงื่อนไข" และ "ประพจน์เชิงวิเคราะห์-ประพจน์เชิงสังเคราะห์"

มโนทัศน์ "ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์" ของค้านต์นั้น มีความเชื่อมโยงกับ "ความจริงจำเป็น-ความจริงที่มีเงื่อนไข" รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับ "การตัดสินเชิงวิเคราะห์และการตัดสินเชิงสังเคราะห์" กล่าวคือ ค้านต์อธิบายว่าทุกอย่างที่รู้ว่าเป็นความจริงอย่างจำเป็นหรือเป็นสากลนั้น จะต้องรู้ได้ก่อนประสบการณ์ อีกทั้งค้านต์ได้ใช้ประพจน์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่างของการตัดสินก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงของมโนทัศน์เหล่านี้ทำให้เกิดประเด็นปัญหาที่นักปรัชญาถกเถียงกันตามมา ตัวอย่างเช่น มีผู้ตั้งคำถามว่าการตัดสินแบบก่อนประสบการณ์จะต้องมีลักษณะจริงโดยจำเป็นหรือไม่ หรือมีนักปรัชญาหลายคนที่มองว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์นั้นเป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์ เป็นต้น

ซอล คริปกี้ (Saul Kripke) เป็นนักปรัชญาชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เห็นว่ามโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ไม่มีความสัมพันธ์กับความจริงจำเป็น-ความจริงที่มีเงื่อนไข กล่าวคือ คริปกี้อธิบายไว้ในหนังสือชื่อ "Naming and Necessity" (ค.ศ. 1980) ว่าประพจน์ที่จริงอย่างไม่จำเป็นบางประพจน์สามารถรู้ได้ก่อนประสบการณ์ ยกตัวอย่างความรู้ว่าไม้ "ม" มีความยาว 1 เมตร ณ เวลาหนึ่งโดย “ม” เป็นไม้มาตรฐาน สมมุติว่ามีนาย ก ใช้ไม้ “ม” เพื่ออ้างถึงความยาว 1 เมตร คริปกี้อธิบายว่านาย ก รู้อย่างก่อนประสบการณ์ว่าไม้ “ม” ยาว 1 เมตร แต่ความจริงที่ว่าไม้ “ม” ยาว 1 เมตรนั้นเป็นความจริงที่มีเงื่อนไขมากกว่าจะเป็นความจริงแบบจำเป็น เนื่องจากไม้ “ม” อาจจะมิได้ยาว 1 เมตร เช่น เป็นไปได้ว่าเมื่อโดนความร้อนแล้ว ความยาวของไม้ “ม” จะเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น คริปกี้จึงสรุปว่าอาจมีความจริงที่มีเงื่อนไขบางอย่างที่รู้ได้ก่อนประสบการณ์ ในทำนองเดียวกัน คริปกี้เห็นว่าเราอาจมีความรู้แบบหลังประสบการณ์เกี่ยวกับประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็นก็ได้ ตัวอย่างเช่น ประพจน์ “ดาวประจำเมืองคือดาวประกายพรึก” นั้นเป็นประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็น แต่ทว่ามิได้รู้ก่อนประสบการณ์ เป็นต้น ดังนั้นมโนทัศน์ก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์จึงไม่มีความสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับจริงอย่างจำเป็น-จริงอย่างไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกับว่ามีความแตกต่างระหว่างประพจน์ก่อนประสบการณ์ที่ว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นทั้งสีแดงทั้งหมดและสีเขียวทั้งหมดในเวลาเดียวกัน” กับ “ทุกผลย่อมมีสาเหตุ” กล่าวคือ ประพจน์แรกแทบไม่สามารถจะยืนยันได้โดยไม่อาศัยการอ้างอิงถึงประสบการณ์ทางผัสสะ ส่วนประพจน์หลังนั้นเป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์ที่สามารถยืนยันได้โดยไม่อ้างอิงถึงประสบการณ์ทางผัสสะ ด้วยความแตกต่างดังกล่าวจึงทำให้มีการแยกประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมบูรณ์ (absolute a priori) ออกจากประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมพัทธ์ (relative a priori) ซึ่งประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมบูรณ์นั้นประกอบด้วยประพจน์ที่เกี่ยวกับความจริงเชิงวิเคราะห์และกฎทางตรรกวิทยาต่างๆ ส่วนประพจน์ก่อนประสบการณ์สัมพัทธ์นั้นเป็นประพจน์ที่มีการยืนยันหลักการบางอย่างโดยอ้างอิงประสบการณ์ทางผัสสะ ตัวอย่างเช่น “ไม่มีอะไรที่เป็นทั้งสีแดงทั้งหมดและสีเขียวทั้งหมดในเวลาเดียวกันได้” เป็นต้น

เอ. เจ. แอร์ (A. J. Ayer) เป็นนักปฏิฐานนิยม (positivist) ชาวอังกฤษคนหนึ่งที่อธิบายประพจน์ก่อนประสบการณ์ว่าเป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์เท่านั้น งานเขียนเรื่องสำคัญของเขาคือ "Language, Truth and Logic" (ค.ศ.1936) และ "The Problem of Knowledge" (ค.ศ.1956) แอร์อธิบายว่าประพจน์ก่อนประสบการณ์นั้นคือประพจน์เชิงวิเคราะห์ที่จริงโดยความหมายและไม่ให้ข้อมูลใหม่ เนื่องจากนักคิดกลุ่มปฏิฐานนิยมต้องการแสดงให้เห็นว่าประโยคจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเป็นประพจน์เชิงสังเคราะห์ที่สามารถพิสูจน์หรือตรวจสอบได้โดยประสบการณ์ทางผัสสะเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความรู้ที่ให้ข้อมูลใหม่นั้นล้วนแล้วแต่ได้มาจากประสบการณ์ ดังนั้น นักคิดกลุ่มดังกล่าวจึงจำเป็นต้องปฏิเสธประพจน์ก่อนประสบการณ์ที่ให้ข้อมูลใหม่แก่มนุษย์ ซึ่งเท่ากับว่าแอร์ไม่ยอมรับความเป็นไปได้ของประพจน์ก่อนประสบการณ์เชิงสังเคราะห์ อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าแอร์เห็นความสัมพันธ์ระหว่างก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์กับประพจน์เชิงวิเคราะห์-ประพจน์เชิงสังเคราะห์โดยมองว่าประพจน์เชิงวิเคราะห์สามารถใช้อธิบายมโนทัศน์แบบก่อนประสบการณ์ได้

ดับบลิว. วี. ไควน์ (W. V. Quine) เป็นนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันที่แสดงจุดยืนปฏิเสธความแตกต่างระหว่างประพจน์เชิงวิเคราะห์และประพจน์เชิงสังเคราะห์ เขาเสนอความคิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ในบทความเรื่อง "Two Dogmas of Empiricism" (ค.ศ.1951) ในบทความดังกล่าว ไควน์โจมตีแนวคิดสำคัญของนักปฏิฐานนิยม 2 ประการ ประการแรก ไควน์ปฏิเสธความแตกต่างระหว่างประพจน์เชิงวิเคราะห์และประพจน์เชิงสังเคราะห์ และประการที่สอง ไควน์ปฏิเสธทฤษฎีทอนนิยม (reductionism) ที่อธิบายว่าประพจน์ที่มีความหมายทุกประพจน์นั้น ได้ความหมายมาจากโครงสร้างเชิงตรรกะของแต่ละ "คำ" (term) ที่สามารถอ้างอิงไปถึงประสบการณ์ได้ ไควน์ชี้ให้เห็นว่าเราไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างประพจน์เชิงวิเคราะห์และประพจน์เชิงสังเคราะห์ได้ เนื่องจากการนิยามประพจน์เชิงวิเคราะห์นั้น จำเป็นต้องอาศัยมโนทัศน์เกี่ยวกับ “การมีความหมายเหมือนกัน” แต่ไม่ว่าจะพยายามอธิบายมโนทัศน์ดังกล่าวอย่างไร ก็ดูเหมือนจะพบปัญหา ทำให้ไม่อาจหาคำอธิบายที่เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจ “ประพจน์เชิงวิเคราะห์” ได้ ตัวอย่างเช่น หากจะอธิบายมโนทัศน์การมีความหมายเหมือนกันว่าหมายถึงคำที่สามารถสลับที่กันได้โดยค่าความจริงไม่เปลี่ยน (interchangeable salva veritate) ก็ไม่อาจเข้าใจได้ กล่าวคือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่ากรณีของ “ชายโสด” กับ “ชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน” จะไม่เหมือนกับกรณีของ “สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ” กับ “สิ่งมีชีวิตที่มีไต” กล่าวคือ ในกรณีของ “สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ” กับ “สิ่งมีชีวิตที่มีไต” นั้นสามารถเปลี่ยนที่กันได้โดยค่าความจริงไม่เปลี่ยน แต่ดูเหมือนว่าจะมีความหมายเปลี่ยนไป ซึ่งหากจะโต้แย้งว่าแน่ใจได้ว่าสองกรณีนี้ไม่เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่ชายโสดทุกคน(และชายโสดเท่านั้น)ที่เป็นชายผู้ยังไม่ได้แต่งงาน (Necessaily, all -and only-bachelors are unmarried man) แต่ไควน์เห็นว่าจะโต้แย้งแบบนี้ไม่ได้เนื่องจากการใช้คำว่า “เป็นเรื่องจำเป็น” (Necessarily) นั้นยอมรับไว้ก่อน (presuppose) ว่าคำนี้มีลักษณะ nonextensional คืออ้างถึงเฉพาะความหมายของภาษาเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น นัยของความจริงอย่างจำเป็นที่กล่าวถึงนั้น รวมเอาความเป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์เอาไว้ด้วย ดังนั้น การนำแนวคิดที่รวมมโนทัศน์ความเป็นวิเคราะห์มาอธิบายประพจน์เชิงวิเคราะห์จึงเป็นการให้เหตุผลที่มีลักษณะวนเป็นวงกลม (circularity) ซึ่งไม่อาจยอมรับได้

การที่ไควน์ปฏิเสธความแตกต่างระหว่างประพจน์เชิงวิเคราะห์และประพจน์เชิงสังเคราะห์ (ซึ่งเท่ากับไม่มีอะไรที่เรียกว่า “ประพจน์เชิงวิเคราะห์”) นั้น ทำให้นักปรัชญาบางคนที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประพจน์แบบก่อนประสบการณ์และประพจน์เชิงวิเคราะห์ สรุปตามมาว่าไควน์ได้ปฏิเสธความรู้ก่อนประสบการณ์ไปด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เพเนโลเป แมดดี้ (Penelope Maddy) อธิบายไว้ใน “Naturalism and A Priori” (ค.ศ. 2000) ว่าประพจน์เชิงวิเคราะห์คือประพจน์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ประพจน์เชิงวิเคราะห์จึงพิจารณาได้ว่าเป็นประพจน์ที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์ และแมดดี้เห็นว่าการยอมรับประพจน์เชิงวิเคราะห์นั้น อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการแทนที่คำต่างๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน ดังนั้น แมดดี้จึงสรุปว่าต้องปฏิเสธประพจน์เชิงวิเคราะห์ หรือในอีกแง่ก็คือประพจน์ที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์ แมดดี้เห็นว่าการปฏิเสธประพจน์ที่รู้อย่างก่อนประสบการณ์นี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับไควน์

ในส่วนต่อไปจะอธิบายถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในประเด็นเรื่องการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ดังกล่าว โดยประเด็นเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนนั้น เป็นการตอบคำถามว่าอะไรคือเหตุอันควรให้เชื่อว่าประพจน์หนึ่งๆ สามารถถือได้ว่าเป็นความรู้


4. การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์

การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์นั้นเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในญาณวิทยา กล่าวคือ นักญาณวิทยาต้องการที่จะหาเหตุผลสนับสนุนว่าอะไรทำให้ความรู้ก่อนประสบการณ์ถือว่าเป็น ความรู้ ก่อนประสบการณ์และอะไรทำให้ความรู้หลังประสบการณ์ถือว่าเป็น ความรู้ หลังประสบการณ์

คำตอบต่อประเด็นดังกล่าวนั้นมีความแตกต่างกันไปตามแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละคน จากที่อธิบายในส่วนที่แล้ว จะเห็นได้ว่า ค้านต์อธิบายว่าความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อเหตุผลสนับสนุนนั้นปราศจากข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ทางผัสสะ ซึ่งเป็นการใช้วิธีกำหนดลักษณะเชิงลบ เนื่องจากค้านต์อธิบายว่าความรู้ก่อนประสบการณ์นั้นคือการที่ความเชื่อว่า x ของบุคคล นั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ เป็นอิสระจาก หรือ ไม่ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น ความเชื่อว่า ผลเป็นสิ่งที่ตามมาจากเหตุ อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำหนดลักษณะเชิงบวก โดยการอธิบายว่าความเชื่อว่า x ของบุคคลนั้นมีเหตุผลสนับสนุนที่ ขึ้นอยู่กับ” (depend on) อะไร ตัวอย่างเช่น ฮิลลารี พัทนัม (Hilary Putnam) และฟิลลิป คิทเชอร์ (Philip Kitcher) เสนอว่าความเชื่อจะมีเหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์เมื่อความเชื่อนั้นมีเหตุผลสนับสนุนอย่างไม่ใช้ประสบการณ์และไม่อาจถูกหักล้างได้ด้วยประสบการณ์ การให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์ในลักษณะเชิงบวก มักเชื่อมโยงกับมโนทัศน์อื่นๆ เช่น มโนทัศน์ความจริงจำเป็น หรือมโนทัศน์ประพจน์เชิงวิเคราะห์ กล่าวคือ ความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อความรู้ดังกล่าวเป็นความจริงจำเป็น หรือความรู้ก่อนประสบการณ์จะมีเหตุผลสนับสนุนก็ต่อเมื่อเป็นความรู้ที่แสดงออกในรูปแบบประพจน์เชิงวิเคราะห์ได้ (โปรดดู Kitcher, 1983 และ Putnam, 1976)

คำตอบเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ก่อนประสบการณ์อีกแบบหนึ่งเป็นของประสบการณ์นิยมแบบสุดโต่ง (radical empiricism) ซึ่งเห็นได้ชัดในแนวคิดของ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) กล่าวคือ ประสบการณ์นิยมแบบสุดโต่งจะโต้แย้งความเป็นไปได้ของความรู้ก่อนประสบการณ์ โดยเสนอว่าประพจน์ที่คิดว่ามีเหตุผลสนับสนุนอย่างก่อนประสบการณ์นั้น อันที่จริงแล้วมีเหตุผลสนับสนุนอย่างหลังประสบการณ์ ความรู้เกี่ยวกับประพจน์ทางคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่างที่สำคัญในการโต้แย้งดังกล่าว ตัวอย่างเช่น มิลล์อธิบายว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้มาจากวิธีการอุปนัย (induction) ซึ่งอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนประพจน์ดังกล่าว (โปรดดู Mill, 1874) อย่างไรก็ตาม ไควน์ ซึ่งเป็นนักประสบการณ์นิยมอีกคนหนึ่งนั้น ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้มาโดยวิธีการอุปนัย ไควน์เสนอว่าประพจน์ทางคณิตศาสตร์นั้นได้รับการยืนยันเพราะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทฤษฎีวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ไควน์มีข้อเสนอเกี่ยวกับญาณวิทยาเชิงธรรมชาติ (naturalized epistemology)  ที่เสนอให้ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถามสำคัญทางญาณวิทยาเกี่ยวกับความรู้ และข้อเสนอเรื่องข้อโต้แย้งเรื่องความหลีกเลี่ยงไม่ได้” (indispensability argument) ที่เสนอว่าเราควรยอมรับการดำรงอยู่ของสิ่งทางคณิตศาสตร์ (เช่น เซต จำนวน ฟังก์ชั่น) เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจจะอธิบายโลกโดยปราศจากคณิตศาสตร์ได้ จะเห็นได้ว่าแม้ไควน์จะไม่เห็นด้วยกับมิลล์ในเรื่องที่ว่าความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้มาด้วยวิธีการอุปนัย แต่ไควน์ก็ยังอาศัยวิทยาศาสตร์ (ซึ่งหลายฝ่ายยอมรับว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์) มาเหตุผลสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ (โปรดดู Quine, 1993)

ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์นั้น มีแนวคิดสำคัญ 2 ประการ คือ (1) มูลฐานนิยม (foundationism) (2) สหนัยนิยม (coherentism)  มูลฐานนิยมจะให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์ โดยพิจารณาว่าความรู้ดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปหาที่มาของความรู้ที่มาจากรากฐานได้หรือไม่ โดยรากฐานที่ว่าก็คือประสบการณ์ทางผัสสะนั่นเอง ตัวอย่างของนักปรัชญาที่อาศัยแนวคิดมูลฐานนิยมเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์คือ เบอร์ทรันด์ รัสเซล (Bertrand Russell) เอ. เจ. แอร์ (A. J. Ayer) และ ซี. ไอ. ลูอิส (C. I. Lewis) เป็นต้น

ในขณะที่สหนัยนิยมเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์ โดยพิจารณาความสัมพันธ์ที่สอดคล้องในชุดความเชื่อที่ประกอบกันขึ้นเป็นความรู้หลังประสบการณ์ สหนัยนิยมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อมักเรียกว่า "องค์รวมนิยมเชิงญาณวิทยา" (epistemic holism) ไควน์ก็จัดเป็นนักปรัชญาคนหนึ่งที่มีแนวคิดแบบองค์รวมนิยมเช่นกัน องค์รวมนิยมของไควน์จะไม่ยอมรับความแตกต่างระหว่างประพจน์เชิงวิเคราะห์และประพจน์เชิงสังเคราะห์ และไม่ยอมรับว่าความเชื่อแต่ละความเชื่อของมนุษย์ยืนยันด้วยประสบการณ์ทางผัสสะ เนื่องจากการยืนยันความเชื่อของมนุษย์กระทำอย่างเป็นองค์รวม หรืออย่างทั้งระบบความเชื่อ มิใช่ตามแต่ละความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง


5. ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ในสมัยปัจจุบัน

ความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในญาณวิทยาที่เป็นที่ถกเถียงกันจนกระทั่งปัจจุบัน โดยประเด็นสำคัญในการถกเถียงมักเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจว่าความรู้ดังกล่าวคืออะไร และมีความสัมพันธ์กับมโนทัศน์อื่นๆ อย่างไร นอกจากนี้ มีการถกเถียงเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่เกิดจากแนวคิดเรื่องความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์ ตัวอย่างเช่นข้อเสนอในอดีตที่ผ่านมามักมีการเชื่อมโยงมโนทัศน์เรื่องความรู้ก่อนประสบการณ์กับมโนทัศน์อื่นๆ (เช่นความจริงจำเป็น ความเป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์) แต่นักปรัชญาหลายคนเห็นว่าการยึดถือตัวอย่างประพจน์ในเรขาคณิตระบบยูคลิด (Euclidian geometry) ในฐานะตัวอย่างของความรู้ก่อนประสบการณ์อันไม่สามารถผิดได้อย่างที่เคยทำกันตั้งแต่อดีตนั้น อาจไม่สามารถยอมรับอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันมีเรขาคณิตนอกระบบยูคลิด (non-Euclidian geometry) ตัวอย่างเช่น บองชู นักเหตุผลนิยมร่วมสมัยได้เสนอจุดยืนเหตุผลนิยมแบบประนีประนอม (moderate rationalism) ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนเหตุผลนิยมแบบสุดโต่ง (radical empiricism) เหตุผลนิยมแบบพอประมาณนี้เห็นว่าความรู้ก่อนประสบการณ์สามารถผิดได้และเป็นเท็จได้โดยอาศัยหลักฐานจากประสบการณ์ทางผัสสะ (BonJour, 1997) หรืออัลเบิร์ต คาซูลโล่ (Albert Casullo) ได้ปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์ โดยโต้แย้งข้อเสนอของนักประสบการณ์นิยมแบบสุดโต่งว่ามีข้อบกพร่อง (Casullo, 2005)

นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้ ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบก่อนประสบการณ์นั้น ผู้ยึดถือญาณวิทยาเชิงธรรมชาติแบบเข้มข้น (strong naturalized epistemology) ซึ่งเห็นว่าญาณวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ มักมีข้อเสนอเพื่อปฏิเสธการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์ กระนั้นก็ดี มีข้อเสนอจากญาณวิทยาเชิงธรรมชาติแบบประนีประนอมที่เห็นว่าญาณวิทยาเชิงธรรมชาตินั้นไปด้วยกันได้กับความรู้หรือการให้เหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอของ เอ. ไอ. โกลด์แมน (A. l. Goldman) ซึ่งปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบก่อนประสบการณ์ โกลด์แมนชี้ว่าความไม่สามารถผิดพลาดได้ ความแน่นอนและไม่เปลี่ยนแปลงนั้น มิใช่ลักษณะจำเป็นของการให้เหตุผลสนับสนุนแบบก่อนประสบการณ์ (Goldman, 1999: 1-28) นอกจากนี้ นักเหตุผลนิยมมักปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนก่อนประสบการณ์ โดยอาศัยมโนทัศน์เรื่องอัชฌัตติกญาณ (intuition) ตัวอย่างเช่นข้อเสนอของบองชูและข้อเสนอของจอร์จ บีลเลอร์ (George Bealer) (โปรดดู BonJour, 1997 และ Bealer, 1999)

ในส่วนของการให้เหตุผลสนับสนุนความรู้แบบหลังประสบการณ์นั้น ผู้ที่มีแนวคิดแบบมูลฐานนิยมและแนวคิดแบบสหนัยนิยมก็ยังคงถกเถียงกันเกี่ยวกับสิ่งที่ให้เหตุผลสนับสนุนความรู้หลังประสบการณ์ มีข้อเสนอใหม่ที่มุ่งหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น เจมส์ แวน คลีฟ (James van Cleve) มีข้อเสนอเพื่อปกป้องจุดยืนแบบมูลฐานนิยมแบบประนีประนอม (moderate foundationalism) ซึ่งแตกต่างจากมูลฐานนิยมแบบเข้มข้น (strong foundationalism) ตามความเห็นของมูลฐานนิยมแบบพอประมาณนั้นความเชื่อพื้นฐาน (basic beliefs) ไม่จำเป็นต้องมีความแน่นอนและผิดพลาดไม่ได้ (Cleve, 2005: 168-178)

ประเด็นที่มีการถกเถียงเกี่ยวกับความรู้ทั้งสองประเภทเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่านักญาณวิทยาต้องการที่จะทราบถึงธรรมชาติของความรู้ และเหตุผลที่ทำให้เราเรียกความเชื่อหนึ่งๆ ว่าเป็นความรู้ ซึ่งคำถามเกี่ยวกับความรู้เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามสำคัญที่นักญาณวิทยาทุกยุคสมัยพยายามจะหาคำตอบให้ได้ทั้งสิ้น

ศิรประภา ชวะนะญาณ (ผู้เรียบเรียง)

เรียบเรียงจาก

·

Boghossian, Paul Artin. 1996. Knowledge, A Priori. In Donald M. Borchert (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, Supplement: 281-283.

·

Casullo, Albert. 2001. A priori/ A Posteriori. In Jonathan Dancy and Ernest Sosa (eds.). A Companion to Epistemology. Oxford: Blackwell, pp.1-3.

·

------. 2006. Knowledge, A Priori. In Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia of Philosophy. Detroit: Macmillan, Vol.5: 79-86. 

·

Hamlyn, D. W. 2006. A Priori and A Posteriori. In Donald M. Borchert (ed.). Encyclopedia of Philosophy. Second edition. New York: Macmillan, Vol. 1: 240-246. 



เอกสารอ้างอิง
 

·

Bealer, George. 1999. The A Priori. In John Greco and Ernest Sosa (eds.). The Blackwell Guide to Epistemology. Massachusetts: Blackwell, pp. 243-270.

·

Bonjour, Laurence. 1997. In Defense of Pure Reason. New York: Cambridge. 

·

Casullo, Albert. 2005. Epistemic Overdetermination and A Priori Justification. Philosophical Perspectives 19: 41-58.

·

Cleve, J. V. 2005. Why Coherence is Not Enough: Defense of Moderate Foundationalism. In Matthias Steup and Ernest Sosa (eds.). Contemporary Debates in Epistemology. MA: Blackwell, pp. 168-178.

·

Goldman, A. I. 1999. A Priori Warrant and Naturalistic Epistemology. Philosophical Perspective 13: 1-28.

·

Kitcher, Philip. 1983. The Nature of Mathematical Knowledge. New York: Oxford University Press.

·

Mill, John Stuart. 1874. A System of Logic. New York: Harper & Brothers.

·

Putnam, Hilary. 1976. ’Two Dogmas’ Revisited. In Gilbert Ryle (ed.). Contemporary Aspects of Philosophy. Stocksfield: Oriel Press, pp. 202-213.
· Quine, W. V. 1953. Two Dogmas of Empiricism. In From a Logical Point of View. Cambridge: Harvard University Press.
· ---------. 1993. Epistemology Naturalized. In Ontological Relativity and Other Essays. New York: Columbia University Press.



เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม
 

·

Ayer, A. J. 1936 (2nd edition, 1946). Language, Truth, and Logic. New York: Dover. (มีข้อเสนอจากประสบการณ์นิยมแบบสุดโต่งเกี่ยวกับความหมายและความรู้)

·

BonJour, L. 1985. The Structure of Empirical Knowledge. Cambridge, MA: Harvard University Press. (การปกป้องสหนัยนิยมเกี่ยวกับการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอาศัยประสบการณ์)

·

Carruthers, P. 1992. Human Knowledge and Human Nature. Oxford: Oxford University Press. (อธิบายเกี่ยวกับประเด็นเรื่องแหล่ง (source) ของความรู้ รวมถึงความรู้ก่อนประสบการณ์)

·

Coffa, J. A. 1991. The Semantic Tradition from Kant to Carnap. Cambridge: Cambridge University Press. (ประวัติของปฏิกริยาต่อหลักการเรื่องก่อนประสบการณ์ของคานต์)

·

Goldman, A. I. 1986. Epistemology and Cognition. Cambridge, MA: Harvard University Press. (เสนอข้อปกป้องการให้เหตุผลสนับสนุนและความรู้ในลักษณะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อที่เชื่อถือได้)

·

Kant, I. 1781/1787. Critique of Pure Reason. Trans. N. Kemp Smith. London: Macmillan, 1963. (งานคลาสลิคเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างข้อความก่อนประสบการณ์-หลังประสบการณ์ และข้อความวิเคราะห์-ข้อความสังเคราะห์)

·

Kripke, S. A. 1980. Naming and Necessity. Cambridge, MA: Harvard University Press. (ท้าทายความคิดที่ว่าเฉพาะประพจน์ที่จริงอย่างจำเป็นเท่านั้นที่รู้ได้อย่างก่อนประสบการณ์)

·

Lewis, C. I. 1946. An Analysis of Knowledge and Valuation. LaSalle, IL: Open Court. (งานคลาสลิคเกี่ยวกับมูลนิยมว่ามีบทบาทหลักในการให้เหตุผลสนับสนุนแบบอาศัยประสบการณ์)
· Moser, P. K. (ed.). 1987. A Priori Knowledge. Oxford: Oxford University Press. (ประกอบด้วยบทความร่วมสมัยที่สำคัญ 10 บทความเกี่ยวกับความรู้ก่อนประสบการณ์)
· ---------. 1989. Knowledge and Evidence. Cambridge: Cambridge University Press. (เสนอข้อปกป้องวิธีการแบบมูลฐานนิยมต่อความรู้ที่อาศัยประสบการณ์ว่าได้เหตุผลสนับสนุนที่อาศัยประสบการณ์มาจากการรับรู้ทางผัสสะ)
· ---------. 1993. Philosophy after Objectivity. New York: Oxford University Press. (การตรวจสอบชนิดของข้อยืนยัน (warrant) ต่อข้ออ้างเรื่องความรู้แบบสัมบูรณ์และความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก)
· Moser, P. K. and Vander Nat, A. (eds.). 1987 (2nd edition, 1995). Human Knowledge: Classical and Contemporary Approaches. New York: Oxford University Press. (รวมทั้งงานเขียนคลาสสิคและงานเขียนร่วมสมัยเกี่ยวกับเงื่อนไขของความรู้ก่อนประสบการณ์และความรู้หลังประสบการณ์  มีบทความของแอร์ ไควน์ คริปกี้ ลูอิส รัสเซลล์ และนักปรัชญาอื่นๆ)
· Pap, A. 1958. Semantics and Necessary Truth. New Haven, CT: Yale University Press. (การสำรวจและประเมินความคิดเห็นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 คริสต์ศตวรรษที่ 20 เกี่ยวกับมโนทัศน์เรื่องความจริงจำเป็น มโนทัศน์เรื่องความเป็นข้อความวิเคราะห์ และมโนทัศน์เรื่องก่อนประสบการณ์ รวมถึงความคิดเห็นของไลบ์นิซ คานต์ ล๊อค และฮิวม์)
· Quine, W. V. 1953 (2nd edition, 1961). From a Logical Point of View. Cambridge, MA: Harvard University Press. (มีบทความ ‘Two Dogmas of Empiricism’ ซึ่งเป็นบทความที่โต้แย้งความแตกต่างระหว่างข้อความวิเคราะห์และข้อความสังเคราะห์)
· Shanker, S. G. 1987. Wittgenstein and the Turning-Point in the Philosophy of Mathematics. London: Croom Helm. (อธิบายความคิดเห็นของวิตเกนสไตน์เกี่ยวกับความจริงทางคณิตศาสตร์และความรู้ก่อนประสบการณ์)



คำที่เกี่ยวข้อง

เหตุผลนิยม-ประสบการณ์นิยม / ปรัชญาประวัติศาสตร์ / การอ้างเหตุผลยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้า / การให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อ / ความเป็นสาเหตุ
Rationalism and Empiricism / Philosophy of History / Arguments for the Existence of God / Epistemic Justification / Causation
 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | เชื่อมโยง | ติดต่อเรา


 


สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการ